คนส่วนใหญ่ทั่วโลกมักจะป่วยเป็นโรคหวัดธรรมดาอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งหรือมากกว่านั้น ยกเว้นในประเทศที่มีรายได้ต่ำ โรคหวัดธรรมดาเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดในการใช้ยาปฏิชีวนะ และยิ่งมีแนวโน้มใช้มากขึ้นไปอีกหากน้ำมูกมีสี (โรคจมูกอักเสบชนิดมีน้ำมูกข้นมีสีแบบเฉียบพลัน) อย่างไรก็ตาม โรคหวัดธรรมดาเกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ และยาปฏิชีวนะยังสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ โดยเฉพาะอาการท้องเสีย การใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินไปจะนำไปสู่การที่เชื้อแบคทีเรียเกิดการดื้อต่อยาปฏิชีวนะ
เพื่อหาคำตอบว่ายาปฏิชีวนะได้ผลกับโรคหวัดธรรมดาหรือไม่ เราได้คัดเลือกการศึกษาที่เปรียบเทียบกลุ่มคนที่รับประทานยาปฏิชีวนะกับอีกกลุ่มหนึ่งที่รับประทานยาที่มีลักษณะคล้ายกันแต่ไม่มียาปฏิชีวนะผสมอยู่ (ยาหลอก) เราพบ 6 การศึกษาที่เกี่ยวกับโรคหวัดธรรมดา ซึ่งมีผู้เข้าร่วม 1147 คน และ 5 การศึกษาที่เกี่ยวกับโรคจมูกอักเสบชนิดมีน้ำมูกข้นมีสีแบบเฉียบพลัน ซึ่งมีผู้เข้าร่วม 791 คน การศึกษาจำนวนมากมีข้อบกพร่องซึ่งอาจทำให้ผลลัพธ์เกิดอคติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากผู้เข้าร่วมจำนวนมากน่าจะมีการติดเชื้อที่ทรวงอกหรือไซนัสโดยที่นักวิจัยไม่ทราบ
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ายาปฏิชีวนะไม่ได้ผลทั้งกับโรคหวัดธรรมดาและโรคจมูกอักเสบชนิดมีน้ำมูกข้นมีสีแบบเฉียบพลัน และผู้คนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากผลข้างเคียงของยาปฏิชีวนะ
อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
บทนำ
เป็นที่เชื่อกันมานานแล้วว่ายาปฏิชีวนะไม่มีบทบาทในการรักษาโรคหวัดธรรมดา อย่างไรก็ตาม แพทย์ยังคงสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะอยู่บ่อยครั้งด้วยความเชื่อว่าอาจช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินประสิทธิผลของยาปฏิชีวนะเปรียบเทียบกับยาหลอกในการลดอาการบริเวณโพรงหลังจมูกทั้งโดยทั่วไปและที่จำเพาะเจาะจง จากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนเฉียบพลัน (URTIs) (โรคหวัดธรรมดา)
เพื่อตรวจสอบว่ายาปฏิชีวนะมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ของโรคจมูกอักเสบชนิดมีน้ำมูกข้นมีสีแบบเฉียบพลัน และโรคจมูกอักเสบชนิดน้ำมูกใสแบบเฉียบพลัน ที่เป็นมาน้อยกว่า 10 วันก่อนได้รับสิ่งแทรกแซงหรือไม่
เพื่อพิจารณาว่ามีผลลัพธ์ไม่พึงประสงค์ที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะในผู้เข้าร่วมที่ได้รับการวินิจฉัยทางคลินิกว่าเป็น URTI เฉียบพลัน หรือโรคจมูกอักเสบชนิดมีน้ำมูกข้นมีสีแบบเฉียบพลันหรือไม่
วิธีการสืบค้น
สำหรับการปรับปรุงข้อมูลในปี 2013 นี้ เราได้สืบค้นข้อมูลจาก CENTRAL 2013 ฉบับที่ 1, MEDLINE (มีนาคม 2005 ถึงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ 2013), EMBASE (มกราคม 2010 ถึงกุมภาพันธ์ 2013), CINAHL (2005 ถึงกุมภาพันธ์ 2013), LILACS (2005 ถึงกุมภาพันธ์ 2013) และ Biosis Previews (2005 ถึงกุมภาพันธ์ 2013)
เกณฑ์การคัดเลือก
การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCTs) ที่เปรียบเทียบการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะชนิดใดๆ กับยาหลอก ในผู้ที่มีอาการของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนเฉียบพลันเป็นเวลาน้อยกว่า 7 วัน หรือเป็นโรคจมูกอักเสบชนิดมีน้ำมูกข้นมีสีแบบเฉียบพลันที่มีระยะเวลาของอาการน้อยกว่า 10 วัน
การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้ประพันธ์การทบทวนวรรณกรรมทั้งสองคนได้ประเมินคุณภาพของการทดลองและดึงข้อมูลออกมาอย่างเป็นอิสระต่อกัน
ผลการวิจัย
การทบทวนวรรณกรรมฉบับปรับปรุงนี้ได้รวบรวม 11 การศึกษา มี 6 การศึกษาที่ให้ข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์อย่างน้อยหนึ่งรายการที่เกี่ยวข้องกับโรคหวัดธรรมดา โดยมีผู้เข้าร่วมสูงถึง 1147 คน มี 5 การศึกษาที่ให้ข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์อย่างน้อยหนึ่งรายการที่เกี่ยวข้องกับโรคจมูกอักเสบชนิดมีน้ำมูกข้นมีสี โดยมีผู้เข้าร่วมสูงถึง 791 คน มี 1 การศึกษาที่ให้ข้อมูลเฉพาะเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ และอีก 1 การศึกษาที่เข้าเกณฑ์การคัดเข้าแต่รายงานเฉพาะสถิติสรุป โดยไม่ได้ให้ข้อมูลเชิงตัวเลขใดๆ ที่สามารถนำมารวมในการวิเคราะห์ meta-analyses ได้ การตีความข้อมูลที่นำมารวมกันนั้นมีข้อจำกัด เนื่องจากบางการศึกษารวมเฉพาะเด็ก เฉพาะผู้ใหญ่ หรือเฉพาะเพศชายเท่านั้น อีกทั้งยังมีการใช้ยาปฏิชีวนะที่หลากหลาย และมีการวัดผลลัพธ์ด้วยวิธีที่แตกต่างกัน มีความเสี่ยงของการมีอคติในระดับปานกลาง เนื่องจากไม่มีการรายงานรายละเอียดของระเบียบวิธีวิจัย หรือเนื่องจากมีผู้เข้าร่วมจำนวนหนึ่งที่ไม่ทราบจำนวนแน่ชัดซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีการติดเชื้อที่ทรวงอกหรือไซนัส
ผู้เข้าร่วมที่ได้รับยาปฏิชีวนะสำหรับโรคหวัดธรรมดาไม่ได้มีผลลัพธ์ที่ดีกว่าในแง่ของการไม่หายจากโรคหรือการคงอยู่ของอาการ เมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับยาหลอก (อัตราส่วนความเสี่ยง (RR) 0.83, ช่วงความเชื่อมั่น (CI) 95% 0.60 ถึง 1.14, (random-effects)) โดยอิงจากการวิเคราะห์ข้อมูลรวมจาก 6 การทดลอง ซึ่งมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 1147 คน ค่า RR ของผลไม่พึงประสงค์ในกลุ่มที่ได้รับยาปฏิชีวนะคือ 1.8, 95% CI 1.01 ถึง 3.21 (random-effects) ผู้เข้าร่วมที่เป็นผู้ใหญ่มีความเสี่ยงต่อการเกิดผลไม่พึงประสงค์จากยาปฏิชีวนะสูงกว่ายาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ (RR 2.62, 95% CI 1.32 ถึง 5.18) (random-effects) ในขณะที่ในเด็กไม่พบความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น (RR 0.91, 95% CI 0.51 ถึง 1.63)
ค่า RR รวมสำหรับการคงอยู่ของโรคจมูกอักเสบชนิดมีน้ำมูกข้นมีสีแบบเฉียบพลันเมื่อใช้ยาปฏิชีวนะเปรียบเทียบกับยาหลอกคือ 0.73 (95% CI 0.47 ถึง 1.13) (random-effects) โดยอิงจาก 4 การศึกษาที่มีผู้เข้าร่วม 723 คน มีการเพิ่มขึ้นของผลไม่พึงประสงค์ในการศึกษาการใช้ยาปฏิชีวนะสำหรับโรคจมูกอักเสบชนิดมีน้ำมูกข้นมีสีแบบเฉียบพลัน (RR 1.46, 95% CI 1.10 ถึง 1.94)
ข้อสรุปของผู้วิจัย
ไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ถึงประโยชน์ของยาปฏิชีวนะสำหรับโรคหวัดธรรมดา หรือสำหรับโรคจมูกอักเสบชนิดมีน้ำมูกข้นมีสีแบบเฉียบพลันที่อาการยังคงอยู่ ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีหลักฐานว่ายาปฏิชีวนะก่อให้เกิดผลไม่พึงประสงค์ที่สำคัญในผู้ใหญ่เมื่อให้เพื่อรักษาโรคหวัดธรรมดา และในทุกช่วงวัยเมื่อให้เพื่อรักษาโรคจมูกอักเสบชนิดมีน้ำมูกข้นมีสีแบบเฉียบพลัน ไม่แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะเป็นประจำสำหรับภาวะเหล่านี้
แปลโดย ศ.นพ.ภิเศก ลุมพิกานนท์ สาขาวิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 7 ธันวาคม 2025 Edit โดย พ.ญ. ผกากรอง ลุมพิกานนท์ 17 กรกฏาคม 2026
Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก




