ใจความสำคัญ
ในเด็กหญิงและผู้หญิงอายุ 15 ถึง 25 ปี ที่ได้รับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส Human papillomavirus (HPV) ชนิด Cervarix, Gardasil หรือ Gardasil-9 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีน HPV พบว่าภาวะก่อนเป็น มะเร็งปากมดลู กระดับรุนแรง (เซลล์ที่มีลักษณะผิดปกติซึ่งอาจกลายเป็นมะเร็งได้หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา) ลดลงเล็กน้อย หลังจากระยะเวลา 4 ถึง 6 ปี ในกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีน Gardasil หรือ Gardasil-9 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีน พบว่าภาวะก่อนเป็นมะเร็งที่ ปากช่องคลอดและช่องคลอด ลดลงเล็กน้อย หลังจากระยะเวลา 4 ปี การฉีดวัคซีน HPV ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดหูดที่อวัยวะเพศและทวารหนัก รวมถึงลดความจำเป็นในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV ไม่มีการศึกษาใดที่มีระยะเวลาติดตามผลนานพอที่จะรายงานเกี่ยวกับการเกิดโรคมะเร็งได้
- อาการปวดและบวมบริเวณที่ลงเข็มพบได้บ่อยหลังจากการฉีดวัคซีน HPV แต่เราไม่พบผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงใด ๆ
- การศึกษาส่วนใหญ่จัดทำขึ้นในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเคยสัมผัสเชื้อไวรัสมาแล้วมากกว่า จึงอาจได้รับประโยชน์จากการฉีดวัคซีนน้อยกว่า การทดลองใช้ระยะเวลาสั้นเกินกว่าที่จะสามารถวัดผลลัพธ์ในระยะยาวได้ เช่น การเกิดโรคมะเร็ง
เชื้อไวรัส Human papillomavirus (HPV) คืออะไร
HPV เป็นการติดเชื้อที่พบได้บ่อย เชื้อนี้ติดต่อระหว่างบุคคลผ่านการสัมผัสใกล้ชิด รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก เชื้อ HPV มีอยู่หลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์สามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ มะเร็งปากมดลูกเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด แต่เชื้อนี้ยังสามารถก่อให้เกิดมะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งองคชาต มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งศีรษะและลำคอ รวมถึงหูดที่อวัยวะเพศและทวารหนักได้ ดังนั้นเชื้อ HPV จึงสามารถส่งผลกระทบได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง โดยทั่วไป มะเร็งปากมดลูกมักใช้เวลามากกว่า 10 ปีในการก่อตัวหลังจากการติดเชื้อในครั้งแรก โรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV จะก่อตัวช้ากว่า
วัคซีน HPV มีส่วนช่วยได้อย่างไร
วัคซีน HPV มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่ในบางครั้งก่อให้เกิดโรคมะเร็งและหูดที่อวัยวะเพศและทวารหนัก วัคซีน HPV จะได้ผลไม่ดีนักในผู้ที่เคยสัมผัสเชื้อ HPV มาก่อน ดังนั้น โครงการฉีดวัคซีนส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเยาวชนวัยรุ่นก่อนที่พวกเขาจะเริ่มมีเพศสัมพันธ์
เราต้องการทราบอะไร
เราต้องการทราบว่าวัคซีน HPV สามารถ:
- ป้องกันโรคมะเร็งและภาวะก่อนเป็นมะเร็ง (เซลล์ที่มีลักษณะผิดปกติซึ่งอาจกลายเป็นมะเร็งได้หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา) ได้หรือไม่
- ลดความจำเป็นในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV ได้หรือไม่
- ป้องกันหูดที่อวัยวะเพศและทวารหนักได้หรือไม่ และ
- ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ใด ๆ หรือไม่
เราทำอะไรบ้าง
เราได้สืบค้นการศึกษาที่เปรียบเทียบระหว่าง:
- วัคซีน HPV กับยาหลอก (วัคซีนหลอก) วัคซีนอื่นที่ไม่ใช่วัคซีนป้องกัน HPV หรือการไม่ได้รับวัคซีน หรือ
- วัคซีน HPV ชนิดต่าง ๆ หรือจำนวนเข็มของการฉีดวัคซีน HPV
เราได้ทำการเปรียบเทียบและสรุปผลลัพธ์ ตลอดจนประเมินระดับความเชื่อมั่นของหลักฐาน โดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ระเบียบวิธีการศึกษาและขนาดของกลุ่มตัวอย่าง เราได้รับการสนับสนุนจากคณะที่ปรึกษาอิสระ ซึ่งรวมถึงตัวแทนผู้บริโภคด้วย
เราพบอะไร
เราพบ 60 การศึกษา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 157,414 คน การศึกษาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีผู้เข้าร่วมจำนวน 34,412 คน และการศึกษาที่มีขนาดเล็กที่สุดมีผู้เข้าร่วม 11 คน มีการติดตามผลผู้เข้าร่วมเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 4 วันจนถึง 11 ปี การศึกษาเหล่านี้ดำเนินการในหลายประเทศทั่วโลก การศึกษาส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลา 12 เดือน และบริษัทเภสัชกรรมเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนการศึกษาจำนวน 44 การศึกษา
ผลลัพธ์หลัก
- การศึกษาเหล่านี้มีระยะเวลาไม่นานพอที่จะให้ข้อมูลโดยตรงเกี่ยวกับการป้องกันโรคมะเร็ง โดยมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ระยะสั้นเป็นหลัก
- ในผู้หญิงและเด็กหญิงอายุ 15 ถึง 25 ปี วัคซีน Cervarix และ Gardasil ช่วยลดภาวะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูกระดับรุนแรง (CIN2+) ได้ทั้งหมดเมื่อพิจารณาในระยะสั้น ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 25 ปี พบว่าแทบไม่มีความแตกต่างหรือไม่พบความแตกต่างเลย
- ในผู้ที่มีอายุ 15 ถึง 25 ปี พบว่าแทบไม่มีหรือไม่พบความแตกต่างของการเกิดภาวะก่อนเป็นมะเร็งทวารหนักหรือมะเร็งองคชาตระดับรุนแรงในระยะสั้น วัคซีน Gardasil และ Gardasil-9 ช่วยลดภาวะก่อนเป็นมะเร็งช่องคลอดหรือปากช่องคลอดระดับรุนแรงในบุคคลกลุ่มนี้
- การฉีดวัคซีน HPV ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดหูดที่อวัยวะเพศและทวารหนัก ตลอดจนลดจำนวนผู้ที่มีอายุ 15 ถึง 25 ปี ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาภาวะที่อาจเป็นมะเร็งระยะเริ่มต้นซึ่งเกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV
- อาการปวดและบวมเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปหลังจากการฉีดวัคซีน HPV ทุกชนิด แต่ไม่พบผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรงแต่อย่างใด เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีความเสี่ยงที่แตกต่างกันระหว่างวัคซีนแต่ละชนิดหรือไม่
ข้อจำกัดของหลักฐานคืออะไร
เรามีข้อกังวลบางประการเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการศึกษาบางฉบับ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์บางส่วนได้ เรามีความมั่นใจในระดับปานกลางต่อหลักฐานเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรง การรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV ภาวะก่อนเป็นมะเร็งที่ปากมดลูก ช่องคลอด และปากช่องคลอด ตลอดจนหูดที่อวัยวะเพศและทวารหนัก เรามีความมั่นใจน้อยกว่าต่อหลักฐานเกี่ยวกับการเกิดโรคมะเร็งและภาวะก่อนเป็นมะเร็งองคชาตและทวารหนัก เนื่องจากมีจำนวนผู้ป่วยน้อย การศึกษาใช้เวลาสั้นเกินกว่าที่จะวัดผลการเกิดโรคมะเร็งได้ และกลุ่มตัวอย่างในการศึกษามีอายุมากกว่ากลุ่มผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนทั่วไป
การศึกษาหลายฉบับได้รับทุนสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรม แต่เราไม่พบความแตกต่างใด ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาที่ได้รับทุนสนับสนุนจากองค์กรอิสระ
หลักฐานนี้เป็นปัจจุบันแค่ไหน
หลักฐานนี้เป็นข้อมูลล่าสุดจนถึงวันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 2024
อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
มะเร็งปากมดลูกเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับที่ 4 ในผู้หญิงทั่วโลก การติดเชื้อไวรัส Human papillomavirus (HPV) สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างเรื้อรัง เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเกิดมะเร็งปากมดลูก วัคซีน HPV มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันโรคมะเร็งโดยการสร้างแอนติบอดีเพื่อต่อต้านการติดเชื้อ HPV
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน HPV ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย ในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกและโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV ผ่านการวิเคราะห์เมตต้าแบบมาตรฐาน (จับคู่เปรียบเทียบ) และการวิเคราะห์ network meta-analysis (NMA) จากการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม
วิธีการสืบค้น
เมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 2022 เราได้ทำการสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล Cochrane Central Register of Controlled Trials (CENTRAL), MEDLINE และ Embase นอกจากนี้ ยังได้ทำการสืบค้นจากฐานข้อมูล Epistemonikos, ClinicalTrials.gov, WHO International Clinical Trials Registry Platform, Health Technology Assessment database และเว็บไซต์ของผู้ผลิตวัคซีน รวมถึงได้ตรวจสอบรายการอ้างอิงจากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เราได้ยื่นขอรายงานการศึกษาทางคลินิก (Clinical Study Reports: CSRs) จากองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (European Medicines Agency) และได้ทำการสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นปัจจุบัน (Update search) อีกครั้ง เมื่อวันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 2024
เกณฑ์การคัดเลือก
การศึกษานี้ได้รวบรวมการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCTs) โดยไม่จำกัดภาษาหรือสถานะการตีพิมพ์ ซึ่งเป็นการประเมินวัคซีน HPV ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากองค์การอนามัยโลก (WHO pre-qualified) (ได้แก่ วัคซีน Cervarix, Gardasil, Gardasil-9 และ Cecolin)
การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
เราใช้วิธีดำเนินการตามคำแนะนำของ Cochrane เราใช้รายงานการศึกษาทางคลินิก (CSRs) เป็นหลักในการรวบรวมข้อมูล โดยได้นำข้อมูลผลลัพธ์มาใช้โดยไม่คำนึงถึงประวัติการติดเชื้อ HPV หรือสถานะทางซีรั่มวิทยา (serostatus) ในระยะเริ่มต้น (baseline) ของผู้เข้าร่วมการศึกษา เราประเมินความเสี่ยงของการมีอคติ โดยใช้เครื่องมือของ Cochrane (RoB 2) ข้อมูลผลลัพธ์ทั้งหมดเป็นข้อมูลแบบสองทางเลือก โดยมีการประมาณค่าอัตราส่วนความเสี่ยง (RR) พร้อมด้วยช่วงความเชื่อมั่น 95% (95% CI) เราใช้การวิเคราะห์แบบจับคู่เปรียบเทียบ (Pairwise analysis) สำหรับผลลัพธ์ทั้งหมด ในกรณีที่มีข้อมูลเพียงพอ เราได้ทำการวิเคราะห์แบบ NMA สำหรับผลลัพธ์ที่สำคัญในโครงข่ายของกลุ่มประชากรเพศหญิงและเพศชายใน 3 ช่วงอายุ โดยมีการจัดอันดับวัคซีนโดยใช้การหาพื้นที่ใต้โค้งความน่าจะเป็นสะสมในการจัดอันดับ (SUCRA) และการหาค่าเฉลี่ยอันดับ (Mean ranks) เราได้ประเมินความเชื่อมั่นของหลักฐาน โดยใช้แนวทาง GRADE
ผลการวิจัย
เราได้รวบรวมการศึกษาจำนวน 60 การศึกษา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวน 157,414 คน โดยมีระยะเวลาการติดตามผลตั้งแต่ 7 เดือนถึง 11 ปี มีผู้เข้าร่วมการศึกษาจำนวนเพียงเล็กน้อยที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ไม่มีการศึกษาในกลุ่มเพศชายที่อายุต่ำกว่า 15 ปี และเพศชายที่อายุมากกว่า 25 ปี เราได้รับรายงานการศึกษาทางคลินิก (CSRs) สำหรับ 33 การศึกษา จากการศึกษาที่นำมารวบรวมทั้งหมด เราประเมินความเสี่ยงของการมีอคติสำหรับผลลัพธ์ที่มีความสำคัญสูงสุด (Critical outcomes) พบว่าอยู่ในระดับต่ำไปจนถึงระดับ 'มีความกังวลบางประการ'
ผลลัพธ์การเกิดโรคมะเร็งและรอยโรคระยะก่อนมะเร็ง
ระยะเวลาของการศึกษาไม่ยาวนานพอที่จะทำให้เห็นการพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งได้ มี 4 การศึกษา ที่รายงานข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็ง โดยตรวจไม่พบการเกิดโรคมะเร็ง
มีการรายงานผลลัพธ์ที่สำคัญเกี่ยวกับรอยโรคระยะก่อนมะเร็งในกลุ่มประชากรอายุ 15 ถึง 25 ปี จากการศึกษา 11 ฉบับ และในกลุ่มประชากรเพศหญิงที่อายุมากกว่า 25 ปี จาก 3 การศึกษา ซึ่งมีระยะเวลาการติดตามผลสูงสุดถึง 7 ปี และไม่มีการรายงานผลลัพธ์ดังกล่าวในกลุ่มประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี
ในผู้หญิงอายุ 15 ถึง 25 ปี พบว่ามีการลดลงของรอยโรคระดับ CIN2+ โดยไม่คำนึงถึงสายพันธุ์ของเชื้อ HPV หลังจากเวลาผ่านไป 6 ปี (RR 0.70, 95% CI 0.56 ถึง 0.88) (หลักฐานความเชื่อมั่นปานกลาง) และพบการลดลงในสัดส่วนที่มากกว่าสำหรับรอยโรค CIN2+ ที่เกิดจากเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่ตรงกับวัคซีนหลังจากผ่านไป 6 ปี (RR 0.40, 95% CI 0.30 ถึง 0.54) (หลักฐานความเชื่อมั่นปานกลาง) ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 25 ปี พบว่ามีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีความแตกต่างเลยระหว่างวัคซีน Cervarix และ Gardasil เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (หลักฐานความเชื่อมั่นปานกลาง) ไม่มีข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับรอยโรค CIN2+ โดยไม่คำนึงถึงสายพันธุ์ของเชื้อ HPV จากการศึกษาที่ประเมินวัคซีน Cecolin หรือจากการศึกษาที่ประเมินกำหนดตารางการให้วัคซีนที่แตกต่างกัน
ในผู้หญิงอายุ 15 ถึง 25 ปี พบว่ามีการลดลงเล็กน้อยของรอยโรคระยะก่อนมะเร็งระดับรุนแรงบริเวณปากช่องคลอด (High-grade vulval intraepithelial neoplasia: VIN) หรือช่องคลอด (vaginal intraepithelial neoplasia: VaIN) จากเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่ตรงกับวัคซีน ภายหลังจากการรับวัคซีน Gardasil หรือ Gardasil-9 (หลักฐานความเชื่อมั่นปานกลาง) การวิเคราะห์ NMA พบว่ามีการลดลงเล็กน้อยที่ 1 รายต่อ 1000 ราย ภายหลังจากการรับวัคซีน Gardasil (RR 0.21, 95% CI 0.1 ถึง 0.45) และลดลง 0 รายต่อ 1000 ราย ภายหลังจากการรับวัคซีน Gardasil-9 (RR 0.16, 95% CI 0.05 ถึง 0.51) จากการวิเคราะห์ NMA พบว่ามีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีความแตกต่างเลยสำหรับวัคซีน Cervarix เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (RR 0.28, 95% CI 0.06 ถึง 1.37) หรือเมื่อเปรียบเทียบระหว่างวัคซีน Cervarix, Gardasil และ Gardasil-9 ด้วยกันเอง
พบการลดลงของรอยโรคระยะก่อนมะเร็งระดับรุนแรงบริเวณทวารหนัก (High-grade anal intraepithelial neoplasia: AIN) โดยไม่คำนึงถึงสายพันธุ์ของเชื้อ HPV ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีน Gardasil จาก 1 การศึกษา ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (RR 0.75, 95% CI 0.53 ถึง 1.07) (หลักฐานความเชื่อมั่นต่ำ)
สำหรับรอยโรคระยะก่อนมะเร็งระดับรุนแรงบริเวณอวัยวะเพศชาย (High-grade penile intraepithelial neoplasia: PeIN) ทั้งแบบที่ไม่คำนึงถึงสายพันธุ์ของเชื้อ HPV และแบบที่เกิดจากสายพันธุ์เชื้อ HPV ที่ตรงกับวัคซีน พบว่ามีการรายงานความแตกต่างเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีความแตกต่างเลยต่อผู้เข้าร่วม 1000 ราย ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีน Gardasil จาก 1 การศึกษา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวน 3880 ราย ที่ระยะเวลาการติดตามผล 36 เดือน (RR 1.00, 95% CI 0.20 ถึง 4.93) (หลักฐานความเชื่อมั่นต่ำ)
ผลข้างเคียงที่รุนแรง
ในการวิเคราะห์แบบจับคู่เปรียบเทียบ (Pairwise analysis) เกี่ยวกับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรงจาก 39 การศึกษา ครอบคลุมวัคซีนทุกประเภท ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวน 97,272 ราย พบว่ามีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีความแตกต่างเลยในกลุ่มที่ได้รับวัคซีน HPV เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ที่ระยะเวลาการติดตามผลสูงสุด 72 เดือน (RR 0.99, 95% CI 0.94 ถึง 1.04) (หลักฐานความเชื่อมั่นสูง)
อัตราการรักษารอยโรคระยะก่อนลุกลามที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV
ในการวิเคราะห์แบบจับคู่เปรียบเทียบของ 5 การศึกษา ซึ่งมีผู้เข้าร่วม 38,606 ราย พบว่าในกลุ่มที่ได้รับวัคซีน HPV มีผู้ที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาลดลง 12 รายต่อผู้เข้าร่วม 1000 ราย (95% CI ลดลง 5 ถึง 17 รายต่อ 1000 ราย) เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราของกลุ่มควบคุม ที่ระยะเวลาการติดตามผลสูงสุด 84 เดือน (RR 0.76, 95% CI 0.65 ถึง 0.89) (หลักฐานความเชื่อมั่นปานกลาง)
หูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก
ในการวิเคราะห์แบบจับคู่เปรียบเทียบ (Pairwise analysis) ของ 3 การศึกษา ซึ่งมีผู้เข้าร่วม 21,271 ราย พบว่ามีผู้ป่วยโรคหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก โดยไม่คำนึงถึงสายพันธุ์ของเชื้อ HPV ลดลง 25 รายต่อผู้เข้าร่วม 1000 ราย (95% CI ลดลง 22 ถึง 28 รายต่อ 1000 ราย) ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีน HPV เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราของกลุ่มควบคุม ที่ระยะเวลาการติดตามผลสูงสุด 48 เดือน (RR 0.38, 95% CI 0.32 ถึง 0.46) (หลักฐานความเชื่อมั่นสูง) ในการวิเคราะห์แบบ NMA สำหรับผู้หญิงอายุ 15 ถึง 25 ปี พบว่าวัคซีน Gardasil-9 มีแนวโน้มมากที่สุดที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก
ข้อสรุปของผู้วิจัย
หลักฐานในการวิเคราะห์ Network meta-analysis ของวัคซีน HPV ฉบับนี้ มาจากการสืบค้นและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างครอบคลุม มีหลักฐานจากการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ระบุว่า การฉีดวัคซีน HPV ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะก่อนเป็นมะเร็ง เช่น รอยโรคระดับ CIN2+ และหูดที่อวัยวะเพศและทวารหนัก ยังไม่มีข้อมูลผลลัพธ์เกี่ยวกับการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกหรือมะเร็งชนิดอื่น ๆ และไม่มีข้อมูลผลลัพธ์ของภาวะก่อนเป็นมะเร็งสำหรับการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ทั้งนี้ ไม่พบข้อกังวลด้านความปลอดภัยใด ๆ ระบุไว้ในการศึกษาเหล่านี้
แปลโดย ศ.นพ.ภิเศก ลุมพิกานนท์ สาขาวิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อ 5 ธันวาคม 2025 Edit โดย พ.ญ. ผกากรอง ลุมพิกานนท์ 25 มีนาคม 2026
Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก