ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ตัวกรอง

หลักฐานเชิงประจักษ์

หนังสือคู่มือ/คู่มือการปฏิบัติ

ข่าวสาร

บบประเมิน Beck Anxiety Inventory (BAI) มีความแม่นยำเพียงใดในการตรวจหาโรควิตกกังวลในวัยผู้ใหญ่

ใจความสำคัญ

ในปัจจุบัน มีแบบสอบถามที่สั้นกระชับกว่าสำหรับการคัดกรองโรควิตกกังวลในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่ควรนำมาพิจารณาก่อนที่จะใช้แบบประเมิน Beck Anxiety Inventory (BAI) ณ ปัจจุบัน ยังคงไม่มีความชัดเจนว่าสมควรนำแบบประเมิน BAI มาใช้เพื่อตรวจหาโรควิตกกังวลในวัยผู้ใหญ่หรือไม่ เนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้:

  • จำนวนการศึกษาที่นำมารวบรวมในการวิเคราะห์ของคณะผู้วิจัยยังมีจำนวนน้อย

  • คุณภาพของการศึกษาดังกล่าวมีข้อจำกัด และ

  • การศึกษาส่วนใหญ่ครอบคลุมกลุ่มประชากรจากบริบททางคลินิกเฉพาะทางที่หลากหลาย ซึ่งผู้ป่วยมีภาวะความเจ็บป่วยร่วม (co-existing illnesses) ที่แตกต่างกันไป

เหตุใดการตรวจพบโรควิตกกังวลตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญ
แม้ว่าโรควิตกกังวลจะเป็นภาวะที่พบได้บ่อย แต่มักไม่ได้รับการตรวจพบ แม้ในกลุ่มบุคคลที่อาจได้รับประโยชน์จากการรักษาก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญบางท่านจึงแนะนำให้มีการคัดกรองโรควิตกกังวล อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญท่านอื่น ๆ ไม่สนับสนุนการตรวจคัดกรอง เนื่องจากอาจให้ผลการทดสอบที่แสดงว่าเป็นโรควิตกกังวลทั้งที่ไม่ได้เป็น (เรียกว่า 'ผลบวกลวง' หรือ false positive) หรืออาจตรวจไม่พบผู้ป่วยที่มีภาวะวิตกกังวลอยู่จริง (เรียกว่า 'ผลลบลวง' หรือ false negative) ผลบวกลวงอาจดึงทรัพยากรไปจากผู้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลมากที่สุด และอาจก่อให้เกิดความวิตกกังวลโดยไม่จำเป็น นำไปสู่การตรวจและการรักษาเพิ่มเติมที่เกินความจำเป็น ในขณะที่ผลลบลวงอาจส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ล่าช้าออกไป คำว่า 'โรควิตกกังวลใด ๆ' (Any anxiety disorder - AAD) ครอบคลุมภาวะความผิดปกติทางสุขภาพจิตที่หลากหลาย ภาวะเหล่านี้รวมถึง 'โรควิตกกังวลทั่วไป' (Generalised anxiety disorder - GAD) และ 'โรคตื่นตระหนก' (Panic disorder - PD) เป็นต้น

Beck Anxiety Inventory คืออะไร
Beck Anxiety Inventory (BAI) คือแบบสอบถามชนิดหนึ่ง ในระยะแรกเริ่ม ผู้พัฒนาได้สร้างแบบประเมินนี้ขึ้นเพื่อใช้วัดระดับความรุนแรงของความวิตกกังวล แต่ยังได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการศึกษาด้านการตรวจคัดกรองโรคด้วยเช่นกัน ผู้ตอบแบบสอบถามจะตอบคำถามจำนวน 21 ข้อ โดยแต่ละข้อมีระดับคะแนนให้เลือกตั้งแต่ 0 ถึง 3 เมื่อตอบคำถามครบทุกข้อแล้ว จะมีการนำคะแนนมารวมกันเพื่อให้ได้คะแนนรวม ซึ่งมีช่วงคะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 63 หากคะแนนรวมเท่ากับหรือสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้ (ซึ่งเรียกว่า จุดตัดคะแนน หรือ cut-off) จะบ่งชี้ว่าบุคคลนั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นโรควิตกกังวล สำหรับแบบประเมิน BAI มักมีการใช้จุดตัดคะแนนที่ ≥ 16 เป็นส่วนใหญ่ การใช้แบบประเมิน BAI ช่วยให้สามารถทราบผลลัพธ์ได้อย่างสะดวกรวดเร็วและไม่ซับซ้อน บุคคลที่มีคะแนน BAI ในระดับสูง สามารถได้รับการส่งต่อเพื่อดำเนินการทางการแพทย์ในขั้นต่อไปได้

เราต้องการค้นหาอะไร
เราต้องการทราบว่าแบบประเมิน BAI มีประสิทธิภาพเพียงใดในการบ่งชี้ว่าบุคคลในวัยผู้ใหญ่มีโรควิตกกังวลหรือไม่

เราทำอะไร
เราได้สืบค้นการศึกษาต่าง ๆ ที่มีการใช้แบบประเมิน BAI ในการตรวจหาความวิตกกังวล จากนั้นจึงได้นำผลลัพธ์จากการศึกษาดังกล่าวทั้งหมดมาประมวลและวิเคราะห์ร่วมกัน

เราพบอะไร
บททบทวนวรรณกรรมฉบับนี้ได้รวบรวมผลลัพธ์จากการศึกษาจำนวน 10 ฉบับ ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้แบบประเมิน BAI ในการตรวจหาโรควิตกกังวลใด ๆ (AAD) (ซึ่งถือเป็นการวิเคราะห์ที่สำคัญที่สุดของเรา) รวมถึงการศึกษาจำนวน 8 ฉบับ ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรควิตกกังวลทั่วไป (GAD) และการศึกษาจำนวน 4 ฉบับ ที่เกี่ยวกับโรคตื่นตระหนก (PD) โดยภาพรวม มีการศึกษาจำนวน 14 ฉบับ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการวิจัยรวมทั้งสิ้น 6232 คน ได้รับการรวบรวมไว้ในบททบทวนวรรณกรรมนี้ การศึกษา 9 ฉบับ ดำเนินการในบริบททางคลินิกเฉพาะทางที่หลากหลาย การศึกษา 2 ฉบับ ดำเนินการในบริบทที่ไม่ใช่ทางคลินิก และการศึกษาอีก 3 ฉบับ ดำเนินการในบริบทแบบผสมผสาน
ผลการวิเคราะห์ร่วมแสดงให้เห็นว่า หากนำแบบประเมิน BAI ไปใช้ประเมินกับกลุ่มบุคคลจำนวน 1000 คน โดยมี 270 คนในจำนวนนี้ได้รับการวินิจฉัยยืนยันว่ามีภาวะ AAD:
• ในบรรดาบุคคล 241 คน ที่มีผลการทดสอบ AAD เป็นบวก จะมีผู้ที่ถูกระบุอย่างคลาดเคลื่อนว่ามีภาวะ AAD จำนวน 95 คน (ผลบวกลวง)
• ในบรรดาบุคคล 759 คน ที่มีผลการทดสอบเป็นลบ จะมีผู้ที่ถูกระบุอย่างคลาดเคลื่อนว่าไม่มีภาวะ AAD จำนวน 124 คน (ผลลบลวง)

ข้อจำกัดของหลักฐานคืออะไร
การศึกษาต่าง ๆ ที่นำมารวบรวมนั้นมีความหลากหลายอย่างมาก โดยมีจำนวนการศึกษาเพียงไม่กี่ฉบับในแต่ละการวิเคราะห์ อีกทั้งคุณภาพของการศึกษายังอยู่ในระดับจำกัด ซึ่งส่งผลให้คณะผู้วิจัยไม่สามารถยืนยันความแน่ชัดของผลลัพธ์ที่ได้ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมการวิจัยบางรายในบางการศึกษามีภาวะวิตกกังวลอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ก่อนที่จะทำแบบประเมิน BAI หรือไม่เช่นนั้นก็ไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ระบุไว้ ด้วยเหตุนี้ การศึกษาบางฉบับจึงมีผู้เข้าร่วมการวิจัยที่ไม่สามารถเป็นตัวแทนของกลุ่มประชากรเป้าหมายที่สมควรได้รับการตรวจคัดกรองอย่างแท้จริงรวมอยู่ด้วย

ผลลัพธ์นี้หมายความว่าอย่างไร
เนื่องจากข้อมูลจากการศึกษายังมีข้อจำกัด เราจึงไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าแบบประเมิน BAI เป็นเครื่องมือคัดกรองที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ ผลลัพธ์ที่ได้ส่วนใหญ่สะท้อนถึงการนำแบบประเมิน BAI ไปใช้ในบริบททางคลินิกเฉพาะทางที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ทราบอย่างถ่องแท้ว่า แบบประเมิน BAI จะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเมื่อนำไปใช้กับบุคคลบางกลุ่ม หรือเมื่อใช้ในบริบทที่เฉพาะเจาะจงหรือไม่ ในปัจจุบัน มีการพัฒนาแบบสอบถามฉบับที่สั้นกว่าเพื่อใช้ในการตรวจคัดกรองโรควิตกกังวล ซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่สมควรนำมาพิจารณาเป็นลำดับแรก

หลักฐานนี้เป็นปัจจุบันแค่ไหน
หลักฐานนี้เป็นข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 12 กรกฎาคม 2024

บทนำ

แม้ว่าโรควิตกกังวลจะเป็นภาวะทางสุขภาพจิตที่พบได้บ่อยมาก แต่มักจะไม่ได้รับการวินิจฉัยอยู่บ่อยครั้ง แบบประเมินความวิตกกังวล Beck Anxiety Inventory (BAI) เป็นเครื่องมือประเมินตนเองที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในการวัดระดับความรุนแรงของอาการวิตกกังวล และยังถูกนำมาใช้เพื่อคัดกรองโรควิตกกังวลอีกด้วย

วัตถุประสงค์

เพื่อประเมินความแม่นยำของแบบประเมิน Beck Anxiety Inventory (BAI) ในผู้ใหญ่ โดยเปรียบเทียบกับการสัมภาษณ์เพื่อการวินิจฉัยโรคแบบมีโครงสร้าง (structured diagnostic interviews) หรือแบบกึ่งมีโครงสร้าง (semi-structured diagnostic interviews) สำหรับกลุ่มโรคเป้าหมายดังต่อไปนี้: โรควิตกกังวลใด ๆ (AAD), โรควิตกกังวลทั่วไป (GAD) และโรคตื่นตระหนก (PD)

วัตถุประสงค์รอง:

- เพื่อสำรวจหาแหล่งที่มาของความไม่เป็นเนื้อเดียวกัน (heterogeneity) ของข้อมูล โดยพิจารณาจากบริบทของการศึกษา ความชุกของโรควิตกกังวล มาตรฐานอ้างอิง (reference standard) และความเสี่ยงของการมีอคติ

- เพื่อตรวจสอบว่าความแม่นยำของการทดสอบมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรตามจุดตัดเกณฑ์คะแนนของแบบประเมิน (test threshold)

วิธีการสืบค้น

เราได้ค้นหาข้อมูลในฐานข้อมูล Embase, MEDLINE, PubMed-not-MEDLINE และ PsycINFO ตั้งแต่ปี 1990 ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2024 เราได้ตรวจสอบรายการเอกสารอ้างอิงของการศึกษาที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกและบทความการทบทวนวรรณกรรม นอกจากนี้ ยังได้สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไขข้อผิดพลาด หรือการเพิกถอนบทความของการศึกษาที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกผ่านทางฐานข้อมูล PubMed หรือ Embase พร้อมทั้งตรวจสอบเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์วารสารที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการสืบค้นในฐานข้อมูล Retraction Watch (retractiondatabase.org) อีกด้วย

เกณฑ์การคัดเลือก

การศึกษาที่มีการรวบรวมกลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่ที่มาเข้ารับบริการด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับความทุกข์ทรมานทางจิตใจ (mental distress) จะเข้าเกณฑ์สำหรับการทบทวนวรรณกรรมฉบับนี้ การศึกษาเหล่านี้จะต้องมีการให้ทำแบบประเมิน BAI ควบคู่ไปกับการสัมภาษณ์เพื่อการวินิจฉัยโรคแบบมีโครงสร้างหรือกึ่งมีโครงสร้าง ซึ่งทำให้สามารถสร้างตารางแบบ 2 x 2 เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลได้ เราได้คัดออกการศึกษาแบบ case-control studies รวมถึงการศึกษาที่มีระยะเวลาห่างกันเกิน 4 สัปดาห์ ระหว่างการทดสอบด้วยเครื่องมือที่ต้องการศึกษา (index test) และการทดสอบด้วยมาตรฐานอ้างอิง (reference standard)

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้ทบทวนวรรณกรรมอย่างน้อยสองท่านได้พิจารณาคุณสมบัติความเหมาะสมของบทความอย่างเป็นอิสระต่อกัน ทำการดึงข้อมูล และประเมินคุณภาพด้านระเบียบวิธีวิจัยของการศึกษาที่ผ่านเกณฑ์โดยใช้เครื่องมือประเมินคุณภาพของการศึกษาความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค (QUADAS-2) สำหรับกลุ่มโรคเป้าหมายแต่ละกลุ่ม เราได้นำเสนอค่าความไว (sensitivity) และความจำเพาะ (specificity) ของแต่ละการศึกษา พร้อมด้วยช่วงความเชื่อมั่น 95% (95% CIs) เราได้ใช้แบบจำลองแบบหลายจุดตัด (multiple thresholds model) เพื่อหาค่าประมาณการโดยสรุปของความแม่นยำในการทดสอบ จากจุดตัดเกณฑ์คะแนน (cut-offs) ทั้งหมดที่มีข้อมูล

ผลการวิจัย

เราพบการศึกษาจำนวน 14 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมข้อมูลจากผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 6232 คน ที่สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ได้ โดยมีการศึกษา 10 ฉบับที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์แบบประเมิน BAI เพื่อตรวจหาโรควิตกกังวลใด ๆ (AAD), การศึกษา 8 ฉบับสำหรับโรควิตกกังวลทั่วไป (GAD) และการศึกษา 4 ฉบับสำหรับโรคตื่นตระหนก (PD) ค่ามัธยฐานของความชุกของโรควิตกกังวลใด ๆ (AAD) โรควิตกกังวลทั่วไป (GAD) และโรคตื่นตระหนก (PD) อยู่ที่ 0.27, 0.12 และ 0.10 ตามลำดับ การศึกษา 9 ฉบับดำเนินการในบริบททางคลินิกเฉพาะทางที่หลากหลาย การศึกษา 2 ฉบับดำเนินการในบริบทที่ไม่ใช่ทางคลินิก และการศึกษา 3 ฉบับดำเนินการในบริบทแบบผสมผสาน

การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงของการมีอคติในระดับสูงหรือไม่มีความชัดเจนในด้านการคัดเลือกผู้ป่วย (n = 7) การทดสอบด้วยเครื่องมือที่ต้องการศึกษา (n = 8) และลำดับขั้นตอนและระยะเวลา (n = 8) ข้อกังวลหลักเกี่ยวกับการนำผลไปประยุกต์ใช้ คือการที่ผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะวิตกกังวลมาก่อนแล้วก่อนที่จะได้รับการประเมินด้วย BAI หรือความจริงที่ว่าอาจจะไม่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลในส่วนนี้ไว้

จากการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองแบบหลายจุดตัด (multiple thresholds model) พบว่าที่จุดตัดเกณฑ์คะแนน ≥ 16 แบบประเมิน BAI มีค่าความไวโดยสรุปอยู่ที่ 0.54 (95% CI 0.43 ถึง 0.64) และมีความจำเพาะ (specificity) อยู่ที่ 0.87 (95% CI 0.78 ถึง 0.92) ในการตรวจหาโรควิตกกังวลใด ๆ (AAD) สำหรับการตรวจหาโรควิตกกังวลทั่วไป (GAD) มีค่าความไวโดยสรุปอยู่ที่ 0.72 (95% CI 0.65 ถึง 0.78) และมีความจำเพาะอยู่ที่ 0.80 (95% CI 0.71 ถึง 0.87) และสำหรับการตรวจหาโรคตื่นตระหนก (PD) มีค่าความไวโดยสรุปอยู่ที่ 0.72 (95% CI 0.50 ถึง 0.87) และมีความจำเพาะอยู่ที่ 0.77 (95% CI 0.55 ถึง 0.90) พื้นที่ใต้เส้นโค้ง ROC โดยสรุปแบบหลายจุดตัด (mtsROC curve) หรือค่า AUC มีค่าเท่ากับ 0.76 (95% CI 0.72 ถึง 0.80) สำหรับการตรวจหาโรควิตกกังวลใด ๆ (AAD), 0.83 (95% CI 0.80 ถึง 0.86) สำหรับโรควิตกกังวลทั่วไป (GAD) และ 0.80 (95% CI 0.74 ถึง 0.87) สำหรับโรคตื่นตระหนก (PD) การตรวจสอบความไม่เป็นเนื้อเดียวกัน (heterogeneity) ตามแบบแผนไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากจำนวนการศึกษาที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกมีอยู่อย่างจำกัด

ข้อสรุปของผู้วิจัย

ข้อสรุปที่สามารถสรุปได้จากการทบทวนวรรณกรรมฉบับนี้มีข้อจำกัด อันเนื่องมาจากความไม่เป็นเนื้อเดียวกันทางคลินิก (clinical heterogeneity) ตลอดจนข้อจำกัดด้านคุณภาพและปริมาณของการศึกษาที่นำมารวบรวม นอกจากนี้ แหล่งที่มาของความไม่เป็นเนื้อเดียวกันดังกล่าวยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ เมื่อพิจารณาถึงข้อจำกัดเหล่านี้ ประกอบกับการมีแบบสอบถามอื่นที่ถูกพัฒนาขึ้นให้มีความสั้นกระชับกว่า (โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการคัดกรอง) ประโยชน์ของการใช้แบบประเมิน BAI ในการตรวจหาโรควิตกกังวลจึงยังคงมีความไม่แน่นอนในปัจจุบัน

แหล่งทุน

การทบทวนวรรณกรรมแบบ Cochrane นี้ได้รับทุนสนับสนุนจาก the German Federal Ministry of Education and Research (Grant Number: 01KG2105)

การลงทะเบียน

Protocol (2022): doi.org/10.1002/14651858.CD015292

บันทึกการแปล

แปลโดย ศ.นพ.ภิเศก ลุมพิกานนท์ ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 1 มกราคม 2026 Edit โดย ศ.พญ.ผกากรอง ลุมพิกานนท์ 23 เมษายน 2026

Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก

การอ้างอิง
Eck S, Dümmler D, Aktürk Z, Korman M, Dawson S, Schneider A, Hapfelmeier A, Linde K, Fomenko A. Beck Anxiety Inventory (BAI) for detecting anxiety disorders in adults. Cochrane Database of Systematic Reviews 2025, Issue 12. Art. No.: CD015457. DOI: 10.1002/14651858.CD015457.

การใช้คุกกี้ของเรา

เราใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ของเรามีประสิทธิภาพ เรายังต้องการตั้งค่าการวิเคราะห์คุกกี้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเราปรับปรุงเว็บไซต์ เราจะไม่ตั้งค่าคุกกี้เสริมเว้นแต่คุณจะเปิดใช้งาน การใช้เครื่องมือนี้จะตั้งค่าคุกกี้บนอุปกรณ์ของคุณเพื่อจดจำการตั้งค่าของคุณ คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าคุกกี้ได้ตลอดเวลาโดยคลิกที่ลิงก์ 'การตั้งค่าคุกกี้' ที่ส่วนท้ายของทุกหน้า
สำหรับข้อมูลโดยละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุกกี้ที่เราใช้ โปรดดู หน้าคุกกี้

ยอมรับทั้งหมด
กำหนดค่า