ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ประโยชน์และความเสี่ยงของยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นาน (Sustained-release naltrexone) สำหรับการรักษาภาวะพึ่งพาสารโอปิออยด์ (การเสพติด) มีอะไรบ้าง

ใจความสำคัญ

• ยังไม่ชัดเจนว่าผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นาน มีการใช้สารโอปิออยด์ผิดกฎหมาย (เช่น เฮโรอีน) น้อยกว่าผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยสารกลุ่มโอปิออยด์อะกอนิสต์ (เช่น บูพรีนอร์ฟีน หรือ เมทาโดน) หรือไม่

• ผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นาน อาจมีการใช้สารโอปิออยด์ผิดกฎหมายน้อยกว่าผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยยา naltrexone นแบบรับประทาน, ยาหลอก หรือการรักษาตามปกติ

• การรักษาด้วยยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นาน อาจมีความปลอดภัยน้อยกว่าการรักษาด้วยสารกลุ่มโอปิออยด์อะกอนิสต์ แต่ปลอดภัยกว่าการรักษาตามปกติ

• แพทย์และผู้ป่วยควรพิจารณาความพร้อมและลักษณะเฉพาะของทางเลือกในการรักษา โดยตระหนักว่ายา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานช่วยให้งดยาได้โดยไม่จำกัดอิสรภาพมากนัก แต่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการถอนพิษยาก่อน ทั้งนี้ยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยในระยะยาวและการคงอยู่ในระบบการรักษา

ภาวะพึ่งพาสารโอปิออยด์คืออะไร

สารโอปิออยด์ ซึ่งรวมถึงเฮโรอีนและยาแก้ปวดตามใบสั่งแพทย์ เช่น ออกซิโคโดน (oxycodone) ล้วนมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการเสพติดและผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพ การรักษามักเกี่ยวข้องกับการใช้ยาอื่นที่ปลอดภัยกว่ามาทดแทนสารเหล่านี้ เช่น เมทาโดน (methadone) หรือ บูพรีนอร์ฟีน (buprenorphine) แม้ว่าจะมีทางเลือกอื่นๆ เช่น การบำบัดทางจิตสังคม หรือการใช้ยานาลเทรกโซน (naltrexone) ก็ตาม อย่างไรก็ตาม การเอาชนะภาวะพึ่งพาสารโอปิออยด์ยังคงเป็นความท้าทายที่ยากลำบาก เนื่องจากความซับซ้อนของโรค และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการกลับไปเสพซ้ำ และการได้รับยาเกินขนาด

สิ่งที่เราต้องการทราบคืออะไร

ในการทบทวนวรรณกรรมนี้ เราต้องการเปรียบเทียบการรักษาด้วยยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นาน กับการรักษาแบบอื่นๆ หรือการไม่ได้รับการรักษาเลย สำหรับภาวะพึ่งพาสารโอปิออยด์ ข้อควรระวังคือ ไม่ควรสับสนระหว่าง ยา naltrexone กับ ยา naloxone ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์สั้นและใช้สำหรับแก้ฤทธิ์ยาในกรณีที่ได้รับสารโอปิออยด์เกินขนาด การรักษาแบบอื่นๆ นั้นรวมถึง การรักษาด้วยสารกลุ่มโอปิออยด์อะกอนิสต์ (เช่น methadone หรือ buprenorphine), ยา naltrexone แบบรับประทาน (แบบเม็ด), ยาหลอก (การรักษาลวง ซึ่งไม่มีตัวยาผสมอยู่เลย แต่มีรูปร่างหรือรสชาติเหมือนกับยาที่กำลังทดสอบทุกประการ), การรักษาตามปกติ และการบำบัดทางจิตสังคม (แนวทางการรักษาที่มุ่งเน้นทั้งด้านจิตใจและสังคมของปัญหาสุขภาพจิต เช่น จิตบำบัด, การให้ความรู้ด้านสุขภาพจิต และกลุ่มบำบัด)

เราทำอะไรบ้าง

เราค้นหาฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์สำหรับการศึกษาวิจัยจนถึงเดือนธันวาคม 2023 เราได้รวบรวมข้อมูลจากการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม จำนวน 22 การศึกษา (ซึ่งเป็นรูปแบบการศึกษาที่ผู้เข้าร่วมจะถูกจัดเข้ากลุ่มรักษาหรือกลุ่มควบคุมโดยการสุ่มอย่างน้อยสองกลุ่มขึ้นไป) โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่และวัยรุ่นที่มีภาวะพึ่งพาสารโอปิออยด์รวมทั้งสิ้น 3416 คน 74% ของผู้เข้าร่วมการศึกษาเป็นชาย และมีอายุเฉลี่ย 40 ปี จากทั้งหมด 22 การศึกษา มี 12 การศึกษาที่ดำเนินการในสหรัฐอเมริกาหรือแคนาดา, 5 การศึกษาในรัสเซีย, 3 การศึกษาในนอร์เวย์ ส่วนสหราชอาณาจักรและออสเตรเลียมีประเทศละ 1 การศึกษา โดยผลลัพธ์หลักที่เราตรวจสอบ ได้แก่ การใช้สารโอปิออยด์ และความปลอดภัยในการรักษา

มีการศึกษาจำนวน 3 ฉบับเปรียบเทียบยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานกับการบำบัดทดแทนด้วยสารโอปิออยด์, 5 ฉบับเปรียบเทียบกับยา naltrexone แบบรับประทาน, 6 ฉบับเปรียบเทียบกับยาหลอก, 9 ฉบับเปรียบเทียบกับการรักษาตามปกติ และ 1 ฉบับเปรียบเทียบกับการช่วยเหลือทางจิตสังคม

เราพบอะไร

เราพบว่าเมื่อเปรียบเทียบยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานกับการรักษาด้วยสารกลุ่มโอปิออยด์อะกอนิสต์ การใช้สารโอปิออยด์ผิดกฎหมายน่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในทางตรงกันข้าม เมื่อเปรียบเทียบยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานกับการรักษาตามปกติ พบว่ายา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานช่วยลดการใช้สารโอปิออยด์ผิดกฎหมายลงได้ เมื่อเปรียบเทียบกับยา naltrexone แบบรับประทาน การใช้สารโอปิออยด์ผิดกฎหมายอาจลดลง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก อาจแทบไม่พบความแตกต่างหรือไม่มีความแตกต่างเลย เราไม่พบการศึกษาที่เปรียบเทียบยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานกับการบำบัดทางจิตสังคม สำหรับผลลัพธ์หลักใดๆ ที่เรากำหนดไว้

โดยทั่วไปแล้วยังไม่มีความชัดเจนว่า ผู้ป่วยจะคงอยู่ในระบบการรักษาด้วยยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นาน ได้นานกว่าการรักษาแบบอื่นหรือยาหลอกหรือไม่

เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่า จะมีจำนวนผู้เริ่มเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นาน มากกว่าการรักษาด้วยสารกลุ่มโอปิออยด์อะกอนิสต์หรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับยา naltrexone แบบรับประทานหรือยาหลอก อาจพบความแตกต่างเพียงเล็กน้อย หรือไม่พบความแตกต่างเลย ในสัดส่วนของผู้ที่จะเริ่มการรักษา เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาตามปกติ อาจเป็นไปได้ว่าจำนวนผู้ที่จะเริ่มการรักษาด้วยยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานจะมีน้อยกว่า

เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยสารกลุ่มโอปิออยด์อะกอนิสต์ ยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานอาจทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง (ผลข้างเคียงที่ไม่ต้องการหรือเป็นอันตราย) เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ยังไม่ชัดเจนว่ายา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานจะส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงมากหรือน้อยกว่าเมื่อเทียบกับยา naltrexone แบบรับประทาน เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก อาจพบความแตกต่างเพียงเล็กน้อย หรือไม่พบความแตกต่างเลย ในสัดส่วนของผู้ที่จะประสบกับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาตามปกติ ยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานน่าจะช่วยลดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงลงได้

ข้อจำกัดของหลักฐานคืออะไร

โดยรวมแล้ว เรามีความเชื่อมั่นในหลักฐานที่พบในระดับจำกัด สาเหตุหนึ่งคือ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ผู้เข้าร่วมการศึกษาจะทราบว่าตนเองได้รับมอบหมายให้รับการรักษาแบบใด แม้ว่าในหลายกรณีผู้วิจัยจะพยายามปกปิดข้อมูลการรักษาไม่ให้ทั้งผู้เข้าร่วมและผู้ให้บริการรักษาทราบก็ตาม ภาวะพึ่งพาสารโอปิออยด์นั้นมาพร้อมกับความอยากยาอย่างรุนแรง และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการกลับไปเสพซ้ำระหว่างการรักษา ดังนั้น ผู้เข้าร่วมที่เกิดความอยากยา หรือผู้ที่อาจจะถึงขั้นพยายามกลับไปใช้ยาเสพติดอย่างเฮโรอีน น่าจะเข้าใจได้ว่าตนเองกำลังได้รับการรักษาแบบใด อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้เรามีความเชื่อมั่นในหลักฐานจำกัดคือ จำนวนการศึกษาและจำนวนผู้เข้าร่วมการศึกษามักจจะมีน้อยเกินไปที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ นอกจากนี้ เหตุผลอื่นๆ ที่ลดความเชื่อมั่นของเราลง ได้แก่ ความไม่สอดคล้องกันของผลการศึกษา และนโยบายการรักษาของประเทศในบางการศึกษา ซึ่งทำให้ยากต่อการนำผลลัพธ์ไปประยุกต์ใช้ในประเทศอื่นๆ

หลักฐานนี้เป็นปัจจุบันแค่ไหน

หลักฐานเป็นปัจจุบันถึงเดือนธันวาคม 2023

บทนำ

ภาวะการพึ่งพาสารกลุ่มโอปิออยด์เป็นความผิดปกติรุนแรงและมักเรื้อรังตลอดชีวิต ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับยาเกินขนาดและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อีกทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาทางจิตสังคมอย่างรุนแรงอีกด้วย ยา naltrexone ชนิดออกฤทธิ์นานเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษา ซึ่งทำงานโดยการยับยั้งความรู้สึกเคลิบเคลิ้มเป็นสุขและฤทธิ์จากการใช้สารกลุ่มโอปิออยด์เกินขนาด เมื่อฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ยา naltrexone จะออกฤทธิ์ยับยั้งได้นานหนึ่งเดือน ในขณะที่แบบฝังยาอาจให้ผลในการยับยั้งได้นานสูงสุดถึงหกเดือน

วัตถุประสงค์

เพื่อประเมินผลดีและผลเสียของยา naltrexone ชนิดออกฤทธิ์นานสำหรับการรักษาภาวะติดสารกลุ่มโอปิออยด์

วิธีการสืบค้น

สำหรับการอัปเดตนี้ เราค้นหาฐานข้อมูลต่อไปนี้ตั้งแต่ปี 2007 จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2023 ได้แก่ Cochrane Drugs and Alcohol Specialised Register of Trials, Cochrane Central Register of Controlled Trials, MEDLINE, Embase, PsycINFO, ISI Web of Science, LILACS, ClinicalTrials.gov และ WHO International Clinical Trials Registry Platform

เราค้นหาในรายการอ้างอิงของการศึกษาที่พบ การทบทวนวรรณกรรมที่เผยแพร่ และเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องด้วยตนเอง

เกณฑ์การคัดเลือก

การทดลองแบบสุ่มที่มีการควบคุมที่เปรียบเทียบผลของยา naltrexone ชนิดฉีดหรือฝังกับการรักษาอื่น การไม่รักษา หรือยาหลอกในผู้ใหญ่ที่มีภาวะติดสารกลุ่มโอปิออยด์

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

ผลลัพธ์หลักที่วัดผล ได้แก่ การใช้สารโอปิออยด์ที่ผิดกฎหมาย, ความคงอยู่ในระบบการรักษา, การยอมรับการรักษา และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ผลลัพธ์รอง ได้แก่ ความอยากยาโอปิออยด์, การใช้สารเสพติดอื่นที่ไม่ใช่โอปิออยด์เพื่อความบันเทิง, สุขภาพจิต, คุณภาพชีวิต และการก่ออาชญากรรม

เราประเมิน ความเสี่ยงของการมีอคติ โดยใช้เครื่องมือ Cochrane risk of bias (RoB 1) เราได้รวมผลลัพธ์ของการทดลองแต่ละรายการผ่าน meta-analysis โดยใช้ random-effects model หากเป็นไปได้ เราผู้ทบทวน 2 คนประเมินความเชื่อมั่นของหลักฐานโดยใช้วิธี the Grading of Recommendations Assessment, Development and Evaluation (GRADE)

ผลการวิจัย

เราพบ 22 การศึกษา (ผู้เข้าร่วม 3416 ราย) ที่ตรงตามเกณฑ์การคัดเลือกเข้าสู่การทบทวนวรรณกรรมของเรา มีการศึกษาจำนวน 3 ฉบับเปรียบเทียบยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานกับการบำบัดทดแทนด้วยสารโอปิออยด์, 5 ฉบับเปรียบเทียบกับยา naltrexone แบบรับประทาน, 6 ฉบับเปรียบเทียบกับยาหลอก, 9 ฉบับเปรียบเทียบกับการรักษาตามปกติ และ 1 ฉบับเปรียบเทียบกับการช่วยเหลือทางจิตสังคม

ยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานเปรียบเทียบกับการบำบัดทดแทนด้วยสารโอปิออยด์

เราพบหลักฐานที่มีความเชื่อมั่นระดับปานกลางว่า ยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานน่าจะทำให้การใช้สารโอปิออยด์ผิดกฎหมายระหว่างการรักษาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (อัตราส่วนความเสี่ยง (RR) 1.15, ช่วงความเชื่อมั่น 95% (CI) 1.01 ถึง 1.31; จาก 1 การศึกษา, ผู้เข้าร่วม 570 คน) หลักฐานยังมีความไม่แน่นอนอย่างมากเกี่ยวกับผลของยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานต่ออัตราการคงอยู่ในระบบการรักษา (RR 1.17, 95% CI 0.78 ถึง 1.76; 3 การศึกษา, ผู้เข้าร่วม 773 คน) และการยอมรับในการรักษา (RR 0.92, 95% CI 0.73 ถึง 1.16; 3 การศึกษา, ผู้เข้าร่วม 773 คน) มีหลักฐานความเชื่อมั่นระดับต่ำว่า ยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานอาจทำให้เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับ Opioid Agonist Treatment (RR 1.40, 95% CI 0.92 ถึง 2.11; จาก 2 การศึกษา, ผู้เข้าร่วม 713 คน)

การเปรียบเทียบการใช้ Naltrexone ชนิดออกฤทธิ์ยาวนานกับการรักษาด้วย Naltrexone แบบรับประทาน

เราพบหลักฐานความเชื่อมั่นระดับต่ำว่า ยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานอาจช่วยลดการใช้สารโอปิออยด์ผิดกฎหมายในระหว่างการรักษาได้ (RR 0.65, 95% CI 0.45 ถึง 0.93; จาก 1 การศึกษา, ผู้เข้าร่วม 69 คน) หลักฐานยังมีความไม่แน่นอนอย่างมากเกี่ยวกับผลของยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานต่ออัตราการคงอยู่ในระบบการรักษา (RR 2.40, 95% CI 1.64 ถึง 3.52; 3 การศึกษา, ผู้เข้าร่วม 464 คน) และต่อเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง (RR 1.25, 95% CI 0.46 ถึง 3.36; 2 การศึกษา, ผู้เข้าร่วม 260 คน) มีหลักฐานความเชื่อมั่นต่ำที่แสดงให้เห็นว่า naltrexone ชนิดออกฤทธิ์ยาวนานอาจส่งผลให้การยอมรับการรักษามีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยเมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาด้วย naltrexone ชนิดรับประทาน (RR 1.00, 95% CI 0.99 ถึง 1.01; 3 การศึกษา ผู้เข้าร่วม 474 คน)

Naltrexone ชนิดออกฤทธิ์ยาวนานเทียบกับยาหลอก

เราพบหลักฐานความเชื่อมั่นระดับต่ำว่า ยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานอาจส่งผลให้มีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีความแตกต่างเลย ในด้านการใช้สารโอปิออยด์ผิดกฎหมายระหว่างการรักษา (RR 0.83, 95% CI 0.66 ถึง 1.03; 3 การศึกษา, ผู้เข้าร่วม 443 คน), การยอมรับในการรักษา (RR 1.00, 95% CI 0.98 ถึง 1.02; 1 การศึกษา, ผู้เข้าร่วม 204 คน) และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง (RR 0.74, 95% CI 0.17 ถึง 3.23; 3 การศึกษา, ผู้เข้าร่วม 443 คน) หลักฐานยังมีความไม่แน่นอนอย่างมากเกี่ยวกับผลของยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานต่ออัตราการคงอยู่ในระบบการรักษา เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก (RR 2.10, 95% CI 1.23 ถึง 3.60; 4 การศึกษา, ผู้เข้าร่วม 594 คน)

Naltrexone ชนิดออกฤทธิ์ยาวนานเปรียบเทียบกับการรักษาตามปกติ

เราพบหลักฐานความเชื่อมั่นระดับสูงว่า ยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานช่วยลดการใช้สารโอปิออยด์ผิดกฎหมายในระหว่างการรักษา (RR 0.72, 95% CI 0.57 ถึง 0.90; 4 การศึกษา, ผู้เข้าร่วม 479 คน) มีหลักฐานความเชื่อมั่นระดับต่ำว่า ยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานอาจส่งผลให้มีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีความแตกต่างเลยในด้านอัตราการคงอยู่ในระบบการรักษา (RR 1.20, 95% CI 0.79 ถึง 1.82; 3 การศึกษา, ผู้เข้าร่วม 126 คน) และอาจส่งผลให้การยอมรับในการรักษาลดลงเล็กน้อย (RR 0.79, 95% CI 0.69 ถึง 0.90; 8 การศึกษา, ผู้เข้าร่วม 1094 คน) มีหลักฐานความเชื่อมั่นปานกลางว่ายา naltrexone ชนิดออกฤทธิ์ยาวนานอาจช่วยลดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรงได้เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาตามปกติ (RR 0.59, 95% CI 0.36 ถึง 0.95; 6 การศึกษา ผู้เข้าร่วม 1009 คน)

ผลลัพธ์หลักที่เราวัดผลนั้นไม่มีรายงานไว้สำหรับการเปรียบเทียบระหว่างยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานกับการรักษาด้านจิตสังคม

สิ่งที่พบได้บ่อยที่สุดในบรรดาจุดอ่อนทางระเบียบวิธีวิจัย คือความเสี่ยงต่อการมีอคติในการดำเนินการวิจัย (Performance Bias) และความไม่แม่นยำของข้อมูล ซึ่งเกิดจากการที่มีจำนวนการศึกษาน้อยและมีขนาดกลุ่มตัวอย่างเล็กในผลลัพธ์หลายรายการ

ข้อสรุปของผู้วิจัย

ยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นาน อาจเพิ่มการใช้สารโอปิออยด์ผิดกฎหมายและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับสารกลุ่มโอปิออยด์อะกอนิสต์ (Opioid agonists) ทั้งนี้ ผลต่ออัตราการคงอยู่ในระบบการรักษาและการยอมรับในการรักษานั้นยังมีความไม่แน่นอน เมื่อเปรียบเทียบกับ naltrexone แบบรับประทาน ยานี้อาจช่วยลดการใช้สารโอปิออยด์ผิดกฎหมาย แต่ผลลัพธ์ด้านอื่นๆ ยังมีความไม่แน่นอน เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก ยานี้อาจส่งผลเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีผลเลยต่อผลลัพธ์หลักที่สำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาตามปกติ ยานี้ช่วยลดการใช้สารโอปิออยด์ผิดกฎหมายและอาจช่วยลดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรง แต่ส่งผลเพียงเล็กน้อยต่อการคงอยู่ในระบบการรักษา และทำให้การยอมรับในการรักษาลดลงเล็กน้อย

ยังคงมีช่องว่างสำคัญในหลักฐานเกี่ยวกับยา naltrexone แบบออกฤทธิ์นานสำหรับภาวะติดสารโอปิออยด์ งานวิจัยในอนาคตควรมีการเปรียบเทียบกับการรักษาด้านจิตสังคม รวมถึงควรมีการศึกษาขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น และการวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างสูตรยาต่างๆ และวิธีการรักษาที่นำมาเปรียบเทียบกัน จำเป็นต้องมีการปรับปรุงรูปแบบการศึกษาวิจัยเพื่อลดอคติ และงานวิจัยที่ครอบคลุมมากขึ้นควรให้ความสำคัญกับประชากรกลุ่มที่ไม่ค่อยถูกนำมาศึกษาและผู้ใช้สารโอปิออยด์สังเคราะห์ การขาดข้อมูลผลลัพธ์ในระยะยาวจำกัดความเข้าใจเกี่ยวกับผลของยาที่ต่อเนื่อง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการติดตามผลที่นานขึ้น และการศึกษาในสภาพแวดล้อมการรักษาและกลุ่มประชากรที่หลากหลาย

บันทึกการแปล

แปลโดย ศ.นพ.ภิเศก ลุมพิกานนท์ สาขาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที 3 กรกฎาคม 2025 Edit โดย ศ.พญ. ผกากรอง ลุมพิกานนท์ 14 พฤศจิกายน 2025

การอ้างอิง
Kornør H, Lobmaier PPK, Kunøe N. Sustained-release naltrexone for opioid dependence. Cochrane Database of Systematic Reviews 2025, Issue 5. Art. No.: CD006140. DOI: 10.1002/14651858.CD006140.pub3.

การใช้คุกกี้ของเรา

เราใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ของเรามีประสิทธิภาพ เรายังต้องการตั้งค่าการวิเคราะห์คุกกี้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเราปรับปรุงเว็บไซต์ เราจะไม่ตั้งค่าคุกกี้เสริมเว้นแต่คุณจะเปิดใช้งาน การใช้เครื่องมือนี้จะตั้งค่าคุกกี้บนอุปกรณ์ของคุณเพื่อจดจำการตั้งค่าของคุณ คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าคุกกี้ได้ตลอดเวลาโดยคลิกที่ลิงก์ 'การตั้งค่าคุกกี้' ที่ส่วนท้ายของทุกหน้า
สำหรับข้อมูลโดยละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุกกี้ที่เราใช้ โปรดดู หน้าคุกกี้

ยอมรับทั้งหมด
กำหนดค่า