ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับประโยชน์ของการให้มารดาและทารกสัมผัสแนบเนื้อกันทันทีหรือในระยะเริ่มแรก

ใจความสำคัญ

  • มารดาที่ได้สัมผัสแนบเนื้อกับทารกในช่วงชั่วโมงแรกหลังคลอด น่าจะมีแนวโน้มที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวไปจนถึงช่วง 1 เดือนหลังคลอด และต่อเนื่องไปจนถึงช่วง 6 สัปดาห์ถึง 6 เดือนหลังคลอด

  • การสัมผัสแนบเนื้อระหว่างมารดาและทารกแรกเกิด น่าจะช่วยให้ทารกปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตนอกครรภ์ได้ดีขึ้น โดยช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้คงที่และช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดของทารก นอกจากนี้ยังอาจส่งผลดีต่อระบบการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจของทารกอีกด้วย

  • การสัมผัสแนบเนื้ออาจทำให้ระยะเวลาในการคลอดรก ไม่มีความแตกต่างกันหรือแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ส่วนผลกระทบต่อปริมาณการเสียเลือดของมารดาหลังการคลอดทางช่องคลอด นั้นยังไม่มีความชัดเจน

ประเด็นปัญหาคืออะไร

องค์กรด้านสุขภาพระดับโลกที่สำคัญ เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) แนะนำว่า ทันทีหลังคลอด ควรวางทารกแรกเกิดแนบกับผิวหนังของมารดาโดยตรง โดยทารกไม่ต้องสวมเสื้อผ้า และควรให้อยู่ในลักษณะนั้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่ถูกขัดจังหวะเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือทางที่ดีที่สุดคือควรให้อยู่แบบนั้นจนกว่าจะเสร็จสิ้นการให้นมแม่ครั้งแรก วิธีการนี้เรียกว่า การสัมผัสแนบเนื้อ (skin-to-skin contact) อย่างไรก็ตาม ในหลายสถานพยาบาล แนวทางปฏิบัติที่พบได้ทั่วไปยังคงเป็นการแยกทารกแรกเกิดออกจากมารดา เพื่อนำไปห่อตัว สวมเสื้อผ้า หรือนำไปวางในเปลเปิด หรือใต้เครื่องอุ่นทารก การทำสัมผัสแนบเนื้อเช่นนี้ ยังคงพบได้น้อยในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ เนื่องจากวิธีปฏิบัตินี้สามารถช่วยให้มารดาให้นมบุตรได้สำเร็จ อัตราการให้แม่และลูกสัมผัสแนบเนื้อกันที่ต่ำ จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ระดับการให้นมแม่มีความแตกต่างกันในประเทศที่มีระดับรายได้ต่างกัน

สิ่งที่เราต้องการทราบคืออะไร

เราต้องการเพิ่มพูนความเข้าใจว่า การทำสัมผัสแนบเนื้อเมื่อแรกคลอดนั้น ส่งผลต่อระยะเวลาและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียว รวมถึงการปรับตัวของทารกสู่การใช้ชีวิตนอกครรภ์อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราต้องการทราบว่าการทำสัมผัสแนบเนื้อให้ผลดีกว่าการดูแลแบบมาตรฐานทั่วไป ในการช่วยส่งเสริมหรือปรับปรุงสิ่งต่อไปนี้หรือไม่:

  • การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียว

  • อุณหภูมิร่างกายของทารก

  • ระดับน้ำตาลในเลือดของทารก

  • การหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจของทารก

  • ระยะเวลาในการคลอดรก

  • การเสียเลือดของมารดาหลังการคลอดทางช่องคลอด

เราทำอะไรบ้าง

เราได้สืบค้นการศึกษาวิจัยแบบสุ่มที่เกี่ยวกับการทำสัมผัสแนบเนื้อทันที (เริ่มภายในไม่เกิน 10 นาทีหลังคลอด) และการทำสัมผัสแนบเนื้อในระยะเริ่มแรก (ระหว่าง 10 นาที ถึง 24 ชั่วโมงหลังคลอด) จากฐานข้อมูลหลักต่างๆ ในการศึกษาวิจัยแบบสุ่ม ผู้เข้าร่วมวิจัยจะถูกจัดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหรือมากกว่าโดยการสุ่ม เพื่อให้แน่ใจว่ากลุ่มตัวอย่างแต่ละกลุ่มมีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน เราได้สรุปผลและประเมินความเชื่อมั่นต่อผลการศึกษาเหล่านั้น โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ขนาดของกลุ่มตัวอย่างและระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้

เราพบอะไร

เราพบ 69 การศึกษา โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคู่มารดาและทารกจำนวน 7290 คู่ การศึกษาส่วนใหญ่เปรียบเทียบระหว่างการทำสัมผัสแนบเนื้อทันที (ภายใน 10 นาทีแรกหลังคลอด) กับการดูแลตามมาตรฐานของโรงพยาบาล ในกลุ่มผู้หญิงที่คลอดทารกครบกำหนดและมีสุขภาพแข็งแรง ใน 15 การศึกษา เป็นกลุ่มสตรีที่ได้รับการผ่าตัดคลอด และในอีก 10 การศึกษา ทารกมีสุขภาพแข็งแรงแต่คลอดก่อนกำหนด (ตั้งแต่อายุครรภ์ 34 สัปดาห์จนถึงก่อนครบ 37 สัปดาห์) มี 32 การศึกษา ดำเนินการในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง อีก 25 การศึกษา ดำเนินการในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง และ 12 การศึกษาในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ ซึ่งรวมถึงประเทศอินเดีย เนปาล ปากีสถาน เวียดนาม และแซมเบีย ไม่มีการศึกษาวิจัยใดเลยที่ดำเนินการในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำ

ผลลัพธ์หลัก

มารดาที่ได้สัมผัสแนบเนื้อกับทารกแรกเกิดทันที น่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียว ณ เวลาที่จำหน่ายออกจากโรงพยาบาลไปจนถึง 1 เดือนหลังคลอด (12 การศึกษา, คู่มารดาและทารก 1556 คู่) และในช่วงตั้งแต่ 6 สัปดาห์ถึง 6 เดือนหลังคลอด (11 การศึกษา, คู่มารดาและทารก 1135 คู่)

ทารกที่ได้สัมผัสแนบเนื้อกับมารดาทันที น่าจะมีอุณหภูมิของร่างกายที่สูงกว่าในช่วง 30 นาที ถึง 2.5 ชั่วโมงหลังคลอด แม้ว่าความแตกต่างดังกล่าวจะไม่อยู่ในระดับที่มีความหมายสำคัญทางคลินิกก็ตาม (11 การศึกษา, ทารกแรกเกิด 1349 คน) การสัมผัสแนบเนื้อน่าจะช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดของทารก (3 การศึกษา, ทารกแรกเกิด 144 คน) และอาจช่วยปรับปรุงระบบการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจของทารกให้ดีขึ้น (2 การศึกษา, ทารกแรกเกิด 81 คน) การสัมผัสแนบเนื้ออาจส่งผลเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีผลเลยต่อระยะเวลาในการคลอดรก (4 การศึกษา, ผู้หญิง 450 คน) หรือการเสียเลือดของมารดาหลังการคลอดธรรมชาติทางช่องคลอด (2 การศึกษา, ผู้หญิง 143 คน) แม้ว่าผลลัพธ์ในด้านการเสียเลือดของมารดานั้นจะยังมีความไม่แน่นอนอยู่มากก็ตาม

ข้อจำกัดของหลักฐานคืออะไร

เรามีความเชื่อมั่นในระดับปานกลางต่อข้อค้นพบส่วนใหญ่ แม้ว่าเราจะมีความเชื่อมั่นน้อยกว่าต่อผลลัพธ์ในด้านการหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจ และระยะเวลาในการคลอดรก และเราไม่มีความเชื่อมั่นต่อผลลัพธ์ในด้านการเสียเลือดของมารดา การอธิบายและคำจำกัดความของการสัมผัสแนบเนื้อ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สิ่งแทรกแซง (interventions) อื่นๆ และการดูแลแบบมาตรฐานทั่วไป ยังไม่มีความสอดคล้องกันในแต่ละการศึกษา นอกจากนี้ ทั้งมารดาและบุคลากรต่างก็ทราบว่ามารดารายใดเป็นผู้ได้รับการทำสัมผัสแนบเนื้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลการวิจัยได้ ประการสุดท้าย การศึกษาวิจัยหลายฉบับมีขนาดเล็ก โดยมีมารดาและทารกแรกเกิดเข้าร่วมน้อยกว่า 100 คน

หลักฐานเชิงประจักษ์นี้มีความเป็นปัจจุบันมากน้อยเพียงใด

การทบทวนวรรณกรรมฉบับนี้เป็นการปรับปรุงข้อมูล (อัปเดต) จากการทบทวนวรรณกรรมฉบับก่อนหน้าของเรา โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่เป็นปัจจุบันจนถึงวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 2024

บทนำ

การแยกกันระหว่างมารดาและทารกหลังคลอดเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น การดูแลตามมาตรฐานของโรงพยาบาล ทารกแรกเกิดมักได้รับความอบอุ่นโดยการห่อตัว การโอบกอดของมารดา การให้ทารกนอนในเตียงนอนเด็ก หรือให้นอนใต้เครื่องให้ความอบอุ่น ตามทฤษฎีแล้วการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อควรเริ่มหลังคลอดและควรทำอย่างต่อเนื่องจนสิ้นสุดการการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในครั้งแรก การสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อ คือ การวางทารกตัวเปล่าที่ได้รับการเช็ดตัวให้แห้งแล้วไว้บนหน้าอกของมารดาในท่านอนคว่ำและห่อตัวด้วยผ้าห่ม ตามที่นักประสาทวิทยาของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้กล่าวว่า การสัมผัสกันอย่างใกล้ชิดสามารถกระตุ้นระบบประสาทและพฤติกรรมเพื่อเติมเต็มความต้องการพื้นฐานทางชีวภาพ ในช่วงเวลาหลังคลอดทันทีนับเป็บช่วงเวลาที่ทารกไวต่อสิ่งกระตุ้นสำหรับการกำหนดกระบวนการทำงานของอวัยวะในร่างกายและพฤติกรรม

วัตถุประสงค์

เพื่อประเมินผลของการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อในทันที (น้อยกว่า 10 นาทีหลังคลอด) หรือการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อในระยะแรก (10 นาทีถึง 24 ชั่วโมงหลังคลอด) เปรียบเทียบกับแนวทางปฏิบัติที่มีอยู่ของทางโรงพยาบาล (การสัมผัสตามมาตรฐาน) ที่มีต่อการเริ่มต้นและคงไว้ซึ่งการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ รวมถึงผลกระทบต่อสรีรวิทยาของมารดาและทารก ในกลุ่มทารกแรกเกิดที่มีสุขภาพแข็งแรงและมารดา

วิธีการสืบค้น

เราได้สืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล CENTRAL, MEDLINE, Embase และ CINAHL จนถึงวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 2024 และจากทะเบียนการทดลองทางคลินิก 2 แห่ง จนถึงวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 พร้อมทั้งตรวจสอบรายการอ้างอิงและติดสอบถามไปยังผู้เชี่ยวชาญ

เกณฑ์การคัดเลือก

การศึกษาเชิงทดลองที่มีการสุ่มคนเข้ากลุ่มดังกล่าวเปรียบเทียบระหว่างการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อแบบทันทีหรืออย่างรวดเร็วกับการดูแลตามมาตรฐานของโรงพยาบาล

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้วิจัย 2คนได้ทำการประเมินงานวิจัยอย่างเป็นอิสระต่อกันในการคัดเข้า และการประเมินความเสี่ยง การคัดแยกข้อมูล และตรวจสอบความถูกต้อง ประเมินคุณภาพของหลักฐานที่ได้โดยวิธีการของเกรด (GRADE)

ผลการวิจัย

เรานำเข้าการศึกษาจำนวน 46 เรื่อง มารดาและทารกจำนวน 3850 คนและบุตรของหญิงตั้งครรภ์ การศึกษาของเราได้วิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาจำนวน 38 เรื่อง มารดาและทารกจำนวน 3472 คน ดำเนินการศึกษาใน 21 ประเทศ การศึกษาที่นำเข้าส่วนใหญ่มีจำนวนขนาดตัวอย่างน้อย (การศึกษาจำนวน 12 เรื่องมีจำนวนหญิงตั้งครรภ์มากกว่า 100 คน) 8 งานวิจัยที่คัดมารดาที่ได้สัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง ทารกทั้งหมดที่นำเข้าการศึกษามีสุขภาพดี ส่วนใหญ่เป็นทารกที่คลอดครบกำหนด 6 งานวิจัยศึกษาในทารกที่คลอดก่อนกำหนดหลังอายุครรภ์ 35 สัปดาห์ การศึกษาที่นำเข้าไม่มีการศึกษาใดเลยที่คุณภาพด้านระเบียบวิธีวิจัย และการรายงานผลอยู่ในระดับดี ไม่มีการศึกษาใดเลยที่ประสบความสำเร็จในการปกปิดกลุ่มตัวอย่าง และผลการวิเคราะห์ทั้งหมดมีความไม่ชัดเจนเนื่องจากมีขนาดตัวอย่างน้อย ผลการวิเคราะห์จากแต่ละรายงานวิจัยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเนื่องจากมีความแตกต่างกันระหว่างการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อกับการดูแลตามมาตรฐาน

ผลการศึกษาของมารดา

มารดาส่วนมากที่ได้สัมผัสเนื้อแนบเนื้อกับบุตร ได้เลี้ยงทารกด้วยนมแม่ตั้งแต่ 1 ถึง 4 เดือน หลังคลอดมากกว่ากลุ่มที่การดูแลตามมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามีความไม่ชัดเจนถึงค่าการประมาณเนื่องจากอคติของงานวิจัยที่นำเข้า (risk ratio (RR) 1.24, 95% CI 1.07 ถึง 1.43; จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 887 คน; จำนวนงานวิจัย 14 งานวิจัย; I² ร้อยละ 41; การประเมิน GRADE: คุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง) นอกจากนี้มารดาที่ได้สัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อได้ให้ทารกกินนมแม่ยาวนานกว่า อย่างไรก็ตามยังมีข้อจำกัดของข้อมูล (ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (MD) 64 วัน, 95% CI 37.96 ถึง 89.50; จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 264 คน; จำนวนงานวิจัย 6 งานวิจัย; การประเมิน GRADE คุณภาพอยู่ในระดับต่ำ); ผลการศึกษานี้ได้จากการวิเคราะห์ความไวโดยการนำผลการศึกษาออก 1 การศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาที่มีผลทำให้เกิดความแตกต่างในผลลัพธ์หลัก มารดาที่ได้สัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อมีโอกาสที่จะเข้าให้นมทารกอย่างเดียว (exclusively breastfeed) ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลจนถึง 1 เดือนหลังคลอด และจาก 6 สัปดาห์จนถึง 6 เดือนหลังคลอด อย่างไรก็ตามผลการวิเคราะห์ทั้งสองอย่างมีความแตกต่างระหว่างงานวิจัยที่นำเข้าค่อนข้างมาก (ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล RR 1.30, 95% CI 1.12 ถึง 1.49; จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 711 คน; จำนวนงานวิจัย 6 งานวิจัย; I² ร้อยละ 44; การประเมิน GRADE: คุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง; ตั้งแต่ 6 สัปดาห์ RR 1.50, 95% CI 1.18 ถึง 1.90; จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 640 คน; จำนวนงานวิจัย 7 งานวิจัย; I² ร้อยละ 62; การประเมิน GRADE: คุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง)

มารดาที่ได้สัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อมีค่าเฉลี่ยคะแนนประสิทธิผลของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สูงกว่า ความแตกต่างระหว่างงานวิจัยอยู่ในระดับปานกลาง (ประเมินโดยใช้แบบประเมิน Infant Breastfeeding Assessment Tool: IBFAT) MD 2.28, 95% CI 1.41 ถึง 3.15; จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 384 คน; จำนวนงานวิจัย 4 งานวิจัย; I² ร้อยละ 41) การสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อช่วยให้ทารกประสบความสำเร็จในการกินนมแม่ครั้งแรก ความแตกต่างระหว่างงานวิจัยอยู่ในระดับสูง (RR 1.32, 95% CI 1.04 ถึง 1.67; จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 575 คน; จำนวนงานวิจัย 5 งานวิจัย; I² ร้อยละ 85)

ผลการศึกษาของทารก

ทารกที่ได้รับการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อมีคะแนนภาพรวมของความคงที่ของระบบหัวใจและระบบหายใจที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีจำนวนทารกค่อนข้างน้อย และผลนัยสำคัญของผลลัพธ์ทางคลินิกที่ทดสอบได้ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากแต่ละงานวิจัยนำเสนอระยะเวลาหลากหลายค่า (ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยมาตรฐาน standardized mean difference (SMD) 1.24, 95% CI 0.76 ถึง 1.72; จำนวนกลุม่ตัวอย่าง 81 คน; จำนวนงานวิจัย 2 งานวิจัย; การประเมิน GRADE คุณภาพอยู่ในระดับต่ำ) ทารกที่ได้รับการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อมีค่าระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงกว่า (MD 10.49, 95% CI 8.39 ถึง 12.59; จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 144 คน; จำนวนงานวิจัย 3 งานวิจัย; การประเมิน GRADE: คุณภาพอยู่ในระดับต่ำ) แต่พบว่าอุณหภูมิกายไม่แตกต่างจากทารกที่ได้รับการดูแลตามมาตรฐาน (MD 0.30 องศาเซลเซียส (°C) 95% CI 0.13 ถึง 0.47 องศาเซลเซียส °C; จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 558 คน; จำนวนงานวิจัย 6 งานวิจัย; I² ร้อยละ 88, การประเมิน GRADE: คุณภาพอยู่ในระดับต่ำ)

มารดาและทารกหลังคลอดโดยการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง

มารดาที่ได้รับการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องมีโอกาสที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 1 ถึง 4 เดือนหลังคลอด และประสบความสำเร็จในการให้นมแม่ (ประเมินโดย IBFAT score) แต่ผลการวิเคราะห์นี้มาจากผลการวิจัยจาก 2 งานวิจัย และมีขนาดตัวอย่างน้อย หลักฐานที่พบไม่เพียงพอที่จะอธิบายว่าการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อสามารถเพิ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในช่วงเวลาอื่นหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง 1 การศึกษาพบว่าทารกมีอัตราการหายใจ อาการปวดของมารดา และความวิตกกังวลของมารดาโดยไม่มีอำนาจในการทดสอบเพื่อตรวจสอบความแตกต่างของกลุ่ม

การวิเคราะห์กลุ่มย่อย

เราพบว่าไม่มีความแตกต่างกันในทุกผลลัพธ์ เมื่อเราทำการเปรียบเทียบระยะเวลาในการเริ่ม (ทันที คือ น้อยกว่า 10 นาทีหลังคลอด เปรียบเทียบกับ อย่างรวดเร็ว คือ มากกว่าหรือเท่ากับ 10 นาทีหลังคลอด) หรือระยะเวลาของการสัมผัส (น้อยกว่าหรือเท่ากับ 60 นาทีหลังคลอด เปรียบเทียบกับมากกว่า 60 นาทีหลังคลอด)

ข้อสรุปของผู้วิจัย

การทบทวนวรรณกรรมนี้ สนับสนุนการให้ทารกสัมผัสแนบเนื้อกับมารดาทันทีหลังคลอด (immediate SSC) โดยไม่คำนึงถึงวิธีการคลอด สำหรับมารดาและทารกแรกเกิดที่สุขภาพแข็งแรง ทั้งกลุ่มทารกที่คลอดครบกำหนดและกลุ่มทารกที่คลอดก่อนกำหนดช่วงปลาย ในประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางและรายได้สูง ไม่มีการศึกษาใดที่นำมารวบรวมในการศึกษานี้ ดำเนินการในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำเลย การทำ SSC น่าจะช่วยส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียว และช่วยให้การควบคุมอุณหภูมิร่างกาย รวมถึงระดับน้ำตาลในเลือดของทารกดีขึ้น นอกจากนี้ การทำ SSC อาจช่วยเพิ่มความคงที่ของระบบร่างกายทารก ซึ่งประเมินโดยใช้คะแนน SCRIP อีกด้วย หลักฐานเกี่ยวกับผลลัพธ์ทางสรีรวิทยาของมารดายังไม่สามารถสรุปผลได้อย่างชัดเจน

การวิจัยในอนาคตควรให้ความสำคัญกับความเข้มงวดด้านวิธีวิจัยเป็นหลัก ซึ่งรวมถึงการอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่ใช้ศึกษา (interventions) และการดูแลด้วยการสัมผัสแบบมาตรฐาน การคัดเลือกผลลัพธ์ที่ต้องการศึกษาอย่างรอบคอบ รวมถึงการใช้เครื่องมือวัดผลที่เชื่อถือได้และวัดค่าได้ชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรม หัวข้อที่ยังมีการศึกษาน้อย ประกอบด้วย ผลกระทบของยาและยาระงับความรู้สึก ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของยาและการตอบสนอง รวมถึงตัวแปรอื่นๆ ระหว่างการทำ SSC; กลไกทางชีวภาพและกลไกทางจิตสังคม; ผลทางสรีรวิทยาอื่นๆ เพิ่มเติมของการทำ SSC; และผลลัพธ์ในระยะยาว นอกจากนี้ ควรมีการบันทึกเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดอันตราย เนื่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟ (UNICEF) ได้แนะนำให้การทำ SSC ทันทีโดยไม่มีการขัดจังหวะ เป็นมาตรฐานการดูแล ดังนั้น การสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (ในการศึกษาวิจัย) เพื่อแยกมารดาและทารกแรกเกิดออกจากกัน จึงอาจไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะนำมารองรับได้อีกต่อไป

แหล่งทุน

การทบทวนวรรณกรรมของ Cochrane ฉบับนี้ไม่ได้รับทุนสนับสนุนเป็นการเฉพาะ

การลงทะเบียน

Review Update (2016) https://doi.org/10.1002/14651858.CD003519.pub4 Review Update (2012) https://doi.org/10.1002/14651858.CD003519.pub3 Review Update (2007) https://doi.org/10.1002/14651858.CD003519.pub2 Original review (2003) https://doi.org/10.1002/14651858.CD003519 Protocol (2002) DOI ไม่มี

บันทึกการแปล

แปลโดย ศ.นพ.ภิเศก ลุมพิกานนท์ สาขาวิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 12 พฤศจิกายน 2025 Edit โดย พ.ญ. ผกากรอง ลุมพิกานนท์ 18 มีนาคม 2026

การอ้างอิง
Moore ER, Brimdyr K, Blair A, Jonas W, Lilliesköld S, Svensson K, Ahmed AH, Bastarache LR, Crenshaw JT, Giugliani ER J, Grady JE, Zakarija-Grkovic I, Haider R, Hill RR, Kagawa MN, Mbalinda SN, Stevens J, Takahashi Y, Cadwell K. Immediate or early skin-to-skin contact for mothers and their healthy newborn infants. Cochrane Database of Systematic Reviews 2025, Issue 10. Art. No.: CD003519. DOI: 10.1002/14651858.CD003519.pub5.

การใช้คุกกี้ของเรา

เราใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ของเรามีประสิทธิภาพ เรายังต้องการตั้งค่าการวิเคราะห์คุกกี้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเราปรับปรุงเว็บไซต์ เราจะไม่ตั้งค่าคุกกี้เสริมเว้นแต่คุณจะเปิดใช้งาน การใช้เครื่องมือนี้จะตั้งค่าคุกกี้บนอุปกรณ์ของคุณเพื่อจดจำการตั้งค่าของคุณ คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าคุกกี้ได้ตลอดเวลาโดยคลิกที่ลิงก์ 'การตั้งค่าคุกกี้' ที่ส่วนท้ายของทุกหน้า
สำหรับข้อมูลโดยละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุกกี้ที่เราใช้ โปรดดู หน้าคุกกี้

ยอมรับทั้งหมด
กำหนดค่า