ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ตัวกรอง

หลักฐานเชิงประจักษ์

หนังสือคู่มือ/คู่มือการปฏิบัติ

ข่าวสาร

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้ผู้ป่วยโรค cystic fibrosis ปฏิบัติตามการรักษาด้วยยาพ่นสูดดมได้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่

ใจความสำคัญ

ในระยะสั้น เทคโนโลยีดิจิทัลอาจช่วยให้ผู้ป่วยโรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis: CF) สามารถใช้ยาชนิดสูดดมได้อย่างสม่ำเสมอ (หรือ 'ให้ความร่วมมือในการรักษา' ได้ดีขึ้น) แต่อาจส่งผลน้อยมากหรือไม่มีผลเลยต่อการทำงานของปอด หรือการกำเริบของโรคทางปอด

ในระยะกลาง การใช้ระบบติดตามทางดิจิทัลร่วมกับการให้ความช่วยเหลือที่ปรับให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ อาจช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยใช้ยาชนิดสูดดมได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้น และช่วยลดภาระตึงเครียดในการรักษา รวมถึงลดผลกระทบของการรักษาที่มีต่อสุขภาวะของผู้ป่วยได้ อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้ไม่ได้ช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นแต่อย่างใด

การศึกษาวิจัยในอนาคตควรทำการประเมินเทคโนโลยีดิจิทัลในการช่วยให้เด็กและผู้ใหญ่ที่เป็นโรค CF สามารถใช้ยาชนิดสูดดมได้อย่างสม่ำเสมอ และควรพิจารณาด้วยว่าเทคโนโลยีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการรักษาในแง่มุมอื่นๆ อย่างไรบ้าง

โรค CF คืออะไร

โรค CF คือโรคทางพันธุกรรมที่อันตรายถึงชีวิต โดยผู้ป่วยจะมีภาวะสะสมของเมือกหรือเสมหะที่ข้นเหนียวบริเวณปอดและในระบบทางเดินอาหาร เมื่อเวลาผ่านไป ปอดจะเกิดความเสียหายและอาจนำไปสู่ภาวะปอดทำงานล้มเหลวในที่สุด

โรค CF รักษาอย่างไร

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรค CF ให้หายขาดได้ แต่การรักษาจะช่วยควบคุมอาการและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน แนวทางการรักษาประกอบด้วย การใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันและรักษาการติดเชื้อในปอด รวมถึงการใช้ยาเพื่อลดความเหนียวข้นของเสมหะในปอด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยไอขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น ผู้ป่วยโรค CF จะใช้อุปกรณ์พ่นยาแบบพกพา (Inhalers) และเครื่องพ่นละอองยา (Nebulisers) เพื่อนำตัวยาเข้าสู่ปอดอย่างรวดเร็ว เครื่องพ่นละอองยาเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ทำหน้าที่เปลี่ยนยาน้ำให้กลายเป็นละอองฝอย เพื่อให้ผู้ป่วยสูดดมผ่านทางท่ออม (Mouthpiece) หรือหน้ากากครอบ (Mask)

การรักษาโรค CF มีความซับซ้อนและต้องใช้เวลามาก โดยทั่วไปผู้ป่วยโรค CF มักจะต้องใช้เวลาในการรักษาตัวเองประมาณ 2 ถึง 2.5 ชั่วโมงต่อวัน

ปัจจุบัน ผู้คนหันมาใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกันมากขึ้นเพื่อติดตามสุขภาพและความสมบูรณ์ของร่างกาย ผ่านอุปกรณ์ติดตามการทำกิจกรรม (Activity trackers) และแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ สำหรับผู้ป่วยโรค CF ได้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อติดตามและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการดูแลการรักษาของตนเอง เทคโนโลยีบางชนิดมีระบบที่สามารถอัปโหลดข้อมูลเข้าสู่อินเทอร์เน็ตได้ ทำให้ทั้งตัวผู้ป่วยและทีมบุคลากรทางการแพทย์สามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เพื่อติดตามและปรับปรุงแผนการรักษาได้ในทันที

เราต้องการทราบอะไร

เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรค CF ใช้ยาชนิดสูดดมได้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องหรือไม่

เทคโนโลยีดิจิทัลที่ใช้ในการติดตามความสม่ำเสมอของการใช้ยานั้น ส่งผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์หรือเป็นอันตรายหรือไม่

เราทำอะไรบ้าง

เราได้สืบค้นงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทุกรูปแบบ เพื่อติดตามความสม่ำเสมอในการใช้ยาชนิดสูดดมสำหรับผู้ป่วยโรค CF เราได้ทำการสรุปผลลัพธ์จากงานวิจัยดังกล่าว และประเมินระดับความเชื่อมั่นของหลักฐาน โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ระเบียบวิธีวิจัยและขนาดของกลุ่มตัวอย่าง

เราพบอะไร

เราพบการศึกษา 2 ฉบับ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมศึกษาจำนวน 628 คน อายุตั้งแต่ 5 ถึง 41 ปี โดยมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่แตกต่างกัน เราไม่สามารถนำผลลัพธ์ของการศึกษาทั้ง 2 ฉบับมารวมกันได้ จึงทำการวิเคราะห์ข้อมูลแยกจากกัน การศึกษาทั้ง 2 ฉบับใช้วิธีสุ่มผู้เข้าร่วมการศึกษาออกเป็น 2 กลุ่ม โดยผู้เข้าร่วมแต่ละคนจะมีโอกาสถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่าๆ กัน

งานวิจัยขนาดเล็กหนึ่งฉบับได้เปรียบเทียบรูปแบบการหายใจ (Breathing modes) 2 แบบขณะใช้เครื่องพ่นละอองยาแบบดิจิทัล ในเด็กจำนวน 20 คนที่มีอายุระหว่าง 5 ถึง 16 ปี (เครื่องพ่นยานี้จะปล่อยยาปฏิชีวนะออกมาในรูปแบบของละอองฝอยให้ผู้ป่วยสูดดม) รูปแบบแรกจะกระตุ้นให้เด็กหายใจให้ยาวและลึกขึ้นผ่านท่ออม (Mouthpiece) ที่ถูกดัดแปลงขึ้นมาเป็นพิเศษ ในขณะที่อีกรูปแบบหนึ่งจะเป็นการหายใจในลักษณะปกติ การศึกษานี้ใช้ระยะเวลาในการศึกษาทั้งสิ้น 10 สัปดาห์

ส่วนการศึกษาอีกฉบับซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า มีผู้เข้าร่วมศึกษาจำนวน 608 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป การศึกษานี้ได้เปรียบเทียบระหว่างการใช้เครื่องพ่นละอองยาที่มีระบบติดตามข้อมูลเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มบนเว็บไซต์ที่ชื่อว่า CFHealthHub กับการใช้เครื่องพ่นละอองยาแบบเดียวกันแต่ไม่ได้เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มดังกล่าว แพลตฟอร์ม CFHealthHub จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมวิจัยสามารถเข้าถึงข้อมูลความสม่ำเสมอในการใช้ยาของตนเองได้ และยังได้รับการให้คำปรึกษาดูแลแบบรายบุคคลจากคณะผู้วิจัย ซึ่งได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 12 เดือน

ผลลัพธ์ที่สำคัญ

การศึกษาที่เปรียบเทียบรูปแบบการสูดดมพบว่า เด็กกลุ่มที่ใช้รูปแบบการหายใจที่ถูกปรับแต่งด้วยระบบดิจิทัลมีบันทึกความสม่ำเสมอในการใช้เครื่องพ่นละอองยาที่สูงกว่าเด็กกลุ่มที่ใช้รูปแบบการหายใจแบบปกติ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้อาจแทบไม่มีผล หรือสร้างความแตกต่างเพียงเล็กน้อยต่อการทำงานของปอด นอกจากนี้ ไม่พบผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ (ผลเสียหรือผลที่ไม่ต้องการ) จากการใช้รูปแบบการสูดดมที่แตกต่างกัน

การศึกษาฉบับที่ 2 แสดงให้เห็นว่า การใช้โปรแกรมออนไลน์ร่วมกับเครื่องพ่นละอองยาที่มีระบบติดตามข้อมูล อาจช่วยให้ผู้ป่วยมีความสม่ำเสมอในการใช้ยามากขึ้น เมื่อเทียบกับการใช้แค่เพียงเครื่องพ่นละอองยา การใช้เครื่องพ่นละอองยาร่วมกับการให้ความช่วยเหลือผ่านระบบออนไลน์ ยังอาจช่วยลด 'ภาระในการรักษา' ลงได้ด้วย อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวอาจแทบไม่สร้างความแตกต่าง หรือไม่มีผลเลยต่อคุณภาพชีวิต หรือจำนวนครั้งของการกำเริบของโรค กลุ่มที่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์มีรายงานการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์มากกว่าเล็กน้อย แต่เราไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มในด้านผลข้างเคียงที่เราพิจารณาแล้วว่าเกี่ยวข้องกับการรักษาโดยตรง (ซึ่งประเมินจากคะแนนความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า)

ข้อจำกัดของหลักฐานคืออะไร

ความเชื่อมั่นของเราต่อหลักฐานจากการศึกษาฉบับที่มีขนาดเล็กกว่านั้นค่อนข้างจำกัด เนื่องจากเป็นการศึกษาที่มีขนาดเล็กมากและมุ่งเน้นศึกษาเฉพาะในกลุ่มเด็ก ในขณะที่คำถามการวิจัยของเรามีความครอบคลุมกว้างกว่านั้น นอกจากนี้ การศึกษาดังกล่าวยังรายงานผลลัพธ์เพียง 2 ประการจากผลลัพธ์ทั้งหมดที่เราได้กำหนดไว้

ส่วนความเชื่อมั่นของเราต่อหลักฐานจากการศึกษาฉบับที่ใหญ่กว่านั้น อยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง การศึกษาฉบับนี้มีขนาดใหญ่กว่าและได้ประเมินผลลัพธ์ตามที่เรากำหนดไว้ครอบคลุมมากกว่า อย่างไรก็ตาม การศึกษาฉบับนี้ศึกษาเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไปเท่านั้น เราจึงไม่ทราบแน่ชัดว่าผลการศึกษาเหล่านี้จะสามารถนำไปปรับใช้กับเด็กที่อายุน้อยกว่านี้ได้หรือไม่

หลักฐานในปัจจุบันเกี่ยวกับบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลในการช่วยเพิ่มความสม่ำเสมอของการใช้ยาชนิดสูดดมนั้นยังมีอยู่จำกัด การศึกษาในอนาคตควรทำการประเมินว่าเทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มความสม่ำเสมอในการใช้ยาชนิดสูดดมทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ได้อย่างไรบ้าง และควรพิจารณาด้วยว่าสิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อแผนการรักษาโดยรวมอย่างไร (การมีความสม่ำเสมอในการใช้ยาชนิดสูดดม อาจช่วยลดระยะเวลาที่ต้องใช้ไปกับการรักษาในรูปแบบอื่นๆ ลงได้)

หลักฐานเป็นปัจจุบันแค่ไหน

หลักฐานนี้เป็นข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2025

วัตถุประสงค์

เพื่อประเมินผลของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการติดตามความสม่ำเสมอของการใช้ยาพ่นและสภาวะสุขภาพในผู้ใหญ่และเด็กที่เป็นโรค CF

วิธีการสืบค้น

เราได้สืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล Cochrane CF Trials Register ซึ่งรวบรวมมาจากการสืบค้นผ่านฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และการสืบค้นด้วยมือ (handsearching) จากวารสารและหนังสือรวบรวมบทคัดย่อการประชุมต่างๆ นอกจากนี้ เรายังได้สืบค้นในฐานข้อมูล Embase และทะเบียนการทดลองทางคลินิกอีก 3 แห่ง รวมถึงตรวจสอบรายการเอกสารอ้างอิงของการศึกษาที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกเข้ามาด้วย การสืบค้นข้อมูลล่าสุดดำเนินการเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2025

ข้อสรุปของผู้วิจัย

การติดตามผลด้วยระบบดิจิทัลร่วมกับการสนับสนุนที่ปรับให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ น่าจะช่วยเพิ่มความร่วมมือในการรักษาด้วยยาพ่น และลดภาระในการรักษาลงได้ในระยะกลาง (แต่ไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย) (หลักฐานมีความเชื่อมั่นต่ำและระดับปานกลาง) ในกรอบระยะเวลาที่สั้นกว่า การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมในการพ่นยาปฏิชีวนะ อาจช่วยเพิ่มความร่วมมือในการรักษาได้ (หลักฐานมีความเชื่อมั่นต่ำ) การแทรกแซงทั้งสองรูปแบบอาจส่งผลเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีผลเลยต่อสมรรถภาพปอด และการติดตามผลทางออนไลน์น่าจะไม่มีผลทำให้เกิดความแตกต่างต่ออาการทางปอดกำเริบ

งานวิจัยในอนาคตควรประเมินผลของเทคโนโลยีดิจิทัล ที่มีต่อความร่วมมือในการรักษาด้วยยาพ่นทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ การพิจารณาถึงความร่วมมือในการรักษาตามแผนการรักษาโดยรวมทั้งหมดก็มีความสำคัญเช่นกัน เนื่องจากความร่วมมือในการรักษาด้วยยาพ่นที่ดีขึ้น อาจแลกมาด้วยการลดลงของความร่วมมือในการรักษาส่วนอื่น ๆ ตามแผนการรักษา

แหล่งทุน

การทบทวนวรรณกรรมฉบับเริ่มแรกได้รับทุนสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของ Cochrane จากสถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติ (National Institute for Health Research: NIHR) การทบทวนวรรณกรรมนี้ได้รับการปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน (Update) ด้วยทุนสนับสนุน Cochrane CF จากมูลนิธิซิสติกไฟโบรซิส (CF Foundation) และองค์กรดูแลผู้ป่วยซิสติกไฟโบรซิสแห่งสหราชอาณาจักร (UK CF Trust)

การลงทะเบียน

Protocol (2020) DOI: 10.1002/14651858.CD013733

การทบทวนวรรณกรรมฉบับดั้งเดิม (2023) DOI: 10.1002/14651858.CD013733.pub2

บันทึกการแปล

แปลโดย ศ.นพ. ภิเศก ลุมพิกานนท์ สาขาวิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 21 ธันวาคม 2025 Edit โดย ศ. พ.ญ. ผกากรอง ลุมพิกานนท์ 5 มิถุนายน 2026

Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก

การอ้างอิง
Calthorpe R, Smith S, Jahnke N, Smyth AR, supported by the Cochrane Cystic Fibrosis Review Group. Digital technology for monitoring adherence to inhaled therapies in people with cystic fibrosis. Cochrane Database of Systematic Reviews 2025, Issue 12. Art. No.: CD013733. DOI: 10.1002/14651858.CD013733.pub3.

การใช้คุกกี้ของเรา

เราใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ของเรามีประสิทธิภาพ เรายังต้องการตั้งค่าการวิเคราะห์คุกกี้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเราปรับปรุงเว็บไซต์ เราจะไม่ตั้งค่าคุกกี้เสริมเว้นแต่คุณจะเปิดใช้งาน การใช้เครื่องมือนี้จะตั้งค่าคุกกี้บนอุปกรณ์ของคุณเพื่อจดจำการตั้งค่าของคุณ คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าคุกกี้ได้ตลอดเวลาโดยคลิกที่ลิงก์ 'การตั้งค่าคุกกี้' ที่ส่วนท้ายของทุกหน้า
สำหรับข้อมูลโดยละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุกกี้ที่เราใช้ โปรดดู หน้าคุกกี้

ยอมรับทั้งหมด
กำหนดค่า