ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ประโยชน์และโทษของการใช้ยาหยอดตาคอร์ติโคสเตียรอยด์เพื่อรักษาภาวะตาแห้ง

ตาแห้งคืออะไร

ตาแห้งเป็นภาวะทั่วไปที่เกิดขึ้นเมื่อน้ำตาไม่สามารถให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตาได้เพียงพอ มีหลากหลายปัจจัยที่ส่งผลทำให้น้ำตามีปริมาณไม่เพียงพอและไม่เสถียร อาทิเช่น ตาแห้งอาจเกิดขึ้นเมื่อร่างกายผลิตน้ำตาลดลงหรือน้ำตาที่ผลิตออกมามีคุณภาพไม่ดี ความไม่เสถียรของน้ำตาส่งผลให้เกิดการอักเสบและความเสียหายต่อพื้นผิวกระจกตา ตาแห้งยังส่งผลให้รู้สึกไม่สบายตา รู้สึกแสบตาหรือแสบร้อน และบางครั้งอาจมองเห็นไม่ชัด

มีการรักษาอย่างไร

มีการรักษาที่หลากหลายสำหรับภาวะตาแห้ง สำหรับตาแห้งที่เกิดจากการขาดชั้นน้ำในน้ำตา อาจใช้วิธีการรักษา ได้แก่ การหยอดน้ำตาเทียม การใช้สารกระตุ้นการผลิตน้ำตา การหยอดตาซีรั่มและการปิดจุกท่อน้ำตา สำหรับอาการตาแห้งที่เกิดจากการอุดตันของการหลั่งของชั้นไขมันในน้ำตา ทางเลือกในการรักษาอาจรวมถึงการใช้ยาหยอดตาปฏิชีวนะ การประคบอุ่น และยาต้านการอักเสบ เช่น คอร์ติโคสเตียรอยด์และไซโคลสปอริน เอ โดยยาหยอดตาคอร์ติโคสเตียรอยด์มักถูกนำมาใช้ในระยะเวลาสั้นๆเพื่อลดกระบวนการอักเสบและบรรเทาอาการ เนื่องจากการใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานานมักพบปัญหาความดันตาสูงและการเกิดต้อกระจก

สิ่งที่เราต้องการทราบคืออะไร

เพื่อประเมินว่ายาหยอดตาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ไม่ว่าจะใช้เพียงอย่างเดียวหรือใช้ร่วมกับยาอื่น สามารถบรรเทาอาการตาแห้งหรือส่งผลเพิ่มคะแนนในการทดสอบที่ใช้ในการวินิจฉัยหรือติดตามอาการตาแห้งได้หรือไม่ รวมถึงเพื่อตรวจสอบว่ายาหยอดตาคอร์ติโคสเตียรอยด์ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ต่อดวงตาหรือไม่

สิ่งที่เราทำ

เราดำเนินการทบทวนอย่างเป็นระบบ และค้นหาการศึกษาวิจัยที่เปรียบเทียบผลของยาหยอดตาคอร์ติโคสเตียรอยด์กับกลุ่มที่ได้ยาหยอดตาเพิ่มความชุ่นชื้นหรือได้รับการรักษาที่อื่น หรือไม่ได้รับการรักษาเลย เราสรุปผลการศึกษาเหล่านี้และจัดลำดับหลักฐานตามจำนวนผู้เข้าร่วมการศึกษาและวิธีการที่ใช้ในการศึกษา

สิ่งที่เราค้นพบ

เราได้ค้นพบการทดลองทางคลินิก 22 ฉบับ จำนวนผู้เข้าร่วมทั้งหมด 4169 รายที่มีอาการตาแห้ง การทดลองส่วนใหญ่ศึกษาในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีอายุเฉลี่ยระหว่าง 50 ถึง 67 ปี ยกเว้นการทดลองหนึ่งที่ศึกษาในเด็กที่มีอายุระหว่าง 3 ถึง 14 ปี ระยะเวลาการรักษาอยู่ในช่วงระหว่าง 7 วัน และ 3 เดือน เมื่อเปรียบเทียบกับยาหยอดตาเพิ่มความชุ่มชื้นอื่นๆ เช่น น้ำตาเทียม หรือไซโคลสปอริน เอ ยาหยอดตาคอร์ติโคสเตียรอยด์พบว่ามีประสิทธิผลในการบรรเทาอาการระคายเคืองตาที่ผู้ป่วยรายงานในตอนแรกและช่วยพัฒนาผลทดสอบทางคลินิกของผู้ป่วย เช่น การย้อมสีกระจกตา ซึ่งเป็นวิธีที่แพทย์ใช้เพื่อทดสอบความเสียหายของกระจกตา อย่างไรก็ตาม ยาหยอดตาคอร์ติโคสเตียรอยด์อาจส่งผลเพิ่มคุณภาพหรือปริมาณของน้ำตาเพียงเล็กน้อยหรือแทบจะไม่ส่งผลเลย ในขณะเดียวกัน ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่ายาหยอดตาสเตียรอยด์ส่งผลเพิ่มหรือลดโอกาสในการเกิดความดันลูกตาสูงขึ้น การเกิดใหม่ของต้อกระจก หรือการทำให้ต้อกระจกที่มีอยู่แย่ลง

ข้อจำกัดของหลักฐานคืออะไร

มากกว่าครึ่งหนึ่งของการศึกษาที่รวบรวมมา มีวิธีการศึกษาที่มีข้อบกพร่องหรือไม่ได้รายงานผลอย่างครบถ้วน ข้อบกพร่องเหล่านี้สร้างความกังวลเกี่ยวกับผลการศึกษา และลดความเชื่อมั่นของทีมผู้ค้นคว้าต่อหลักฐานที่รวบรวมมาในการทบทวนอย่างเป็นระบบนี้

หลักฐานนี้เป็นปัจจุบันแค่ไหน

หลักฐานเป็นปัจจุบัน ณ เดือนสิงหาคม ปีค.ศ.2021

บทนำ

โรคตาแห้ง (Dry eye disease; DED) เกิดจากปัจจัยก่อโรคที่หลากหลาย ส่งผลลดเสถียรภาพของชั้นฟิล์มน้ำตา ทำให้พื้นผิวกระจกตาเสียหาย และเปลี่ยนแปลงการรับประสาทสัมผัสของดวงตา คนไข้ DED มักมีอาการแสดง ได้แก่ ตาแห้ง แสบร้อน คันตา ปวดตา และอาจมีการมองเห็นบกพร่อง เนื่องจากยาหยอดตาสเตียรอยด์มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ จึงนิยมนำมาใช้ในช่วงระยะเวลาสั้นเพื่อรักษาโรคตาแห้ง (DED) การใช้ยาหยอดตาสเตียรอยด์ในระยะยาว อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดความดันลูกตาสูง ต้อกระจก และการติดเชื้อ การทดลองเปรียบเทียบประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาหยอดตาสเตียรอยด์ กับยาอื่น จึงมักศึกษาผลลัพธ์ในช่วงระยะสั้น (ช่วง 3 ถึง 8 สัปดาห์)

วัตถุประสงค์

เพื่อประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดใช้เฉพาะที่ เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ได้รับการรักษา, ยาหลอก, การรักษาด้วยยาสเตียรอยด์หรือยาที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ชนิดอื่น หรือได้รับการรักษาแบบผสมผสานระหว่างยาหยอดตาหลายชนิด สำหรับภาวะตาแห้ง (DED)

วิธีการสืบค้น

เราทำการค้นคว้าในแหล่งข้อมูล Cochrane Central Register of Controlled Trials (CENTRAL ซึ่งประกอบด้วย Cochrane Eyes and Vision Trials Register ปี 2021 ฉบับที่ 8); Ovid MEDLINE; Ovid Embase; Latin American and Caribbean Health Sciences database (LILACS); ClinicalTrials.gov; และ the World Health Organization (WHO) International Clinical Trials Registry Platform (ICTRP) โดยไม่มีข้อจำกัดด้านภาษาหรือปีที่พิมพ์ วันที่ทำการค้นหาครั้งสุดท้าย คือวันที่ 20 สิงหาคม ปีค.ศ.2021

เกณฑ์การคัดเลือก

เราได้รวบรวมการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (RCT) ทั้งหมดซึ่งเปรียบเทียบการใช้ยาหยอดตาคอร์ติโคสเตียรอยด์เพียงอย่างเดียวหรือใช้ร่วมกับยาหยอดตาโทบราไมซิน กับกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษา กลุ่มที่ได้น้ำตาเทียมหยอดตา กลุ่มที่ได้น้ำตาเทียมหยอดตาร่วมกับยาหยอดตาโทบราไมซิน หรือกลุ่มที่ได้ยาหยอดตาไซโคลสปอริน เอ (CsA)

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

ใช้วิธีการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลตามมาตรฐานของ Cochrane

ผลการวิจัย

เราค้นพบทั้งหมด 22 รายการทดลองวิจัยแบบสุ่มที่มีการควบคุม โดยได้ถูกจัดทำในสหรัฐอเมริกา อิตาลี สเปน จีน เกาหลีใต้ และอินเดีย และรายงานข้อมูลผลลัพธ์จากผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 4169 รายที่เป็นโรคตาแห้ง (DED) 

ลักษณะของการศึกษาและความเสี่ยงของการมีอคติ

การทดลองทั้งหมดรับสมัครผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป ยกเว้นการทดลองหนึ่งฉบับที่รับสมัครเด็กและวัยรุ่นอายุระหว่าง 3 ถึง 14 ปี ครึ่งหนึ่งของการทดลองทั้งหมดมีอาสาสมัครส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ค่ามัธยฐาน 79% และ ช่วงควอร์ไทล์ [IQR] 76% ถึง 80%) แต่ละการทดลองมีผู้เข้าร่วมโดยเฉลี่ย 86 คน (IQR 40 ถึง 158) ระยะเวลาการรักษาด้วยยาหยอดตาสเตียรอยด์อยู่ระหว่าง 1 สัปดาห์ถึง 3 เดือน ส่วนระยะเวลาการศึกษาอยู่ระหว่าง 1 สัปดาห์ถึง 6 เดือน มี 8 การศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนโดยบริษัทยาเพียงอย่างเดียว และอีก 4 การศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนร่วมโดยบริษัทยาร่วมกับกองทุนของสถาบันวิจัยหรือรัฐบาล ผู้ค้นคว้าใช้เครื่องมือวิเคราะห์ RoB 2 เพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดอคติของผลลัพธทั้งเชิงอัตนัยและเชิงวัตถุ พบว่าการทดลองเกือบครึ่งหนึ่งเกิดความเสี่ยงสูงในขั้นตอนการคัดเลือกผลลัพธ์มานำเสนอ

ผลการศึกษา

จากทั้งหมด 22 การทดลอง มี 16 การทดลองที่ศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของกลุ่มคนไข้ที่ได้รับยาหยอดตาสเตียรอยด์เพียงอย่างเดียวหรือได้รับร่วมกับยาหยอดตาโทบราไมซิน กับกลุ่มคนไข้ที่ได้รับกลุ่มยาหยอดตาเพิ่มความชุ่มชื้น กลุ่มยาหยอดตาเพิ่มความชุ่มชื้นร่วมกับยาโทบราไมซิน หรือกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษาใด ยาหยอดตาคอร์ติโคสเตียรอยด์มีผลเล็กน้อยถึงปานกลางในการบรรเทาอาการระคายเคืองตาที่ผู้ป่วยรายงานในตอนแรก โดยมีค่าความแตกต่างเฉลี่ยมาตรฐาน (SMD) 0.29 เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ยาหยอดตาเพิ่มความชุ่มชื้น (ช่วงความเชื่อมั่น 95% [CI] 0.16 ถึง 0.42; หลักฐานความเชื่อมั่นปานกลาง) และยาหยอดตาสเตียรอยด์มีผลกระทบเล็กน้อยถึงปานกลางในการลดคะแนนการย้อมกระจกตาลง 0.4 SMD (95% CI 0.18 ถึง 0.62; หลักฐานความเชื่อมั่นปานกลาง) อย่างไรก็ตาม ยาหยอดตาสเตียรอยด์อาจเพิ่มระยะเวลาในการแตกตัวของฟิล์มน้ำตา (TBUT) เพียงเล็กน้อย (ค่าความแตกต่างเฉลี่ย [MD] 0.70 วินาที, ช่วง CI 95% 0.06 ถึง 1.34; หลักฐานความเชื่อมั่นต่ำ) แต่ไม่เพิ่มค่าความเข้มข้นออสโมลาร์ของน้ำตา (MD 1.60 mOsm/kg, ช่วง CI 95% −10.47 ถึง 13.67; หลักฐานความเชื่อมั่นต่ำมาก) 

มี 6 การทดลองศึกษากลุ่มคนไข้ที่ได้ยาหยอดตาสเตียรอยด์เพียงอย่างเดียวหรือหยอดร่วมกับยาไซโคลสปอริน เอ เปรียบเทียบกับกลุ่มคนไข้ที่ได้ยาหยอดตาไซโคลสปอริน เอเพียงอย่างเดียว ถึงแม้หลักฐานมีความน่าเชื่อถือในระดับต่ำ การใช้ยาหยอดตาสเตียรอยด์ เมื่อเปรียบเทียบกับยาหยอดตาไซโคลสปอริน เอ อาจมีผลบรรเทาอาการของผู้เข้าร่วมได้ดีกว่าเล็กน้อยถึงปานกลาง (SMD −0.33, 95% CI −0.51 ถึง −0.15) แต่มีผลต่อคะแนนการย้อมสีกระจกตามากกว่าเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่แตกต่างเลย (SMD 0.05, 95% CI −0.25 ถึง 0.35) อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถสรุปความแตกต่างได้อย่างแน่ชัดระหว่างยาหยอดตาสเตียรอยด์กับยาหยอดตาไซโคลสปอริน เอ ในเรื่องผลต่อระยะเวลาในการแตกตัวของฟิล์มน้ำตา (TBUT) (MD 0.37 วินาที, 95% CI −0.13 ถึง 0.87) และ ความเข้มข้นของน้ำตา (MD 5.80 mOsm/kg, 95% CI −0.94 ถึง 12.54; loteprednol etabonate เพียงอย่างเดียว) เนื่องจาก ความเชื่อมั่นของหลักฐานอยู่ในระดับต่ำหรือต่ำมาก ยังไม่พบการศึกษาค้นคว้าใดรายงานผลเปรียบเทียบในด้านคะแนนคุณภาพชีวิต

ผลข้างเคียง

ยังไม่พบข้อสรุปที่แน่ชัดในเรื่องผลข้างเคียงเชิงลบต่อดวงตาจากยาหยอดตาคอร์ติโคสเตียรอยด์ เมื่อเปรียบเทียบกับยาหยอดตากลุ่มเพิ่มความชุ่มชื้น ยาหยอดตาคอร์ติโคสเตียรอยด์อาจเพิ่มความเสี่ยงของผู้เข้าร่วมในการเพิ่มความดันลูกตา (IOP) (อัตราส่วนความเสี่ยงเพิ่มขึ้น RR 5.96, 95% CI 1.30 ถึง 27.38) อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มคนไข้ที่ใช้ยาหยอดตาไซโคลสปอริน เอ เพียงอย่างเดียว กลุ่มคนไข้ที่หยอดยาสเตียรอยด์เพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับยาหยอดตาไซโคลสปอริน เอ (CsA) ส่งผลลดหรือเพิ่มระดับความดันลูกตา (RR 1.45, 95% CI 0.25 ถึง 8.33) นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับยาหยอดตาเพิ่มความชุ่มชื้น ยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่ายาหยอดตาสเตียรอยด์เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจก (RR 0.34, 95% CI 0.01 ถึง 8.22) เนื่องจากเป็นผลข้างเคียงในระยะยาว แต่การศึกษามักติดตามผลข้างเคียงที่เกิดในระยะสั้น (4 สัปดาห์หรือน้อยกว่า) 

ข้อสรุปของผู้วิจัย

โดยรวมแล้ว หลักฐานที่สนับสนุนข้อสรุปมีความเชื่อมั่นระดับปานกลางถึงต่ำมาก ซึ่งเป็นผลมาจากความเสี่ยงสูงในการเกิดอคติระหว่างการเลือกรายงานผลการศึกษา สำหรับผู้ป่วยตาแห้งที่มีอาการรุนแรงในระดับที่ต้องได้รับการควบคุมการอักเสบ ยาหยอดตาคอร์ติโคสเตียรอยด์อาจช่วยบรรเทาอาการได้ดีกว่ายาหยอดตาเพิ่มความชุ่นชื้นและยาหยอดตาไซโคลสปอริน เอ เพียงเล็กน้อยถึงปานกลาง อย่างไรก็ตาม หลักฐานในปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าสเตียรอยด์มีผลช่วยเพิ่มคุณภาพหรือปริมาณของฟิล์มน้ำตา รวมถึงในเรื่องผลข้างเคียงเชิงลบของยาหยอดตาคอร์ติโคสเตียรอยด์ต่อการเพิ่มขึ้นของความดันลูกตาและการเกิดหรือการลุกลามของต้อกระจก การศึกษาในอนาคตควรมุ่งเน้นสร้างหลักฐานที่มีความน่าเชื่อมั่นในระดับสูง เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับแพทย์และผู้ป่วยถึงวิธีการนำยาหยอดตาคอร์ติโคสเตียรอยด์มาใช้อย่างเหมาะสม ในแง่ของรูปแบบการรักษา (ชนิด สูตร ขนาดยา) ระยะเวลา และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้ยาที่ระยะเวลาต่างๆ

บันทึกการแปล

แปลโดย พญ.ปสุตา ธรรมิกสกุล วันที่ 24 สิงหาคม 2025

การอ้างอิง
Liu S-H, Saldanha IJ, Abraham AG, Rittiphairoj T, Hauswirth S, Gregory D, Ifantides C, Li T. Topical corticosteroids for dry eye. Cochrane Database of Systematic Reviews 2022, Issue 10. Art. No.: CD015070. DOI: 10.1002/14651858.CD015070.pub2.

การใช้คุกกี้ของเรา

เราใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ของเรามีประสิทธิภาพ เรายังต้องการตั้งค่าการวิเคราะห์คุกกี้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเราปรับปรุงเว็บไซต์ เราจะไม่ตั้งค่าคุกกี้เสริมเว้นแต่คุณจะเปิดใช้งาน การใช้เครื่องมือนี้จะตั้งค่าคุกกี้บนอุปกรณ์ของคุณเพื่อจดจำการตั้งค่าของคุณ คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าคุกกี้ได้ตลอดเวลาโดยคลิกที่ลิงก์ 'การตั้งค่าคุกกี้' ที่ส่วนท้ายของทุกหน้า
สำหรับข้อมูลโดยละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุกกี้ที่เราใช้ โปรดดู หน้าคุกกี้

ยอมรับทั้งหมด
กำหนดค่า