การใช้ E-Health ต่อภาวะวิตกกังวล และ ภาวะซึมเศร้าในเด็กและวัยรุ่นที่มีปัญหาสุขภาพกายที่ต้องรับการรักษาระยะยาว

ทำไมการทบทวนวรรณกรรมนี้จึงสำคัญ

เด็กและวัยรุ่นมากกว่า 1 ใน 10 คนทั่วโลกมีปัญหาสุขภาพทางกายที่ต้องรับการรักษาในระยะยาว เช่น โรคหอบหืด เบาหวาน และมะเร็ง พวกเขามีแนวโน้มที่จะมีปัญหาทางจิตใจซึ่งรวมถึงภาวะวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้า การรักษาปัญหาดังกล่าวตั้งแต่ระยะแรกๆ สามารถป้องกันปัญหาเกี่ยวกับสัมพันธภาพ ชีวิตครอบครัว โรงเรียน และปัญหาสุขภาพจิตในอนาคตได้ การเข้าถึงการบำบัดแบบตัวต่อตัวที่พบหน้าอาจเป็นเรื่องยากเนื่องจากบริการมีจำนวนจำกัด เมื่อเทคโนโลยมีการพัฒนามากขึ้นและมีการบำบัดรักษาโดยการใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ การทดลองโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ (e-health) (ให้ข้อมูลโดยวิธีดิจิทัลที่หลากหลายรูปแบบตั้งแต่โปรแกรมแบบข้อความธรรมดาไปจนถึงโปรแกรมมัลติมีเดียและโปรแกรมอินเทอร์แอกทีฟ, เกม, การจำลองสภาพแวดล้อมจริง และโปรแกรม biofeedback) อาจมีประโยชน์ต่อการรักษาภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในเด็กและวัยรุ่นกลุ่มนี้

ใครที่จะมีความสนใจในการทบทวนวรรณกรรมนี้

การทบทวนนี้จะเป็นที่สนใจของผู้ปกครองของเด็กและวัยรุ่นผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต เจ้าหน้าที่บริการและผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลเด็กที่มีปัญหาสุขภาพทางกายในระยะยาว

การทบทวนวรรณกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบคำถามอะไร

Cochrane Review นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบคำถามต่อไปนี้ 1) การทดลองที่ใช้ e-health ดีกว่าการบำบัดอื่น ๆ หรือ กลุ่มที่มีรายชื่อรอได้รับการทดลอง ต่อการลดอาการวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในเด็กและวัยรุ่นที่มีปัญหาสุขภาพทางกายในระยะยาวได้หรือไม่ และ 2) การทดลองใช้ e-health จะเป็นที่ยอมรับสำหรับเด็กและวัยรุ่นกลุ่มนี้หรือไม่

การศึกษาใดที่นำเข้าในการทบทวนวรรณกรรม

เราสืบค้นฐานข้อมูลเพื่อค้นหาการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (RCT), cluster-randomised trials และ cross-over trials ที่ใช้ e-health รักษาภาวะวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าในเด็กและวัยรุ่นที่มีปัญหาสุขภาพทางกายในระยะยาวซึ่งเผยแพร่ระหว่างปี 1970 ถึง สิงหาคม 2017 การทดลองจะต้องเป็นการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม ซึ่งศึกษาในเด็กและวัยรุ่นที่มีอาการหรือได้รับการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการว่ามีภาวะวิตกกังวลหรือซึมเศร้า เรารวบรวมการทดลอง 5 เรื่องโดยมีวัยรุ่นทั้งหมด 463 คนที่อยู่ในการทบทวน

หลักฐานจากการทบทวนวรรณกรรมนี้บอกอะไรเราบ้าง

เราได้รวมการทดลอง 5 การทดลอง จากการให้ e-health 3 รูปแบบ (Breathe Easier Online, Web-MAP และ multimodal cognitive behavior therapy (CBT)) ซึ่งดำเนินการกับเด็กอายุ 10 ถึง 18 ปี แม้ว่าการทดลองเหล่านี้บางวิธีเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้ แต่ก็ไม่มีวิธีใดที่ดีไปกว่าการบำบัดอื่น ๆ ที่เลือกไว้หรือกลุ่มที่มีรายชื่อรอการได้รับ e-health ที่ช่วยลดอาการวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าได้อย่างชัดเจน หลักฐานมีคุณภาพต่ำมากในการแสดงผลของการทดลอง e-health ขณะนี้ผลการศึกษาไม่มีความชัดเจนโดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ผู้วิจัยได้ให้คะแนนความเสี่ยงของการมีอคติโดยรวมในการทดลองว่าสูงหรือไม่แน่นอน

อะไรที่ควรจะเกิดขึ้นต่อไป

ควรมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาการใช้ e-health ที่มีประสิทธิผลมากขึ้น เพื่อรักษาภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในเด็กและวัยรุ่นที่มีปัญหาสุขภาพทางกายในระยะยาว

ข้อสรุปของผู้วิจัย: 

ในปัจจุบันการทดลองการใช้ e-health สำหรับการรักษาภาวะวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าในเด็กและวัยรุ่นที่มีปัญหาสุขภาพทางกายเป็นเวลานานมีข้อจำกัดจากการที่มีการศึกษาเพียง 5 เรื่องและการศึกษาเหล่านี้มีคุณภาพต่ำ คุณภาพของหลักฐานที่ต่ำมากหมายความว่าผลของการใช้ e-health ยังไม่สามารถให้ข้อสรุปที่แน่นอนในขณะนี้โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี

แม้ว่าจะเร็วเกินไปที่จะแนะนำการใช้ e-health สำหรับประชากรที่มีปัญหาสุขภาพในกลุ่มนี้ แต่เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นและการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ดีขึ้นทั่วโลก ดูเหมือนว่าจะมีโอกาสสำหรับการพัฒนาและประเมินผลการใช้เทคโนโลยีว่าจะเป็นที่ยอมรับและมีประสิทธิผลเพื่อให้เหมาะสมกับเด็กและวัยรุ่นที่มีปัญหาสุขภาพทางกายในระยะยาวหรือไม่

อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
บทนำ: 

ในทั่วโลกปัญหาสุขภาพทางกายในระยะยาวมีผลต่อเด็กและวัยรุ่น 10% ถึง 12% บุคคลเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาทางจิตใจมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า การเข้าถึงการรักษาแบบตัวต่อตัวสำหรับปัญหาดังกล่าวมักมีข้อจำกัด และการบำบัดที่มีอยู่มักจะไม่ได้รับการทดสอบกับประชากรกลุ่มนี้ เมื่อเทคโนโลยมีการพัฒนามากขึ้นและมีการบำบัดรักษาโดยการใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ การทดลองโดยใช้ e-health (ให้ข้อมูลโดยวิธีดิจิทัลที่หลากหลายรูปแบบตั้งแต่โปรแกรมแบบข้อความธรรมดาไปจนถึงโปรแกรมมัลติมีเดียและโปรแกรมอินเทอร์แอกทีฟ, เกม, การจำลองสภาพแวดล้อมจริง และโปรแกรม biofeedback) อาจมีประโยชน์ต่อการรักษาภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในเด็กและวัยรุ่นกลุ่มนี้

วัตถุประสงค์: 

เพื่อประเมินประสิทธิผลของการทดลองการใช้ e-health โดยเปรียบเทียบกับการให้ความสนใจหลอก, การบำบัดทางจิตสังคมหลอก, การรักษาตามปกติ, waiting-list controls หรือการรักษาที่ไม่ใช่ทางจิตวิทยา สำหรับการรักษาภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในเด็กและวัยรุ่นที่มีปัญหาสุขภาพทางกายในระยะยาว

วิธีการสืบค้น: 

เราสืบค้นทะเบียนการทดลองที่มีการควบคุมของ Cochrane Common Mental Disorders Group (CCMDTR ถึงเดือนพฤษภาคม 2016), ทะเบียนกลางของ Cochrane of Controlled Trials (CENTRAL) (ฉบับที่ 8, 2017), Web of Science (1900 - 18 สิงหาคม 2016, อัปเดต 31 สิงหาคม 2017) และ Ovid MEDLINE, Embase, PsycINFO (cross-search 2016 ถึง 18 ส.ค. 2017) เราสืบค้นเอกสารการประชุมที่เกี่ยวข้องด้วยมือ และค้นหาจากรายการอ้างอิงของบทความที่นำมาทบทวน และบทความวิจัยที่ไม่ได้เผยแพร่จนถึงเดือนพฤษภาคม 2016 เราได้สืบค้นในทะเบียนการทดลองนานาชาติ เพื่อค้นหาการทดลองที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์และการทดลองที่กำลังดำเนินการอยู่

เกณฑ์การคัดเลือก: 

เราได้รวมการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (RCT) และ cross-over trials ที่ให้ e-health เพื่อรักษาผู้ที่มีปัญหาสุขภาพทางกายระยะยาวในเด็กและวัยรุ่น (อายุ 0 ถึง 18 ปี) และการศึกษาที่วัดการเปลี่ยนแปลง ในอาการหรือการวินิจฉัยภาวะวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้าหรือภาวะซึมเศร้าที่ยังไม่ครบเกณฑ์การวินิจฉัย (subthreshold depression) เรานิยามปัญหาสุขภาพทางกายในระยะยาวว่าเป็นสภาพร่างกายที่มีระยะเวลานานกว่า 3 เดือน เราประเมินอาการของภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าโดยผู้ป่วยหรือผู้ปฏิบัติทางคลินิกเป็นผู้ให้คะแนน ใช้แบบประเมินที่ได้รับการพัฒนาบนฐานเกณฑ์การวินิจฉัยโรค ตาม SSMIII, IV หรือ 5 (American Psychological Association 2013) หรือเกณฑ์ ICD 9 หรือ 10 (World Health Organization 1992) โรคซึมเศร้าและวิตกกังวลอย่างเป็นทางการได้รับการวินิจฉัยโดยใช้การสัมภาษณ์ทางคลินิกที่มีโครงสร้าง กลุ่มที่นำมาใช้เป็นกลุ่มเปรียบเทียบ คือ กลุ่มหลอกที่ใช้การให้ความสนใจ, กลุ่มที่ได้รับการรักษาตามปกติ, กลุ่มที่มีรายชื่อรอเข้ารับการบำบัด, กลุ่มหลอกที่ใช้วิธีการทางจิตวิทยาและการบำบัดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ทางจิตวิทยา

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล: 

ผู้วิจัย 2 คนตรวจสอบชื่อเรื่อง, บทคัดย่อ, และบทความฉบับเต็มอย่างเป็นอิสระต่อกัน หากมีความเห็นที่แตกต่างได้รับการแก้ไขผ่านการสนทนาหรือมีผู้วิจัยคนที่ 3 มาร่วมแสดงความคิดเห็น หากมีข้อมูลเพียงพอ เราใช้การคำนวณ odds ratio (OR) เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลที่มีสองกลุ่ม และความแตกต่างของค่าเฉลี่ยมาตรฐาน (SMD) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลต่อเนื่อง ทั้ง 2 วิธีใช้ค่าช่วงความเชื่อมั่น 95% (CI) เราทำการวิเคราะห์เมตต้าเมื่อรูปแบบการรักษา, ผู้เข้าร่วมวิจัย และคำถามทางคลินิกที่เป็นพื้นฐาน มีความคล้ายคลึงกันอย่างเพียงพอ หากไม่เป็นเช่นนั้น เราจะดำเนินการวิเคราะห์โดยการพรรณา

ผลการวิจัย: 

เราได้รวมการทดลอง 5 เรื่อง จากการให้ e-health 3 รูปแบบ (Breathe Easier Online, Web-MAP และ multimodal cognitive behavior therapy (CBT)) ซึ่งมีผู้เข้าร่วมวิจัย 463 คน มีอายุ 10 ถึง 18 ปี การทดลองแต่ละเรื่องมีส่วนในการนำมาใช้ในการวิเคราะห์เมตต้าอย่างน้อยหนึ่งการวิเคราะห์ ผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นเด็กและวัยรุ่นที่มีปัญหาสุขภาพทางกายในระยะยาวเช่นปวดศีรษะเรื้อรัง (ไมเกรน, ปวดศีรษะจากความตึงเครียดและอื่น ๆ ) อาการปวดเรื้อรัง (ปวดช่องท้อง, กล้ามเนื้อและกระดูกและอื่น ๆ ) โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง (โรคหอบหืด, โรคปอดเรื้อรังและอื่น ๆ) และอาการวิตกกังวลหรือซึมเศร้า ผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับคัดเลือกมาจากผู้ป่วยที่อยู่ในชุมชนและคลินิกในโรงพยาบาลในประเทศที่มีรายได้สูง

สำหรับผลลัพธ์หลักเรื่องการเปลี่ยนแปลงของอาการซึมเศร้าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมทุกรูปแบบ มีหลักฐานที่มีคุณภาพต่ำมากซึ่งหมายความว่าไม่สามารถระบุได้ว่าการทดลองที่ให้ e-health ดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบใด ๆ อย่างชัดเจนหรือไม่ (SMD -0.06, 95% CI -0.35 ถึง 0.23 ; RCT 5 เรื่อง, ผู้เข้าร่วมวิจัย 441 คน) สำหรับผลลัพธ์หลักของการเปลี่ยนแปลงของอาการวิตกกังวลเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมทุกรูปแบบ มีหลักฐานที่มีคุณภาพต่ำมากซึ่งหมายความว่าไม่สามารถระบุได้ว่าการทดลองที่ให้ e-health ดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบใด ๆ อย่างชัดเจนหรือไม่ (SMD -0.07, 95% CI -0.29 ถึง 0.14; RCT 2 เรื่อง, ผู้เข้าร่วมวิจัย 324 คน) สำหรับผลลัพธ์หลักของการยอมรับการรักษา มีหลักฐานคุณภาพต่ำมากว่า กลุ่มควบคุมที่ให้ e-health นั้นได้รับการยอมรับน้อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบใด ๆ (SMD 0.46, 95% CI 0.23 ถึง 0.69; RCT 2 เรื่อง, ผู้เข้าร่วมวิจัย 304 คน)

สำหรับผลลัพธ์รองของการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพชีวิต เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมทุกรูปแบบ มีหลักฐานที่มีคุณภาพต่ำมากซึ่งหมายความว่าไม่สามารถระบุได้ว่าการทดลองที่ให้ e-health ดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบใด ๆ อย่างชัดเจนหรือไม่ (SMD -0.83, 95% CI -1.53 ถึง -0.12 ; RCT 1 เรื่อง, ผู้เข้าร่วมวิจัย 34 คน) สำหรับผลลัพธ์รองของการเปลี่ยนแปลงของการทำหน้าที่ประจำวัน เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมทุกรูปแบบ มีหลักฐานที่มีคุณภาพต่ำมากซึ่งหมายความว่าไม่สามารถระบุได้ว่าการทดลองที่ให้ e-health ดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบใด ๆ อย่างชัดเจนหรือไม่ (SMD -0.08, 95% CI -0.33 ถึง -0.18; RCT 3 เรื่อง, ผู้เข้าร่วมวิจัย 368 คน) สำหรับผลลัพธ์รองเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาวะสุขภาพทางกายจากการป่วยระยะยาว เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมทุกรูปแบบ มีหลักฐานที่มีคุณภาพต่ำมากซึ่งหมายความว่าไม่สามารถระบุได้ว่าการทดลองที่ให้ e-health ดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบใด ๆ อย่างชัดเจนหรือไม่ (SMD -0.06, 95% CI -0.12 ถึง 0.24; RCT 5 เรื่อง, ผู้เข้าร่วมวิจัย 463 คน)

ความเสี่ยงของการมีอคติในการเลือกกลุ่มตัวอย่างในการทดลองส่วนใหญ่ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตามการทดลองทุกการทดลองมีความเสี่ยงของการมีอคติจากการไม่ได้ปกปิดผู้เข้าร่วมวิจัย หรือการประเมินผลลัพธ์อยู่ในระดับที่ไม่ชัดเจนหรือมีความเสี่ยงระดับสูง มีเพียง 1 การศึกษาเท่านั้นที่มีการเผยแพร่ขั้นตอนของการดำเนินการทดลอง มี 2 การศึกษา มีข้อมูลผลลัพธ์ที่ไม่สมบูรณ์ การศึกษาทั้งหมดดำเนินการโดยผู้ที่พัฒนาโปรแกรมการทดลองนำมาสู่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดอคติอื่น ๆ ไม่พบการรายงานว่ามีการเกิดผลข้างเคียง

บันทึกการแปล: 

ผู้แปล สมพร รุ่งเรืองกลกิจ แปล วันที่ 10 เมษายน 2021

Tools
Information
Share/Save