ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ตัวกรอง

หลักฐานเชิงประจักษ์

หนังสือคู่มือ/คู่มือการปฏิบัติ

ข่าวสาร

วัคซีนป้องกันไวรัส Human papillomavirus (HPV) แต่ละชนิดมีประโยชน์และมีความเสี่ยงอย่างไรในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกและโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ HPV

ใจความสำคัญ

การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส HPV:

- ช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ประมาณ 80% ในผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนที่อายุ 16 ปี หรือก่อนอายุ 16 ปี

- ช่วยลดอัตราการเกิดรอยโรคระยะก่อนมะเร็งปากมดลูกขั้นรุนแรง รวมถึงหูดบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก

- ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงในระยะยาว หรือภาวะมีบุตรยาก

- จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หากได้รับการฉีดวัคซีนเมื่ออายุ 16 ปี หรือก่อนอายุ 16 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก

HPV คืออะไร

เชื้อไวรัส Human papillomavirus (HPV) สามารถติดต่อรหว่างบุคคลได้ผ่านทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งรวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก ไวรัส HPV มีหลายชนิด บางชนิดไม่เป็นอันตราย แต่บางชนิดสามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้ มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งชนิดที่พบบ่อยที่สุดที่เกิดจากเชื้อ HPV แต่ไวรัสชนิดนี้ยังสามารถก่อให้เกิดมะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งองคชาต มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอ รวมถึงหูดบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก (โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อไวรัส Human papillomavirus บางสายพันธุ์) ได้อีกด้วย นับจากเริ่มติดเชื้อ HPV มะเร็งปากมดลูกมักจะใช้เวลาในการพัฒนาของโรคนานกว่า 10 ปี ส่วนมะเร็งชนิดอื่น ๆ จะใช้เวลานานกว่านั้น

วัคซีน HPV มีประโยชน์อย่างไร

สำหรับเด็กหญิงและเด็กชาย วัคซีน HPV มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันการติดเชื้อ HPV ซึ่งในบางครั้งอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งและหูดบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนักได้ วัคซีน HPV จะให้ผลลัพธ์ไม่ดีนักในผู้ที่เคยรับเชื้อ (สัมผัสเชื้อ) HPV มาก่อนแล้ว ด้วยเหตุนี้ โครงการฉีดวัคซีนส่วนใหญ่จึงมุ่งเป้าไปที่การให้บริการวัคซีนแก่เยาวชนก่อนที่พวกเขาจะเริ่มมีเพศสัมพันธ์

เราต้องการทราบอะไร

เราต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลลัพธ์ในระยะยาวและผลลัพธ์ที่พบได้ยาก ซึ่งไม่สามารถหาคำตอบได้จากการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (การศึกษาที่มีการสุ่มผู้เข้าร่วมออกเป็นกลุ่มที่ได้รับการรักษาตั้งแต่ 2 กลุ่มขึ้นไป):

- การนำวัคซีน HPV มาใช้ส่งผลอย่างไรต่ออัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งองคชาตในระดับชุมชน รวมถึงระยะก่อนเป็นมะเร็งในระหว่างการก่อตัวของโรค

- การนำวัคซีน HPV มาใช้ส่งผลอย่างไรต่อจำนวนผู้ป่วยที่เกิดหูดบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก และจำนวนผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV

เรายังต้องการทราบด้วยว่าวัคซีน HPV มีความเกี่ยวข้องกับผลเสียใดๆ หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่มีการพูดคุยกันบ่อยที่สุดในสื่อสังคมออนไลน์

เราทำอะไรบ้าง

เราได้สืบค้นการศึกษาที่ประเมินผลกระทบของการฉีดวัคซีน HPV ในระดับประชากร ซึ่งมีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งชนิดอื่นๆ, รอยโรคระยะก่อนมะเร็งขั้นรุนแรง (การเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติของเซลล์ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการติดเชื้อ HPV ชนิดความเสี่ยงสูงอย่างเรื้อรัง และสามารถลุกลามไปเป็นมะเร็งได้หากไม่ได้รับการรักษา), หูดบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก, อัตราการเข้ารับการรักษา, การติดเชื้อ HPV รวมถึงเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์หรือเป็นอันตราย (ผลข้างเคียง) การศึกษาเหล่านี้ รวมถึงการศึกษาแบบติดตามผลในกลุ่มประชากรหลังจากได้รับวัคซีน HPV และการศึกษาที่สังเกตการเปลี่ยนแปลงของโรคเหล่านี้หลังจากการนำวัคซีน HPV มาใช้ในระดับประเทศ

เรายังได้สืบค้นเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ (WebMD และ X (ชื่อเดิมคือ Twitter)) เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) จากการฉีดวัคซีน HPV ที่ถูกกล่าวถึงกันบ่อย ๆ เราได้ค้นหาและรวบรวมการศึกษาที่ประเมินผลกระทบของการฉีดวัคซีน HPV ที่มีต่อเหตุการณ์เหล่านี้

เราพบอะไร

เราพบการศึกษาที่เหมาะสมจำนวน 225 ฉบับจากทั่วโลกที่รายงานถึงประโยชน์และผลเสียของการฉีดวัคซีน HPV ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างประชากรมากกว่า 132 ล้านคน

การฉีดวัคซีน HPV อาจช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ประมาณ 80% ในผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนที่อายุ 16 ปี หรือก่อนอายุ 16 ปี อัตราการลดลงของโรคจะน้อยกว่าในผู้ที่ได้รับวัคซีนช้า

การฉีดวัคซีน HPV น่าจะช่วยลดอุบัติการณ์ของการเกิดรอยโรคระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูกระดับรุนแรง (ได้แก่ CIN3+, CIN3, CIN2+ และ CIN2) รวมถึงโรคหูดที่อวัยวะเพศและทวารหนัก ขอย้ำอีกครั้งว่า อัตราการลดลงของโรคจะสูงกว่าในผู้ที่ได้รับวัคซีน HPV เมื่ออายุ 16 ปี หรืออายุน้อยกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีหลักฐานที่มีความเชื่อมั่นต่ำกว่าเกี่ยวกับผลของการฉีดวัคซีน HPV ต่อโรคหายากที่ต้องใช้เวลาในการก่อโรคนานกว่ามาก เช่น มะเร็งต่อมระยะเริ่มแรก (adenocarcinoma in situ) รอยโรคระยะก่อนเป็นมะเร็งอื่นๆ และมะเร็งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV (เช่น มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งองคชาต) ทั้งนี้ เป็นเพราะเราพบการศึกษาวิจัยที่ประเมินผลลัพธ์ของโรคเหล่านี้น้อย

สำหรับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) เฉพาะเจาะจงส่วนใหญ่ที่เราได้ศึกษา ซึ่งรวมถึงภาวะหัวใจเต้นเร็วขณะเปลี่ยนท่านั่งหรือยืน, กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง/โรคสมองและไขสันหลังอักเสบ, อัมพาต, กลุ่มอาการปวดเฉพาะที่อย่างซับซ้อน, กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barré syndrome) และภาวะมีบุตรยาก พบว่ามีหลักฐานความเชื่อมั่นปานกลางที่แสดงให้เห็นว่าการฉีดวัคซีน HPV น่าจะไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะเหล่านี้ การฉีดวัคซีน HPV ไม่ได้ทำให้มีกิจกรรมทางเพศเพิ่มขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ การฉีดวัคซีน HPV ยังดูเหมือนจะช่วยลดอัตราการรักษาที่เกี่ยวข้องกับโรคที่เกิดจากเชื้อ HPV, เพิ่มการเข้าร่วมในโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และลดการติดเชื้อ HPV ได้อีกด้วย

ข้อจำกัดของหลักฐานคืออะไร

เรามีความมั่นใจในระดับปานกลางต่อผลลัพธ์ของเราเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก รอยโรคที่ปากมดลูกระดับรุนแรง หูดที่อวัยวะเพศและทวารหนัก รวมถึงอันตรายเฉพาะเจาะจงต่างๆ อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยที่มีคุณภาพดีกว่าและมีขนาดใหญ่กว่า อาจสามารถแสดงผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือและแม่นยำยิ่งขึ้นเกี่ยวกับระดับของการป้องกันได้

หลักฐานนี้เป็นปัจจุบันแค่ไหน

หลักฐานนี้เป็นข้อมูลล่าสุดจนถึงเดือนกันยายน ปี 2024

บทนำ

การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส Human papillomavirus (HPV) มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่โครงการตรวจคัดกรองในปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปหรือไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง อาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้ยากและประโยชน์ในระยะยาวของการฉีดวัคซีน HPV เช่น ผลลัพธ์ต่ออัตราการเกิดโรคมะเร็ง เป็นเรื่องยากที่จะศึกษาผ่านการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomised Controlled Trials: RCTs) จึงจำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากการศึกษาในระดับประชากรเพื่อนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจ

วัตถุประสงค์

มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบในระดับประชากรของโครงการฉีดวัคซีน HPV ที่มีต่อโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV รวมถึงผลเสีย (อันตราย) ที่เกิดจากการได้รับวัคซีน

วิธีการสืบค้น

เราได้ทำการสืบค้นข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2024 ในฐานข้อมูล CENTRAL ( Cochrane Library ), Ovid MEDLINE และ Ovid Embase นอกจากนี้ เรายังได้ค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ของผู้ผลิตวัคซีน และตรวจสอบรายการเอกสารอ้างอิงจากดัชนีงานวิจัยเกี่ยวกับ HPV ตลอดจนการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

เกณฑ์การคัดเลือก

เรารวบรวมการศึกษาที่ประเมินผลกระทบของการฉีดวัคซีน HPV ต่อประชากรทั่วไป ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาในระดับประชากรที่เปรียบเทียบผลลัพธ์ทั้งก่อนและหลังการเริ่มนำวัคซีน HPV มาใช้ นอกจากนี้ เรายังได้รวบรวมการศึกษาเปรียบเทียบแบบไม่มีการสุ่มในระดับบุคคล เช่น การศึกษาแบบ Cohort, การศึกษาแบบ Case-control, การศึกษาแบบ Cross-sectional และการศึกษาแบบ Self-controlled case series

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

เราใช้วิธีดำเนินการตามคำแนะนำของ Cochrane ผู้นิพนธ์การทบทวนวรรณกรรมจำนวน 2 ท่านได้ทำการดึงข้อมูลอย่างอิสระต่อกัน โดยใช้แบบฟอร์มการดึงข้อมูลที่ผ่านการทดสอบล่วงหน้ามาแล้ว เราได้ประเมินความเสี่ยงของการมีอคติของค่าประมาณผลลัพธ์ที่รวบรวมไว้ทั้งหมด โดยใช้เครื่องมือที่แตกต่างกันไปตามรูปแบบการศึกษา เราดำเนินการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยแยกตามตัวชี้วัดผลลัพธ์และรูปแบบการศึกษา เราได้ทำการวิเคราะ Meta-analysis ในการศึกษาที่รายงานค่าประมาณผลลัพธ์ซึ่งมีการปรับแก้ปัจจัยกวนแล้ว โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ได้รับวัคซีน HPV เมื่ออายุ 16 ปีหรือก่อนหน้านั้น (ซึ่งเป็นกลุ่มอายุเป้าหมายสำหรับการฉีดวัคซีน) เราประเมินความเชื่อมั่นของหลักฐานด้วยระบบ GRADE

ผลการวิจัย

เรารวบรวมการศึกษาจำนวน 225 ฉบับจากระเบียนข้อมูล (records) 347 รายการในการทบทวนวรรณกรรมนี้ ซึ่งเป็นการประเมินข้อมูลของประชากรมากกว่า 132 ล้านคน ประกอบด้วยการศึกษาแบบ Cohort 86 ฉบับ, การศึกษาแบบ Case-control 4 ฉบับ, การศึกษาแบบ Cross-sectional 46 ฉบับ, การศึกษาเปรียบเทียบก่อนและหลังการนำวัคซีนมาใช้ 69 ฉบับ, การศึกษาส่วนขยายจากการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCT extensions) 5 ฉบับ และการศึกษาแบบ Self-controlled case series 2 ฉบับ มีการศึกษาเพิ่มเติมอีก 13 ฉบับที่รายงานรูปแบบการวิเคราะห์มากกว่า 1 ประเภท จากการศึกษาที่รวบรวมไว้ทั้งหมด มี 177 ฉบับที่รายงานข้อมูลเฉพาะในเพศหญิง 11 ฉบับรายงานข้อมูลเฉพาะในเพศชาย และ 37 ฉบับที่รายงานข้อมูลรวมทั้งเพศชายและเพศหญิง ความเสี่ยงของการมีอคติ โดยรวมมีตั้งแต่ระดับปานกลาง (moderate risk) ไปจนถึงระดับวิกฤต (critical risk)

ผลลัพธ์ทางคลินิก

มีหลักฐานที่มีความเชื่อมั่นระดับปานกลางจากการศึกษา 20 ฉบับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการฉีดวัคซีน HPV ช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งปากมดลูกได้ การศึกษาแบบ Cohort จำนวน 5 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมประชากรเพศหญิง 4,390,243 คน ได้รายงานค่าประมาณที่มีการปรับแก้ปัจจัยกวนแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกที่ลดลงในระยะยาวหลังจากได้รับวัคซีน HPV (อัตราส่วนความเสี่ยง (RR) 0.37, ช่วงความเชื่อมั่น (CI) 95% 0.25 ถึง 0.56; I 2 = 88%) พบว่ามีความสัมพันธ์ (interaction) อย่างมีนัยสำคัญกับอายุในขณะที่ได้รับวัคซีน โดยการลดความเสี่ยงจะเห็นผลมากกว่าในกลุ่มผู้ที่มีอายุน้อย สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนเมื่ออายุ 16 ปีหรือก่อนหน้านั้น ซึ่งครอบคลุมระยะเวลา 4.54 ล้านคน-ปี (person-years) พบว่ามีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกลดลงถึง 80% (RR 0.20, 95% CI 0.09 ถึง 0.44; I 2 = 69%) การศึกษาแบบ Cohort 1 ฉบับ, การศึกษาแบบ Case-control 1 ฉบับ, การศึกษาแบบ Cross-sectional 1 ฉบับ และการศึกษาส่วนขยายจากการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCT extensions) อีก 3 ฉบับ ล้วนรายงานตรงกันว่า ไม่พบผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกเลยในกลุ่มประชากรที่ได้รับวัคซีน HPV การศึกษาเปรียบเทียบก่อนและหลังการนำวัคซีนมาใช้ จำนวน 8 ฉบับ ต่างรายงานถึงอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งปากมดลูกที่ลดลงหลังจากการเริ่มนำวัคซีน HPV มาใช้ แต่ไม่ได้ให้ข้อมูลในรูปแบบที่สามารถนำไปทำการวิเคราะห์ Meta-analysis ได้

มีหลักฐานที่มีความเชื่อมั่นระดับปานกลางจากการศึกษา 23 ฉบับ (ซึ่งรวมถึงการศึกษาแบบ Cohort 12 ฉบับ) ที่แสดงให้เห็นว่าการฉีดวัคซีน HPV ช่วยลดอุบัติการณ์ของภาวะรอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูกระดับที่ 3 หรือสูงกว่า (CIN3+) สำหรับประชากรเพศหญิง 1.5 ล้านคน ที่ได้รับวัคซีนเมื่ออายุ 16 ปีหรือก่อนหน้านั้นจากการศึกษาแบบ Cohort 2 ฉบับ พบว่าในระยะยาวมีอุบัติการณ์ของ CIN3+ ลดลง 74% (RR 0.26, 95% CI 0.12 ถึง 0.56; I 2 = 80%) นอกจากนี้ การศึกษาแบบ Case-control 3 ฉบับ, การศึกษาส่วนขยายจากการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCT extension) 1 ฉบับ และการศึกษาแบบ Cross-sectional 3 ฉบับ ต่างรายงานถึงความเสี่ยงของการเกิด CIN3+ ที่ลดลงในกลุ่มผู้เข้าร่วมการศึกษาที่ได้รับวัคซีนเช่นเดียวกัน การศึกษาแบบ Cross-sectional จำนวน 1 ฉบับ รายงานว่าไม่พบความแตกต่างของความเสี่ยงในการเกิด CIN3+ การศึกษาเปรียบเทียบก่อนและหลังการนำวัคซีนมาใช้จำนวน 3 ฉบับ รายงานว่าอุบัติการณ์ของการเกิด CIN3+ ลดลงหลังจากการเริ่มใช้วัคซีน HPV

มีหลักฐานที่มีความเชื่อมั่นระดับปานกลางจากการศึกษา 37 ฉบับ ที่แสดงให้เห็นว่าการฉีดวัคซีน HPV ช่วยลดอุบัติการณ์ของ CIN2+ ในการศึกษาแบบ Cohort ในประชากรเพศหญิงที่ได้รับวัคซีนเมื่ออายุ 16 ปีหรือก่อนหน้านั้น พบการลดลงของความเสี่ยงในระยะกลาง (RR 0.59, 95% CI 0.54 ถึง 0.65; การศึกษาแบบ Cohort 2 ฉบับ, เพศหญิง 233,468 คน; I 2 = 0%) และในระยะยาว (RR 0.38, 95% CI 0.31 ถึง 0.45; การศึกษาแบบ Cohort 5 ฉบับ, เพศหญิง 6,455,176 คน; I 2 = 64%)

มีหลักฐานที่มีความเชื่อมั่นระดับปานกลางจากการศึกษา 47 ฉบับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการฉีดวัคซีน HPV ช่วยลดอุบัติการณ์ของหูดอวัยวะเพศและทวารหนัก จากการศึกษาแบบ Cohort ที่มีการรายงานค่าประมาณที่ปรับแก้แล้ว ผลกระทบรวม (pooled impact) ของการฉีดวัคซีน HPV ต่ออัตราการเกิดหูดอวัยวะเพศและทวารหนัก บ่งชี้ว่ามีการลดลง 47% ในระยะกลาง (RR 0.53, 95% CI 0.37 ถึง 0.77; การศึกษา 4 ฉบับ, เพศหญิง 6,430,295 คน และเพศชาย 313 คน; I 2 = 98%) และลดลง 53% ในระยะยาว (RR 0.47, 95% CI 0.36 ถึง 0.61; การศึกษา 13 ฉบับ, ระยะเวลา 4.5 ล้านคน-ปี ร่วมกับประชากรเพศหญิงและเพศชาย 5,802,969 คน; I 2 = 99%) การศึกษาเปรียบเทียบก่อนและหลังการนำวัคซีนมาใช้จำนวน 23 ฉบับ รายงานว่าอุบัติการณ์ของการเกิดหูดอวัยวะเพศและทวารหนักลดลง หลังจากการเริ่มนำวัคซีน HPV มาใช้ การศึกษาจำนวน 6 ฉบับรายงานว่า ไม่พบความแตกต่างของอุบัติการณ์ในการเกิดหูดอวัยวะเพศและทวารหนัก

มีเพียงหลักฐานที่มีความเชื่อมั่นระดับต่ำมากเกี่ยวกับผลของการฉีดวัคซีน HPV ที่มีต่ออุบัติการณ์ของมะเร็งต่อมระยะก่อนลุกลาม (adenocarcinoma in situ) (การศึกษา 3 ฉบับ) และมะเร็งปากช่องคลอด (การศึกษา 5 ฉบับ) นอกจากนี้ ไม่พบการศึกษาใดที่ระบุถึงการรายงานอัตราการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรงในระดับชุมชน ภายหลังจากการได้รับวัคซีน HPV

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง

จากรูปแบบการศึกษาที่หลากหลายพบว่า การฉีดวัคซีน HPV ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงของกลุ่มอาการหัวใจเต้นเร็วขณะเปลี่ยนท่า (postural orthostatic tachycardia syndrome), กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง/โรคสมองและไขสันหลังอักเสบร่วมกับอาการปวดกล้ามเนื้อ, ภาวะอัมพาต, กลุ่มอาการปวดเฉพาะที่แบบซับซ้อน (complex regional pain syndrome), ภาวะรังไข่หยุดทำงานก่อนกำหนด, ภาวะมีบุตรยาก หรือการมีกิจกรรมทางเพศ (ทั้งหมดนี้เป็นหลักฐานที่มีความเชื่อมั่นระดับปานกลาง) มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่า การฉีดวัคซีน HPV ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงของกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barré syndrome) (เป็นหลักฐานที่มีความเชื่อมั่นระดับต่ำ)

ข้อสรุปของผู้วิจัย

ปัจจุบัน มีข้อมูลผลลัพธ์ในระยะยาวจากประเทศต่างๆ และจากรูปแบบการศึกษาที่หลากหลาย ซึ่งรายงานอย่างสอดคล้องกันถึงการลดลงของการเกิดรอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูกระดับรุนแรง (high-grade CIN) และโรคมะเร็งปากมดลูก ในเพศหญิงที่ได้รับวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ตั้งแต่ในช่วงวัยรุ่นตอนต้น ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า การฉีดวัคซีนให้กับวัยรุ่นที่ยังมีอายุน้อยก่อนที่จะเริ่มมีเพศสัมพันธ์นั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์ที่มากกว่า มีหลักฐานยืนยันว่าการฉีดวัคซีน HPV ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่มักมีการรายงานบ่อยที่สุดบนสื่อสังคมออนไลน์ (โซเชียลมีเดีย)

บันทึกการแปล

แปลโดย ศ.นพ.ภิเศก ลุมพิกานนท์ สาขาวิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อ 4 ธันวาคม 2025 Edit โดย พ.ญ. ผกากรอง ลุมพิกานนท์ 25 มีนาคม 2026

Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก

การอ้างอิง
Henschke N, Bergman H, Buckley BS, Crosbie EJ, Dwan K, Golder SP, Kyrgiou M, Loke YK, McIntosh HM, Probyn K, Villanueva G, Morrison J. Effects of human papillomavirus (HPV) vaccination programmes on community rates of HPV-related disease and harms from vaccination. Cochrane Database of Systematic Reviews 2025, Issue 11. Art. No.: CD015363. DOI: 10.1002/14651858.CD015363.pub2.

การใช้คุกกี้ของเรา

เราใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ของเรามีประสิทธิภาพ เรายังต้องการตั้งค่าการวิเคราะห์คุกกี้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเราปรับปรุงเว็บไซต์ เราจะไม่ตั้งค่าคุกกี้เสริมเว้นแต่คุณจะเปิดใช้งาน การใช้เครื่องมือนี้จะตั้งค่าคุกกี้บนอุปกรณ์ของคุณเพื่อจดจำการตั้งค่าของคุณ คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าคุกกี้ได้ตลอดเวลาโดยคลิกที่ลิงก์ 'การตั้งค่าคุกกี้' ที่ส่วนท้ายของทุกหน้า
สำหรับข้อมูลโดยละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุกกี้ที่เราใช้ โปรดดู หน้าคุกกี้

ยอมรับทั้งหมด
กำหนดค่า