ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

การฝึกอบรมด้วยสถานการณ์จำลองความเป็นจริงเสมือน (VR) สามารถเสริม และ/หรือ ทดแทนการฝึกปฏิบัติในผู้ป่วยจริงในระยะเริ่มต้น สำหรับการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารได้หรือไม่

ใจความสำคัญ

1. การฝึกอบรมด้วยสถานการณ์จำลองความเป็นจริงเสมือน อาจให้ข้อได้เปรียบแก่แพทย์ส่องกล้องฝึกหัด (แพทย์เฉพาะทางที่ตรวจดูภายในกระเพาะอาหารและลำไส้เพื่อค้นหาความผิดปกติ) ในการทำหัตถการส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร ("ลำไส้") ส่วนบนและส่วนล่างให้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยตนเอง เมื่อเทียบกับการไม่ได้รับการฝึกอบรมเลย

2. เราไม่พบหลักฐานที่สรุปได้อย่างชัดเจนว่า การฝึกอบรมด้วยสถานการณ์จำลองความเป็นจริงเสมือนจะให้ประโยชน์ที่เหนือกว่า เมื่อเทียบกับการฝึกปฏิบัติในผู้ป่วยจริงสำหรับแพทย์ส่องกล้องมือใหม่

การฝึกอบรมด้วยสถานการณ์จำลองความเป็นจริงเสมือน (VR) คืออะไร และสามารถนำมาใช้ในการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารได้อย่างไร

การส่องกล้องระบบทางเดินอาหารคือการใช้กล้องเอนโดสโคป (endoscope) ซึ่งเป็นท่อขนาดเล็กที่โค้งงอได้และมีกล้องถ่ายภาพติดอยู่ เพื่อเข้าไปตรวจดูกระเพาะอาหารหรือลำไส้ โดยปกติแล้ว หัตถการนี้จะใช้การเรียนการสอนในสถานพยาบาลจริง ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางด้านการส่องกล้อง เครื่องฝึกจำลองความเป็นจริงเสมือนทำงานโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สร้างสภาพแวดล้อมแบบสามมิติขึ้นมา เพื่อให้ผู้เรียนสามารถฝึกฝนทักษะได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้ป่วย ระบบจำลองเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาให้เลียนแบบสถานการณ์จริง หรือขั้นตอนการทำหัตถการทางการแพทย์ นอกจากนี้ยังมีการใช้อุปกรณ์ที่จับต้องได้จริงร่วมด้วย (เช่น สายกล้องเอนโดสโคป) เพื่อสร้างประสบการณ์ให้มีการตอบสนองและสมจริงมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การฝึกอบรมด้วยเครื่องจำลองระบบนี้อาจมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องพิจารณาให้แน่ใจว่า ทักษะต่างๆ ที่แพทย์มือใหม่ (หรือแพทย์ฝึกหัด) ได้รับจากการฝึกด้วยเครื่องจำลองนั้น จะสามารถนำไปใช้งานจริงกับการทำหัตถการในผู้ป่วยได้

สิ่งที่เราต้องการทราบคืออะไร

เราต้องการหาข้อสรุปว่า การฝึกอบรมด้วยสถานการณ์จำลองความเป็นจริงเสมือน (VR) จะสามารถนำมาเสริม หรือใช้ทดแทนการฝึกปฏิบัติส่องกล้องระบบทางเดินอาหารในผู้ป่วยจริงตามรูปแบบดั้งเดิมได้หรือไม่ ผลลัพธ์หลักที่เราให้ความสนใจคือการหาคำตอบว่า การฝึกอบรมด้วยสถานการณ์จำลอง VR นั้นส่งผลทำให้เกิดความแตกต่างต่อ 'คะแนนรวมด้านสมรรถนะ (Composite score of competency)' ที่แพทย์ฝึกหัดได้รับหรือไม่ ซึ่งคะแนนดังกล่าวเป็นคะแนนประเมินโดยรวมที่บ่งบอกว่าผู้ฝึกมีทักษะความชำนาญมากน้อยเพียงใด

เราทำอะไรบ้าง

เราได้สืบค้นงานวิจัยที่ศึกษาถึงประโยชน์ของการฝึกอบรมด้วยสถานการณ์จำลอง VR โดยเปรียบเทียบกับการไม่ได้รับการฝึกอบรมเลย, การฝึกปฏิบัติในผู้ป่วยจริง หรือการฝึกอบรมด้วย VR ในรูปแบบอื่นๆ จากนั้นเราได้ทำการสรุปและเปรียบเทียบผลลัพธ์จากงานวิจัยเรื่องต่างๆ พร้อมทั้งประเมินระดับความเชื่อมั่นในหลักฐานที่พบ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ระเบียบวิธีวิจัย และขนาดของกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา

เราพบอะไร

เราได้รวบรวม 20 การศึกษา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการศึกษา 500 คน และมีข้อมูลการทำหัตถการส่องกล้องจำนวน 3975 หัตถการ มี 10 การทดลอง ที่เปรียบเทียบการฝึกอบรมด้วย VR กับการไม่ได้รับการฝึกอบรมเลย; 5 การทดลอง เปรียบเทียบการฝึกด้วย VR กับการฝึกปฏิบัติส่องกล้องในผู้ป่วยจริง; 1 การทดลองเปรียบเทียบการฝึกด้วย VR กับการฝึกส่องกล้องด้วยสถานการณ์จำลองในรูปแบบอื่น; และอีก 4 การทดลองเปรียบเทียบรูปแบบการฝึกอบรมด้วย VR 2 วิธีที่แตกต่างกัน มี 12 การทดลอง ศึกษาเกี่ยวกับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) ซึ่งเป็นการตรวจดูลำไส้ใหญ่ทั้งหมด; 3 การทดลอง ศึกษาการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (sigmoidoscopy) ซึ่งเป็นการตรวจดูเฉพาะลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง; และ 5 การทดลอง ศึกษาการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารส่วนบน ซึ่งเป็นการตรวจดูหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก ผู้เข้าร่วมการศึกษาประกอบด้วยแพทย์ฝึกหัดและพยาบาลที่มีประสบการณ์หรือผ่านการฝึกส่องกล้องมาเพียงเล็กน้อย หรือไม่เคยผ่านการฝึกมาก่อนเลย

ผลลัพธ์หลัก

การฝึกส่องกล้องด้วยสถานการณ์จำลองความเป็นจริงเสมือน (VR) เปรียบเทียบกับการไม่ได้รับการฝึกอบรม

สำหรับผู้เริ่มต้น การฝึกอบรมด้วย VR อาจทำให้ 'คะแนนรวมด้านสมรรถนะ' แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีความแตกต่างเลย เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ได้รับการฝึกอบรม อย่างไรก็ตาม ผู้เริ่มต้นที่ฝึกฝนด้วยสถานการณ์จำลอง VR น่าจะสามารถทำหัตถการให้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยตนเองดีกว่า เราไม่ทราบแน่ชัดว่า การฝึกด้วยสถานการณ์จำลอง VR จะช่วยให้ผู้เริ่มต้นทำหัตถการได้รวดเร็วขึ้น, สามารถตรวจดูเยื่อบุด้านในลำไส้ได้ครอบคลุมมากขึ้น, ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดหรือไม่สุขสบายน้อยลง หรือได้รับคะแนนประเมินการปฏิบัติงานในภาพรวมสูงกว่าการไม่ได้รับการฝึกอบรมหรือไม่ เนื่องจากหลักฐานที่มีอยู่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงมาก ไม่พบการรายงานถึงเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (เช่น ผลลัพธ์ที่เป็นอันตราย หรือผลข้างเคียงที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น) ในผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งสองกลุ่ม

การฝึกส่องกล้องด้วยสถานการณ์จำลองความเป็นจริงเสมือน (VR) เปรียบเทียบกับการฝึกปฏิบัติในผู้ป่วยจริงตามรูปแบบดั้งเดิม

จากบรรดางานวิจัยที่เปรียบเทียบการฝึกด้วยสถานการณ์จำลอง VR กับการฝึกปฏิบัติตามรูปแบบดั้งเดิม มีการศึกษาเพียงเรื่องเดียวที่รายงาน 'คะแนนรวมด้านสมรรถนะ' ของผู้เข้าร่วมการศึกษา แต่ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลมามากพอที่จะทำให้เราสามารถวิเคราะห์ผลลัพธ์นั้นได้ เราไม่ทราบแน่ชัดว่า การฝึกด้วยสถานการณ์จำลอง VR เมื่อเปรียบเทียบกับการฝึกปฏิบัติในผู้ป่วยจริงตามแบบดั้งเดิมนั้น จะส่งผลอย่างไรต่อความสามารถของผู้เริ่มต้น (แพทย์มือใหม่) ในการทำหัตถการให้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยตนเอง, การทำหัตถการได้รวดเร็วขึ้น, การตรวจดูเยื่อบุด้านในลำไส้ได้ครอบคลุมมากขึ้น, การทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดหรือไม่สุขสบายน้อยลง หรือการได้รับคะแนนประเมินการปฏิบัติงานในภาพรวมที่สูงขึ้น เนื่องจากหลักฐานที่มีอยู่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงมาก ไม่พบการรายงานถึงเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งสองกลุ่ม

ข้อจำกัดของหลักฐานคืออะไร

เรายังไม่มีความมั่นใจในความน่าเชื่อถือของหลักฐาน สำหรับผลลัพธ์หลายๆ ประการที่เราทำการศึกษา การศึกษาบางเรื่องให้ข้อมูลเพียงเล็กน้อยหรือไม่ได้ระบุข้อมูลเลยว่า มีกระบวนการจัดสรรแพทย์ฝึกหัดเข้าสู่กลุ่มต่างๆ อย่างไร หรือผู้ที่ทำหน้าที่ประเมินวัดผลนั้นทราบหรือไม่ว่าแพทย์ฝึกหัดแต่ละคนอยู่กลุ่มใด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลกระทบถึงแนวทางที่พวกเขาใช้ประเมินแพทย์ฝึกหัดได้ นอกจากนี้ จำนวนผู้เข้าร่วมการศึกษาและจำนวนครั้งของการทำหัตถการส่องกล้องยังมีน้อยเกินไป ที่จะทำให้เราสามารถมั่นใจในผลลัพธ์บางประการได้อย่างแน่ชัด การศึกษาในอนาคตควรพิจารณาด้วยว่า ทฤษฎีการเรียนรู้ระบใดที่นำมาใช้เป็นรากฐานของโปรแกรมการฝึกอบรมด้วยสถานการณ์จำลองแล้วเกิดประสิทธิผลดีที่สุด

หลักฐานเป็นปัจจุบันแค่ไหน

หลักฐานเป็นปัจจุบันถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2023

บทนำ

การฝึกอบรมด้านการส่องกล้องโดยทั่วไปจะอิงตามรูปแบบการฝึกงานที่ผู้ฝึกหัดจะได้พัฒนาทักษะของตนเองกับผู้ป่วยจริงภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านการส่องกล้องที่มีประสบการณ์ ในการพยายามให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ป่วย การฝึกอบรมจำลองจึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นช่องทางให้ผู้เริ่มฝึกหัดสามารถฝึกฝนในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากความเสี่ยง เอกสารฉบับนี้เป็นการปรับปรุงข้อมูลของการทบทวนวรรณกรรม เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 2012 และมีการปรับปรุงครั้งแรกในปี ค.ศ. 2018 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของการฝึกอบรมด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง หรือ VR (Virtual reality) ในการส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร

วัตถุประสงค์

เพื่อศึกษาว่าการฝึกอบรมด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง (VR) สามารถนำมาใช้เสริม และ/หรือ ทดแทนการฝึกอบรมการส่องกล้องแบบดั้งเดิมในระยะเริ่มต้น (รูปแบบการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง) สำหรับการใช้กล้องส่องตรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น (Oesophagogastroduodenoscopy), การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) และ/หรือ การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Sigmoidoscopy) เพื่อการวินิจฉัยโรค สำหรับผู้รับการฝึกอบรมวิชาชีพด้านสุขภาพที่มีประสบการณ์ในการส่องกล้องเบื้องต้นอย่างจำกัดหรือไม่มีเลย ได้หรือไม่

วิธีการสืบค้น

เราได้ทำการสืบค้นข้อมูลในฐานข้อมูล CENTRAL, MEDLINE, Embase และฐานข้อมูลอื่นๆ อีก 13 แห่ง รวมถึงการตรวจสอบรายการเอกสารอ้างอิง และการสืบค้นด้วยตนเอง (Handsearching) จากบทความทบทวนวรรณกรรม บทคัดย่อ และรายงานการประชุมทางวิชาการ เพื่อค้นหางานวิจัยที่จะนำมารวบรวมในการทบทวนวรรณกรรมนี้ เราได้ดำเนินการสืบค้นฐานข้อมูลจนถึงวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 2023 และสืบค้นวรรณกรรมที่ไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ในเชิงพาณิชย์ (Grey literature) จนถึงเดือนธันวาคม ค.ศ. 2023

เกณฑ์การคัดเลือก

เราได้รวบรวมการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มและกึ่งสุ่ม ที่เปรียบเทียบระหว่างการฝึกอบรมการส่องกล้องด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง (VR) กับวิธีการฝึกอบรมการส่องกล้องรูปแบบอื่นๆ (เช่น การฝึกอบรมกับผู้ป่วยจริงแบบดั้งเดิม หรือการฝึกด้วยสถานการณ์จำลองการส่องกล้องในรูปแบบอื่น) หรือเปรียบเทียบกับการไม่ได้รับการฝึกอบรมเลย เข้าไว้ในการทบทวนวรรณกรรมนี้ นอกจากนี้ เรายังได้รวมการทดลองที่เปรียบเทียบวิธีการฝึกอบรมแบบ VR สองรูปแบบที่แตกต่างกันเข้าไว้ด้วย เราเลือกรวบรวมเฉพาะการทดลองที่มีการประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ ในสภาพแวดล้อมทางคลินิก (การปฏิบัติงานกับผู้ป่วยจริง) เท่านั้น ผู้เข้าร่วมการศึกษาคือ ผู้รับการฝึกอบรมวิชาชีพด้านสุขภาพ ได้แก่ แพทย์ (นักศึกษาแพทย์, แพทย์ประจำบ้าน, แพทย์เฉพาะทางต่อยอด และแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป), พยาบาล และผู้ช่วยแพทย์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการส่องกล้องค่อนข้างจำกัดหรือไม่มีเลย

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้นิพนธ์ 2 ท่านได้แยกกันประเมินความเหมาะสมและคุณภาพทางระเบียบวิธีวิจัยของการทดลองอย่างอิสระต่อกัน พร้อมทั้งสกัดข้อมูลลักษณะของการทดลองและข้อมูลผลลัพธ์ ผลลัพธ์หลัก (Primary outcome) คือ คะแนนรวมด้านสมรรถนะ (Composite score of competency) ตามที่ผู้นิพนธ์ (ของการศึกษาแต่ละเรื่อง) ได้ให้นิยามไว้ ผลลัพธ์รอง (Secondary outcomes) ประกอบด้วย ความสำเร็จในการทำหัตถการได้ด้วยตนเอง (โดยไม่ต้องมีผู้ช่วย), ระยะเวลาที่ใช้ในการทำหัตถการ, การเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หรือข้อผิดพลาดร้ายแรง, ความไม่สุขสบายของผู้ป่วย, การประเมินการปฏิบัติงานในภาพรวม และความครอบคลุมในการตรวจดูเยื่อบุ

เราได้นำข้อมูลมารวมกันเพื่อทำการวิเคราะห์ Meta-analysis ในกรณีที่กลุ่มผู้เข้าร่วมการศึกษามีความคล้ายคลึงกัน, การศึกษาประเมินสิ่งทดลอง (Intervention) และสิ่งเปรียบเทียบ (Comparator) แบบเดียวกัน, และมีคำนิยามของตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน เราคำนวณ risk ratios (RR) สำหรับผลลัพธ์แบบ dichotomous และช่วงความเชื่อมั่น 95% (CI) เราคำนวณ mean differences (MD) และ standardised mean differences (SMD) ด้วย 95% CI สำหรับผลลัพธ์ต่อเนื่องเมื่อการศึกษาได้รายงานผลลัพธ์ที่เหมือนกันหรือต่างกันตามลำดับ เราใช้ GRADE เพื่อประเมินความเชื่อมั่นของหลักฐาน เราประเมินความเสี่ยงของการมีอคติ โดยใช้เครื่องมือ Cochrane domain-based ดั้งเดิม

ผลการวิจัย

เราได้รวบรวมการทดลองเข้าไว้จำนวนทั้งสิ้น 20 การทดลอง (มีผู้เข้าร่วมการศึกษา 500 คน; มีการทำหัตถการส่องกล้องรวม 3,975 ครั้ง) เราประเมินว่ามี 4 การทดลอง (20%) ที่มีความเสี่ยงของการมีอคติในระดับต่ำ (Low risk of bias) มี 10 การทดลอง ที่เปรียบเทียบการฝึกอบรมด้วย VR กับการไม่ได้รับการฝึกอบรมเลย, 5 การทดลอง เปรียบเทียบกับการฝึกส่องกล้องแบบดั้งเดิม, 1 การทดลองเปรียบเทียบกับการฝึกส่องกล้องด้วยสถานการณ์จำลองรูปแบบอื่น และอีก 4 การทดลองที่ประเมินเปรียบเทียบวิธีการฝึกอบรมด้วย VR ในรูปแบบที่แตกต่างกัน เนื่องจากพบว่ามีความแตกต่างทางคลินิกและทางระเบียบวิธีวิจัยอย่างมีนัยสำคัญจากการเปรียบเทียบทั้ง 4 กลุ่มของเรา เราจึงไม่ได้ดำเนินการวิเคราะห์ Meta-analysis สำหรับผลลัพธ์ในหลายๆ รายการ เราได้จัดระดับความเชื่อมั่นในหลักฐาน (Certainty of evidence) ให้อยู่ในระดับปานกลาง ต่ำ หรือต่ำมาก โดยมีสาเหตุมาจากความเสี่ยงของการมีอคติ ความไม่แม่นยำทางสถิติ (Imprecision) และความแตกต่างระหว่างการศึกษา

การเปรียบเทียบระหว่างการฝึกอบรมการส่องกล้องด้วยสถานการณ์จำลอง VR กับการไม่ได้รับการฝึกอบรม คะแนนรวมด้านสมรรถนะอิงตามการประเมินด้วยมาตรวัดแบบลิเคิร์ต 5 ระดับ (5-point Likert scales) ซึ่งครอบคลุมการประเมินใน 7 ด้าน ได้แก่ เทคนิคที่ไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ, การสอดใส่กล้องเข้าลำไส้ใหญ่, การใช้ปุ่มควบคุมเครื่องมือ, ความลื่นไหลของขั้นตอนการทำหัตถการ, การทำงานร่วมกับผู้ช่วย, ความรู้เกี่ยวกับหัตถการเฉพาะด้านนั้นๆ และการปฏิบัติงานโดยรวม ช่วงคะแนนรวมจะอยู่ที่ 7 ถึง 35 คะแนน โดยคะแนนที่สูงกว่าหมายถึงการมีความสามารถที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับการไม่ได้รับการฝึกอบรม การฝึกอบรมด้วย VR อาจส่งผลให้คะแนนรวมด้านสมรรถนะมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีความแตกต่างกันเลย (ผลต่างของค่าเฉลี่ย [MD] 3.10, 95% CI -0.16 ถึง 6.36; 1 การทดลอง, จำนวนการทำหัตถการ 24 ครั้ง; ระดับความเชื่อมั่นในหลักฐานต่ำ) การฝึกอบรมด้วย VR น่าจะให้ประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วมการศึกษา ประเมินจากความสำเร็จในการทำหัตถการได้ด้วยตนเอง (อัตราส่วนความเสี่ยง [RR] 1.62, 95% CI 1.15 ถึง 2.26; 6 การทดลอง, จำนวนการทำหัตถการ 815 ครั้ง; ระดับความเชื่อมั่นในหลักฐานปานกลาง) หลักฐานยังมีความไม่แน่นอนอย่างมากเกี่ยวกับผลของการฝึกด้วยสถานการณ์จำลอง VR ต่อการประเมินการปฏิบัติงานในภาพรวม (MD 0.45, 95% CI 0.15 ถึง 0.75; 1 การทดลอง, 18 หัตถการ), ความครอบคลุมในการตรวจดูเยื่อบุ (MD 0.60, 95% CI 0.20 ถึง 1.00; 1 การทดลอง, 55 หัตถการ), ระยะเวลาที่ใช้ในการทำหัตถการ (MD -0.20 นาที, 95% CI -0.71 ถึง 0.30; 2 การทดลอง, 29 หัตถการ) และความไม่สุขสบายของผู้ป่วย (ผลต่างค่าเฉลี่ยมาตรฐาน [SMD] -0.16, 95% CI -0.68 ถึง 0.35; 2 การทดลอง, 145 หัตถการ) มี 3 การทดลอง ในทบทวนวรรณกรรมนี้ที่รายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ หรือข้อผิดพลาดร้ายแรง (Critical flaws) ที่เกี่ยวข้องกับการทำหัตถการ ระบุว่าไม่มีอุบัติการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเลยในทั้งสองกลุ่ม (จำนวนหัตถการ 550 ครั้ง; ระดับความเชื่อมั่นในหลักฐานปานกลาง)

การเปรียบเทียบระหว่างการฝึกอบรมการส่องกล้องด้วยสถานการณ์จำลอง VR กับการฝึกปฏิบัติในผู้ป่วยจริงแบบดั้งเดิม (Conventional patient-based training) มี 1 การทดลอง ได้รายงานผลคะแนนรวมด้านสมรรถนะ แต่ไม่ได้ให้ข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการวิเคราะห์เชิงปริมาณ เมื่อเปรียบเทียบกับการฝึกปฏิบัติในผู้ป่วยจริงแบบดั้งเดิม การฝึกอบรมด้วย VR อาจส่งผลให้ความอัตราความสำเร็จในการทำหัตถการให้เสร็จสิ้นด้วยตนเองน้อยกว่า (RR 0.45, 95% CI 0.27 ถึง 0.74; 2 การทดลอง, 174 หัตถการ; ระดับความเชื่อมั่นในหลักฐานต่ำ) หลักฐานมีความไม่แน่นอนอย่างมากเกี่ยวกับผลของการฝึกด้วยสถานการณ์จำลอง VR ต่อระยะเวลาที่ใช้ในการทำหัตถการ (SMD 0.12, 95% CI -0.55 ถึง 0.80; 2 การทดลอง, 34 หัตถการ), การประเมินการปฏิบัติงานในภาพรวม (MD -0.90, 95% CI -4.40 ถึง 2.60; 1 การทดลอง, 16 หัตถการ) และความครอบคลุมในการตรวจดูเยื่อบุ (MD 0.0, 95% CI -6.02 ถึง 6.02; 1 การทดลอง, 18 หัตถการ) การฝึกอบรมด้วย VR ร่วมกับการฝึกอบรมแบบดั้งเดิม ดูเหมือนจะมีข้อได้เปรียบกว่าการฝึกอบรมด้วย VR เพียงอย่างเดียว มี 3 การทดลอง ที่รายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ หรือข้อผิดพลาดร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับการทำหัตถการ ระบุว่าไม่มีอุบัติการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเลยในทั้งสองกลุ่ม (จำนวน 72 หัตถการ; ระดับความเชื่อมั่นในหลักฐานต่ำมาก)

ข้อสรุปของผู้วิจัย

แม้ว่าระดับความเชื่อมั่นในหลักฐานจะอยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำมาก แต่เราสามารถสรุปได้ว่า โดยทั่วไปแล้วการฝึกอบรมด้วย VR เมื่อเทียบกับการไม่ได้รับการฝึกอบรมเลย ดูเหมือนจะช่วยให้ผู้เข้ารับการฝึกมีข้อได้เปรียบบางประการเหนือกว่าผู้ที่ไม่ได้ฝึก โดยประเมินจากความสำเร็จในการทำหัตถการได้ด้วยตนเอง การประเมินการปฏิบัติงานหรือสมรรถนะในภาพรวม และความครอบคลุมในการตรวจดูเยื่อบุ เราพบว่ามีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะแนะนำให้ใช้ หรือ คัดค้านการใช้การฝึกอบรมด้วยสถานการณ์จำลอง VR เพื่อนำมาทดแทนการฝึกส่องกล้องแบบดั้งเดิมในระยะเริ่มต้น จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อช่วยยืนยันถึงศักยภาพในการนำการฝึกอบรมด้วยสถานการณ์จำลอง VR มาใช้เสริม และ/หรือ ทดแทนการฝึกส่องกล้องแบบดั้งเดิม

บันทึกการแปล

ผู้แปล ศ.นพ ภิเศก ลุมพิกานนท์ สาขาวิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 1 ตุลาคม 2025 Edit โดย ศ.พญ.ผกากรอง ลุมพิกานนท์ 7 มกราคม 2026

การอ้างอิง
Sabrie N, Khan R, Plahouras J, Johnston BC, Scaffidi MA, Grover SC, Walsh CM. Virtual reality simulation training for health professions trainees in gastrointestinal endoscopy. Cochrane Database of Systematic Reviews 2025, Issue 9. Art. No.: CD008237. DOI: 10.1002/14651858.CD008237.pub4.

การใช้คุกกี้ของเรา

เราใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ของเรามีประสิทธิภาพ เรายังต้องการตั้งค่าการวิเคราะห์คุกกี้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเราปรับปรุงเว็บไซต์ เราจะไม่ตั้งค่าคุกกี้เสริมเว้นแต่คุณจะเปิดใช้งาน การใช้เครื่องมือนี้จะตั้งค่าคุกกี้บนอุปกรณ์ของคุณเพื่อจดจำการตั้งค่าของคุณ คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าคุกกี้ได้ตลอดเวลาโดยคลิกที่ลิงก์ 'การตั้งค่าคุกกี้' ที่ส่วนท้ายของทุกหน้า
สำหรับข้อมูลโดยละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุกกี้ที่เราใช้ โปรดดู หน้าคุกกี้

ยอมรับทั้งหมด
กำหนดค่า