การรักษามะเร็งในช่องปากและลำคอ: การบำบัดที่มุ่งเป้าไปที่เซลล์มะเร็งและการบำบัดเพื่อเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

คำถามของการทบทวนวรรณกรรม

การทบทวนวรรณกรรมนี้พิจารณาหลักฐานถึงประโยชน์ของการรักษารูปแบบใหม่ในการรักษามะเร็งช่องปาก (มะเร็งช่องปาก) และมะเร็งลำคอ (มะเร็งคอหอย) ที่ใช้ร่วมกับการรักษามาตรฐาน หนึ่งวิธีคือการมุ่งเป้าไปที่เซลล์มะเร็งโดยตรง ในขณะที่อีกเป้าหมายหนึ่งคือเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อต่อสู้กับมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การรักษาเหล่านี้ส่งผลให้เกิดความแตกต่างในการรอดชีวิตโดยรวม การอยู่รอดโดยปราศจากมะเร็ง การจำกัดมะเร็งไว้เฉพาะบริเวณนั้นของร่างกาย การกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำ คุณภาพชีวิต และความเป็นอันตรายหรือผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์หรือไม่

ความเป็นมา

มะเร็งในช่องปาก (มะเร็งในปากและมะเร็งในลำคอ) เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 6 ของโลก คิดเป็นประมาณ 4% ของมะเร็งทั้งหมด มะเร็งเหล่านี้มีพบมากกว่าในผู้ชาย การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการเคี้ยวหมากเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก มะเร็งในลำคอมีความสัมพันธ์กับการติด human papilloma virus (HPV) ซึ่งสามารถแพร่เชื้อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำ (การวัดรายได้ การศึกษา และอาชีพที่ต้องมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น) มีความสัมพันธ์กับโรคมะเร็งในช่องปากที่สูงขึ้นและอัตราการรอดชีวิตที่ลดลง การรอดชีวิตหลังจากการวินิจฉัยโรคมะเร็งปากหรือลำคอยังคงแย่ โดยผู้คนประมาณ 50% ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ในปีที่ 5 ปี (อัตราการรอดชีวิต 5 ปี)

วิธีการรักษาแบบใหม่ที่มุ่งเป้าไปที่เซลล์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งในช่องปาก ข้อดีที่สิ่งเหล่านี้อาจมีมากกว่าเคมีบำบัดแบบเดิมก็คือ แทนที่จะส่งผลต่อทั้งเซลล์ที่มีสุขภาพดีและเซลล์มะเร็ง พวกมันมุ่งเป้าไปที่เซลล์มะเร็งเท่านั้น

การบำบัดด้วยภูมิคุ้มกัน (หรือที่เรียกว่าการบำบัดทางชีวภาพ การบำบัดทางชีวภาพ หรือการบำบัดด้วยตัวดัดแปลงการตอบสนองทางชีวภาพ) อาจปรับปรุงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ดังนั้นจึงมีประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์มะเร็งมากขึ้น การบำบัดด้วยภูมิคุ้มกันแบบเฉพาะที่นำส่งโดยตรงไปยังเนื้องอกและระบบภูมิคุ้มกันที่มุ่งเป้าไปทั่วทั้งร่างกาย อาจเป็นประโยชน์ในการหยุดการแพร่กระจายของมะเร็งหรือการกลับมาของเนื้องอกในมะเร็งระยะที่ลุกลามมากขึ้น

ลักษณะของการศึกษา

หลักฐานในการทบทวนวรรณกรรมนี้เป็นข้อมูลล่าสุดถึง กุมภาพันธ์ 2015 เราพบการศึกษา 12 ฉบับที่เหมาะสมสำหรับนำเข้า โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 2488 คน ผู้เข้าร่วม 12% (298) มีเนื้องอกในปาก และ 59% (1468) มีเนื้องอกในลำคอ ผู้เข้าร่วมที่เหลืออีก 29% มีเนื้องอกที่กล่องเสียงหรือส่วนล่างของลำคอ และน้อยกว่า 1% มีเนื้องอกที่บริเวณอื่น เราจัดกลุ่มการทดลองตามการรักษาออกเป็นสามการเปรียบเทียบหลัก: การบำบัดมาตรฐานที่มีหรือไม่มีการบำบัดด้วย EGFR mAb (ซึ่งเป็นการบำบัดแบบมุ่งเป้า) การบำบัดมาตรฐานที่มีหรือไม่มี TKIs (ซึ่งเป็นการบำบัดแบบมุ่งเป้า) และการบำบัดมาตรฐานโดยมีหรือไม่มีการบำบัดด้วยภูมิคุ้มกัน (ซึ่งเป็นการบำบัดด้วยการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน)

ผลการศึกษาที่สำคัญ

เราพบว่าการเพิ่ม EGFR mAb ซึ่งเป็นการบำบัดแบบมุ่งเป้าในการบำบัดแบบมาตรฐานอาจเพิ่มอัตราการรอดชีวิตโดยรวม ระยะเวลาการรอดชีวิตโดยปราศจากมะเร็ง ทำให้มะเร็งถูกจำกัดอยู่บริเวณของร่างกาย และอาจลดการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็ง อย่างไรก็ตามอาจส่งผลให้ปัญหาบางอย่างของผิวเพิ่มขึ้นได้สำหรับบางคน

ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะทราบได้ว่า TKI ที่เพิ่มเข้าไปในการรักษามาตรฐานส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอัตราการรอดชีวิตโดยรวม ระยะเวลาการรอดชีวิตโดยปราศจากมะเร็ง ทำให้มะเร็งจำกัดอยู่บริเวณของร่างกาย หรือการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็ง

การศึกษา 1 ฉบับชี้ให้เห็นว่าการบำบัดด้วยภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่ง rIL-2 ร่วมกับการผ่าตัดอาจเพิ่มอัตราการรอดชีวิตโดยรวมได้

คุณภาพของหลักฐาน

โดยรวมแล้ว คุณภาพของหลักฐานมีอยู่มีตั้งแต่คุณภาพปานกลาง (สำหรับ EGFR mAb) ไปจนถึงคุณภาพต่ำมาก (สำหรับ TKI และ rIL-2) ซึ่งจำกัดความมั่นใจของเราในความน่าเชื่อถือของการค้นพบของเรา

ข้อสรุปของผู้วิจัย: 

เราพบหลักฐานบางอย่าง ที่หากพิ่ม EGFR mAb ในการรักษามาตรฐานอาจเพิ่มอัตราการรอดชีวิตโดยรวม ระยะที่ปราศจากการลุกลามของโรค และการควบคุมโรคในบริเวณเดิมหรือบริเวณใกล้เคียง ขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ความเป็นพิษต่อผิวหนังเพิ่มขึ้นสำหรับ mAb บางชนิด (cetuximab)

มีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะบอกว่าการเพิ่ม TKI ในการรักษามาตรฐานเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ใดๆ ของเรา

หลักฐานคุณภาพต่ำมากจากการศึกษา 1 ฉบับชี้ให้เห็นว่า rIL-2 ร่วมกับการผ่าตัดอาจเพิ่มอัตราการรอดชีวิตโดยรวมเมื่อเปรียบเทียบกับการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว

อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
บทนำ: 

มะเร็งในช่องปากเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 6 ของโลก แต่การพยากรณ์โรคตามด้วยการวินิจฉัยมะเร็งช่องปากหรือมะเร็งคอหอยยังคงไม่ค่อยดีนัก โดยอัตราการรอดชีวิตประมาณ 50% ในระยะเวลา 5 ปี แม้จะมีการวิจัยเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการรักษาแบบมุ่งเป้าระดับโมเลกุล และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของจำนวนการทดลองทางคลินิกเพื่อประเมินการรักษาแบบมุ่งเป้าแบบใหม่ก็ตาม แต่การรักษามะเร็งในช่องปากที่ดียังไม่ชัดเจน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องสรุปหลักฐานที่พิจารณาประสิทธิภาพและความเป็นพิษของการรักษาแบบมุ่งเป้าและภูมิคุ้มบำบัดกันสำหรับการรักษามะเร็งเหล่านี้

วัตถุประสงค์: 

เพื่อประเมินผลของการรักษาแบบกำหนดเป้าหมายระดับโมเลกุลและภูมิคุ้มกันบำบัด นอกเหนือจากการรักษามาตรฐาน สำหรับการรักษามะเร็งช่องปากหรือมะเร็งคอหอย

วิธีการสืบค้น: 

เราสืบค้นในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ดังต่อไปนี้: Cochrane Oral Health Group Trials Register (ถึง 3 กุมภาพันธ์ 2015), Cochrane Central Register of Controlled Trials (CENTRAL) ( The Cochrane Library , 2015, ฉบับที่ 1), MEDLINE via Ovid (1946 ถึง 3 กุมภาพันธ์ 2015) และ EMBASE via Ovid (1980 ถึง 3 กุมภาพันธ์ 2015) เราค้นหาข้อมูลจาก US National Institutes of Health Trials Register ( clinicaltrials.gov ), World Health Organization Clinical Trials Registry Platform, บทคัดย่อการประชุมของ American Society of Clinical Oncology conference และ the Radiation Therapy Oncology Group clinical trials protocols สำหรับการทดลองที่กำลังดำเนินอยู่ ขณะทำการสืบค้นเราไม่มีข้อจำกัดด้านภาษา หรือวันที่ตีพิมพ์

เกณฑ์การคัดเลือก: 

เรารวบรวมการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม โดยมากกว่า 50% ของผู้เข้าร่วม มีเนื้องอกเป็นครั้งแรกของช่องปากหรือคอหอย และเปรียบเทียบการรักษาแบบมุ่งเป้าหรือภูมิคุ้มกันบำบัด ร่วมกับการรักษามาตรฐานเทียบกับการรักษามาตรฐานเพียงอย่างเดียว

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล: 

ผู้ทบทวนวรรณกรรมสองคนคัดกรองผลลัพธ์ของการค้นหาทางอิเล็กทรอนิกส์ ดึงข้อมูล และประเมินความเสี่ยงของอคติของการศึกษาที่นำเข้าอย่างเป็นอิสระต่อกัน เราพยายามติดต่อผู้เขียนบทความสำหรับข้อมูลที่ขาดหายไปหรือคำชี้แจงในกรณีที่จำเป็น เรารวมการศึกษาที่คล้ายคลึงกันมากพอในการวิเคราะห์เมต้าโดยใช้แบบจำลอง random-effects models เมื่อมีการศึกษาอย่างน้อย 4 ฉบับ และแบบจำลอง fixed-effect models เมื่อมีการศึกษาน้อยกว่า 4 ฉบับ เราได้รับหรือคำนวณอัตราส่วนอันตราย (HR) และช่วงความเชื่อมั่น 95% (CI) สำหรับผลลัพธ์หลักเมื่อเป็นไปได้ สำหรับผลลัพธ์แบบสองตัวเลือก เรารายงานอัตราส่วนความเสี่ยง (RR) และ 95% CIs

ผลการวิจัย: 

การทดลอง 12 ฉบับ (ผู้เข้าร่วม 2488 คน) เป็นไปตามเกณฑ์การคัดเลือก ในการทดลองที่รวบรวมไว้ 12% ของผู้เข้าร่วม (ผู้เข้าร่วม 298 คน) มีเนื้องอกในช่องปาก และ 59% (ผู้เข้าร่วม 1468 คน) มีเนื้องอกในคอหอย ส่วนที่เหลืออีก 29% มีเนื้องอกที่กล่องเสียงหรือส่วนหลังคอหอย และน้อยกว่า 1% มีเนื้องอกที่บริเวณอื่น

ไม่มีการศึกษาที่มีความเสี่ยงของการมีอคติต่ำ มีการศึกษา 7 ฉบับที่มีความเสี่ยงของการมีอคติไม่ชัดเจน และมี 5 ฉบับที่มีความเสี่ยงของการมมีอคติสูง เราจัดกลุ่มการทดลองตามประเภทของวิธีการเป็น 3 วิธีที่ใช้การเปรียบเทียบหลัก: การรักษามาตรฐานร่วมกับ Epidermal growth factor receptor monoclonal antibody (EGFR mAb) (ระยะเวลาติดตามผล 24 ถึง 70 เดือน); การรักษามาตรฐานร่วมกับ Tyrosine kinase inhibitors (TKIs) (ระยะเวลาติดตามผล 40 ถึง 60 เดือน) และการรักษามาตรฐานร่วมกับภูมิคุ้มกันบำบัด (ระยะเวลาติดตามผล 24 ถึง 70 เดือน) ทั้งหมดนี้เทียบกับการรักษามาตรฐานเพียงอย่างเดียว

หลักฐานคุณภาพปานกลางแสดงให้เห็นว่าการรักษาด้วย EGFR mAb อาจส่งผลให้เสียชีวิตลดลง 18% เมื่อเพิ่มเข้ากับการรักษามาตรฐาน (HR ของการเสียชีวิต 0.82; 95% CI 0.69 ถึง 0.97; ผู้เข้าร่วม 1421 คน การศึกษา 3 ฉบับ เนื้องอกในคอหอย 67% เนื้องอกในช่องปาก 2%)

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานคุณภาพปานกลางที่ EGFR mAb อาจส่งผลให้การกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำที่จุดเดิมหรือใกล้เคียงลดลง 32% เมื่อเพิ่มในการรักษาด้วยรังสี (RT) (HR 0.68; 95% CI 0.52 ถึง 0.89; ผู้เข้าร่วม 424 คน การศึกษา 1 ฉบับ เนื้องอกบริเวณคอหอย 60%)

การวิเคราะห์กลุ่มย่อยที่แบ่งการศึกษาตามประเภทของการรักษามาตรฐาน (รังสีบำบัด (RT) หรือเคมีบำบัด (CRT)) แสดงหลักฐานบางอย่างที่แสดงว่าการเพิ่มการบำบัดด้วย EGFR mAb ในนการรักษาด้วยรังสีอาจส่งผลให้จำนวนผู้ที่มีอาการของโรคแย่ลงลดลงได้ 30% (HR 0.70; 95% CI 0.54 ถึง 0.91; ผู้เข้าร่วม 424 คน, การศึกษา 1 ฉบับ, เนื้องอกในคอหอย 60%, ความเสี่ยงของการมีอคติไม่ชัดเจน) สำหรับกลุ่มย่อยที่เปรียบเทียบ EGFR mAb ร่วมกับ CRT เทียบกับ CRT เพียงอย่างเดียว มีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะระบุได้ว่าการเพิ่มการบำบัดด้วย EGFR mAb ใน CRT ส่งผลกระทบต่อระยะเวลาที่ปลอดโรค (HR 1.08; 95% CI 0.89 ถึง 1.32; ผู้เข้าร่วม 891 คน, การศึกษา 1 ฉบับ, เนื้องอกคอหอย 70%, ความเสี่ยงของการมีอคติสูง) ความมากมายหลากหลายของกลุ่มย่อยทำให้เราไม่สามารถรวมกลุ่มย่อยเหล่านี้เข้าด้วยกันได้

มีหลักฐานว่า การเพิ่ม cetuximab ลงในมาตรฐานการรักษา อาจส่งผลให้ผิวหนังเป็นพิษและผื่นเพิ่มขึ้น (RR 6.56; 95% CI 5.35 ถึง 8.03; ผู้เข้าร่วม 1311 คน, การศึกษา 2 ฉบับ) แต่มีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะระบุความแตกต่างในความเป็นพิษต่อผิวหนังและผื่นในกรณีของ nimotuzumab (RR 1.06; 95% CI 0.85 ถึง 1.31; ผู้เข้าร่วม 92 คน, การศึกษา 1 ฉบับ)

มีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะระบุได้ว่า TKI ที่เพิ่มเข้าไปในการรักษามาตรฐานส่งผลต่อการรอดชีวิตโดยรวม (HR 0.99; 95% CI 0.62 ถึง 1.57; ผู้เข้าร่วม 271 คน, การศึกษา 2 ฉบับ; หลักฐานคุณภาพต่ำมาก), การควบคุมโรคในบริเวณเดิมหรือบริเวณใกล้เคียง (HR 0.89; 95% CI 0.53 ถึง 1.49; ผู้เข้าร่วม 271 คน การศึกษา 2 ฉบับ; หลักฐานคุณภาพต่ำมาก) ระยะเวลาที่ปลอดโรค (HR 1.51; 95% CI 0.61 ถึง 3.71; ผู้เข้าร่วม 60 คน, การศึกษา 1 ฉบับ, หลักฐานคุณภาพต่ำมาก) หรือระยะที่ปราศจากการลุกลามของโรค (HR 0.80; 95 % CI 0.51 ถึง 1.28; ผู้เข้าร่วม 271 คน, การศึกษา 2 ฉบับ; หลักฐานคุณภาพต่ำมาก) เราพบหลักฐานของการเพิ่มขึ้นของผื่นที่ผิวหนัง (erlotinib: RR 6.57; CI 95% 3.60 ถึง 12.00; ผู้เข้าร่วม 191 คน, การศึกษา 1 ฉบับ; lapatinib: RR 2.02; CI 95% 1.23 ถึง 3.32; ผู้เข้าร่วม 67 คน, การศึกษา 1 ฉบับ) และอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร (lapatinib: RR 15.53; CI 95% 2.18 ถึง 110.55; ผู้เข้าร่วม 67 คน, การศึกษา 1 ฉบับ)

เราพบหลักฐานคุณภาพต่ำมากจากการทดลองขนาดเล็ก 1 ฉบับ ซึ่งเพิ่ม recombinant interleukin (rIL-2) ในการผ่าตัดอาจเพิ่มอัตราการรอดชีวิตโดยรวม (HR 0.52; 95% CI 0.31 ถึง 0.87; ผู้เข้าร่วม 201 คน, เนื้องอกในช่องปาก 62%, เนื้องอกในคอหอย 38%) มีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะบอกว่า rIL-2 มีผลข้างเคียง

บันทึกการแปล: 

แปลโดย นายฎลกร จำปาหวาย วันที่ 29 มีนาคม 2024

Tools
Information