ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ตัวกรอง

หลักฐานเชิงประจักษ์

หนังสือคู่มือ/คู่มือการปฏิบัติ

ข่าวสาร

การรักษาเพื่อทดแทนฟันที่สูญเสียไป: การจัดการเนื้อเยื่ออ่อนสำหรับการฝังรากฟันเทียม

มีในภาษาอื่นด้วย

โดยปกติแล้ว การฝังรากฟันเทียมจะทำโดยการเปิดแผ่นเหงือก แต่ในบางกรณีก็สามารถฝังได้โดยไม่ต้องเปิดแผ่นเหงือก เพื่อลดความไม่สบายหลังการผ่าตัด มีการเสนอเทคนิคการเปิดแผ่นเหงือกและการเย็บแผลหลายวิธี เนื้อเยื่ออ่อนมักถูกปรับแต่งและเสริมแต่งเพื่อความสวยงาม โดยทั่วไปแล้ว แนะนำให้ล้อมรอบรากฟันเทียมด้วยเนื้อเยื่ออ่อนที่ "แข็งแรง" (ยึดติด/มีเคราติน) มากกว่าเหงือกที่ "เคลื่อนไหวได้" เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จในระยะยาว
การทบทวนวรรณกรรมนี้พบหลักฐานระดับอ่อนจากเพียง 2 การศึกษา ซึ่งมีผู้ป่วยรวม 56 คน ว่าการใส่รากฟันเทียมแบบไม่เปิดแผ่นเหงือก ช่วยลดความไม่สบายหลังผ่าตัด (อาการปวดและบวม) ได้ โดยไม่กระทบต่อความสำเร็จของรากฟันเทียมในผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะแนะนำเทคนิคการเปิดแผ่นเหงือกหรือการเย็บแผลแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ มีเพียงการศึกษาขนาดเล็ก (ผู้ป่วย 10 ราย) ที่ชี้ให้เห็นว่าการปลูกถ่ายเนื้อเยื่ออ่อนจากเพดานปากช่วยเพิ่มความหนาและความสวยงามของเหงือกได้ ยังไม่มีการศึกษาใดที่ประเมินว่าการเพิ่มปริมาณเหงือกที่แข็งแรงรอบรากฟันเทียมจะมีประโยชน์หรือไม่ แต่มีการทดลองขนาดเล็กที่ชี้ให้เห็นว่าสามารถเพิ่มปริมาณเหงือกที่แข็งแรงรอบรากฟันเทียมได้โดยใช้เนื้อเยื่อจากเพดานปากหรือเมทริกซ์คอลลาเจนที่ได้จากสุกร แต่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด/ความไม่สบายหลังผ่าตัดอย่างมาก และความสวยงามที่แย่ลง (มีหลายกรณีที่เหงือกร่นลงจนเห็นโลหะของรากฟันเทียม)

บทนำ

โดยปกติแล้ว การใส่รากฟันเทียมจะทำโดยการเปิดแผ่นเหงือก แต่ในบางกรณีก็สามารถใส่รากฟันเทียมแบบไม่เปิดแผ่นเหงือกได้ ซึ่งช่วยลดความเจ็บปวดและความไม่สบายของผู้ป่วยลงได้ มีการเสนอรูปแบบการเปิดแผ่นเหงือก และเทคนิคการเย็บแผลหลายรูปแบบ เนื้อเยื่ออ่อนมักถูกปรับแต่งและเสริมแต่งเพื่อความสวยงาม มักมีการแนะนำให้รากฟันเทียมถูกล้อมรอบด้วยเยื่อเมือกชนิดยึดติด/มีเคราติน ที่มีความกว้างเพียงพอ เพื่อช่วยเพิ่มพยากรณ์โรคและความคงทนในระยะยาวของรากฟันเทียม

วัตถุประสงค์

เพื่อประเมินว่า (1a) ขั้นตอนการผ่าตัดแบบไม่เปิดแผ่นเหงือกมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยหรือไม่ และ (1b) การออกแบบแผ่นเหงือกแบบใดที่เหมาะสมที่สุด (2a) เทคนิคการแก้ไข/เสริมเนื้อเยื่ออ่อนมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยหรือไม่ และ (2b) เทคนิคใดดีที่สุด (3a) เทคนิคในการเพิ่มเยื่อเมือกชนิดมีเคราตินรอบรากฟันเทียมมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยหรือไม่ และ (3b) เทคนิคใดดีที่สุด และ (4) เทคนิค/วัสดุเย็บแผลใดดีที่สุด

วิธีการสืบค้น

สืบค้นฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ต่อไปนี้: ฐานข้อมูลการทดลองของ Cochrane Oral Health (ถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2011), ฐานข้อมูลการทดลองแบบมีกลุ่มควบคุมของ Cochrane (CENTRAL) (The Cochrane Library 2011, ฉบับที่ 2), MEDLINE ผ่าน OVID (ปี 1950 ถึง 9 มิถุนายน 2011), EMBASE ผ่าน OVID (ปี 1980 ถึง 9 มิถุนายน 2011) มีการสืบค้นข้อมูลจากวารสารทางทันตกรรมหลายฉบับด้วยตนเอง ไม่มีข้อจำกัดด้านภาษา

เกณฑ์การคัดเลือก

การศึกษาวิจัยแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCTs) ทั้งหมดเกี่ยวกับการฝังรากฟันเทียมแบบยึดติดกับกระดูก โดยมีการติดตามผลอย่างน้อย 6 เดือนหลังการใช้งาน และเปรียบเทียบเทคนิคต่างๆ ในการจัดการเนื้อเยื่ออ่อนที่เกี่ยวข้องกับรากฟันเทียม ตัวชี้วัดผลลัพธ์ตามสมมติฐานต่างๆ ได้แก่ ความล้มเหลวของฟันปลอมและรากเทียม ภาวะแทรกซ้อนทางชีวภาพ ความสวยงามที่ประเมินโดยผู้ป่วยและทันตแพทย์ อาการปวดหลังผ่าตัด การเปลี่ยนแปลงระดับกระดูกรอบรากเทียมบริเวณขอบที่เห็นได้จากภาพรังสีปลายราก ความพึงพอใจของผู้ป่วย ความง่ายในการดูแลรักษาโดยผู้ป่วย การเปลี่ยนแปลงความหนาของเนื้อเยื่ออ่อน และการเปลี่ยนแปลงความสูงของเยื่อเมือกชนิดยึดติด/มีเคราติน

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

การคัดกรองการศึกษาที่เข้าเกณฑ์ การประเมินคุณภาพของวิธีการศึกษาทดลอง และการดึงข้อมูลได้ดำเนินการซ้ำและเป็นอิสระต่อกันโดยผู้ทบทวนวรรณกรรม 2 คนขึ้นไป ได้มีการติดต่อผู้เขียนการทดลองเพื่อขอข้อมูลที่ขาดหายไป ผลลัพธ์ถูกแสดงในรูปของอัตราส่วนความเสี่ยง (risk ratios) สำหรับผลลัพธ์แบบสองค่า (dichotomous outcomes) และความแตกต่างเฉลี่ย (mean differences) สำหรับผลลัพธ์แบบต่อเนื่อง พร้อมช่วงความเชื่อมั่น 95%

ผลการวิจัย

มีการระบุการทดลองแบบสุ่ม (RCTs) ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจำนวน 17 รายการ แต่มีเพียง 6 การทดลองที่มีผู้ป่วยรวมทั้งหมด 138 รายเท่านั้นที่สามารถนำมาใช้ได้ 1 การศึกษา มีความเสี่ยงของการมีอคติต่ำ, 2 การศึกษาถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงของการมีอคติที่ไม่ชัดเจน และ 3 การศึกษา มีความเสี่ยงของการมีอคติสูง มี 2 การทดลอง (ผู้ป่วย 56 ราย) ที่เปรียบเทียบการฝังรากเทียมแบบไม่เปิดแผ่นเหงือกกับการเปิดแผ่นเหงือกแบบดั้งเดิม, 1 การทดลอง (ผู้ป่วย 10 ราย) ที่เปรียบเทียบการกรีดแผลบริเวณสันเหงือกกับการกรีดแผลด้านหน้าเหงือก, 1 การทดลอง (ผู้ป่วย 20 ราย) ที่เปรียบเทียบการใช้เลเซอร์ Erbium:YAG กับการเปิดแผ่นเหงือกในการผ่าตัดขั้นตอนที่สองเพื่อเปิดเผยรากเทียม, 1 การทดลองแบบ split-mouth (ผู้ป่วย 10 ราย) ที่ประเมินว่าการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในระหว่างการฝังรากเทียมจะมีประสิทธิภาพในการเสริมเนื้อเยื่อรอบรากเทียมหรือไม่ และ 1 การทดลอง (ผู้ป่วย 40 ราย) ที่เปรียบเทียบการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อจากตัวผู้ป่วยเองกับการใช้เมทริกซ์คอลลาเจนที่ได้จากสัตว์เพื่อเพิ่มความสูงของเยื่อเมือกชนิดมีเคราติน เมื่อพิจารณาเป็นรายบุคคล พบว่าการฝังรากฟันเทียมด้วยเทคนิคไม่เปิดแผ่นเหงือกและการเปิดเผยรากฟันเทียมด้วยเลเซอร์ ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังผ่าตัดน้อยกว่าการเปิดแผ่นเหงือกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ บริเวณที่ได้รับการเสริมเนื้อเยื่ออ่อนด้วยการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อเกี่ยวพันแสดงให้เห็นผลด้านความสวยงามที่ดีกว่า และมีเนื้อเยื่อที่หนามากขึ้น การปลูกถ่ายเนื้อเยื่อจากเพดานปากของผู้ป่วยเอง หรือการใช้เมทริกซ์คอลลาเจนที่ได้จากสุกร ล้วนมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความสูงของเยื่อเมือกชนิดมีเคราติน แต่จะทำให้เนื้อเยื่ออ่อนรอบรากฟันเทียมถอยร่นไป 0.5 มิลลิเมตร ไม่พบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติในการวิเคราะห์อื่นๆ ที่เหลืออยู่

ข้อสรุปของผู้วิจัย

มีหลักฐานระดับอ่อนและมีจำนวนจำกัดที่บ่งชี้ว่า การใส่รากฟันเทียมแบบไม่เปิดแผ่นเหงือกสามารถทำได้และช่วยลดความไม่สบายหลังผ่าตัดของผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสมได้ นอกจากนี้ การเสริมบริเวณรากฟันเทียมด้วยการปลูกถ่ายเนื้อเยื่ออ่อนยังมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความหนาของเนื้อเยื่ออ่อนและช่วยให้ความสวยงามดีขึ้น อีกทั้งมีเทคนิคหนึ่งในการเพิ่มความสูงของเยื่อเมือกชนิดมีเคราตินโดยใช้เนื้อเยื่อปลูกถ่ายจากตัวผู้ป่วยเอง หรือคอลลาเจนเมทริกซ์ที่ได้จากสัตว์ ซึ่งสามารถบรรลุเป้าหมายได้ แต่ต้องแลกกับผลด้านความสวยงามที่แย่ลง (เกิดเหงือกร่นประมาณ 0.5 มิลลิเมตร) ยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นคำแนะนำว่า รูปแบบการเปิดแผ่นเหงือกแบบใดเหมาะสมที่สุด เทคนิคการเสริมเนื้อเยื่ออ่อนแบบใดดีที่สุด การใช้เทคนิคเพื่อเพิ่มความกว้างของเยื่อเมือก/เหงือกชนิดมีเคราตินหรือยึดติดให้ประโยชน์ต่อผู้ป่วยหรือไม่ และเทคนิคหรือวัสดุสำหรับการกรีดแผล/เย็บแผลแบบใดดีที่สุด จำเป็นต้องมีการออกแบบและดำเนินการวิจัยแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCT) อย่างเหมาะสม โดยมีการติดตามผลอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อให้ได้คำตอบที่น่าเชื่อถือสำหรับคำถามเหล่านี้

บันทึกการแปล

ผู้แปล แพทย์หญิงชุติมา ชุณหะวิจิตร วันที่ 15 พฤษภาคม 2026

Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก

การอ้างอิง
Esposito M, Maghaireh H, Grusovin MG, Ziounas I, Worthington HV. Interventions for replacing missing teeth: management of soft tissues for dental implants. Cochrane Database of Systematic Reviews 2012, Issue 2. Art. No.: CD006697. DOI: 10.1002/14651858.CD006697.pub2.

การใช้คุกกี้ของเรา

เราใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ของเรามีประสิทธิภาพ เรายังต้องการตั้งค่าการวิเคราะห์คุกกี้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเราปรับปรุงเว็บไซต์ เราจะไม่ตั้งค่าคุกกี้เสริมเว้นแต่คุณจะเปิดใช้งาน การใช้เครื่องมือนี้จะตั้งค่าคุกกี้บนอุปกรณ์ของคุณเพื่อจดจำการตั้งค่าของคุณ คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าคุกกี้ได้ตลอดเวลาโดยคลิกที่ลิงก์ 'การตั้งค่าคุกกี้' ที่ส่วนท้ายของทุกหน้า
สำหรับข้อมูลโดยละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุกกี้ที่เราใช้ โปรดดู หน้าคุกกี้

ยอมรับทั้งหมด
กำหนดค่า