เหตุใดการพัฒนาการวินิจฉัยโรคต้อหินมุมปิดชนิดปฐมภูมิจึงมีความสำคัญ
โรคต้อหินเป็นกลุ่มโรคทางตาที่ทำให้เส้นประสาทตาซึ่งอยู่ด้านหลังของดวงตาได้รับความเสียหาย หากไม่ได้รับการรักษา โรคต้อหินอาจนำไปสู่ภาวะตาบอดได้ โรคต้อหินมุมปิดชนิดปฐมภูมิ เป็นโรคต้อหินชนิดหนึ่งที่เกิดจากการตีบตันหรืออุดตันของทางระบายของเหลวภายในดวงตา (เรียกว่า มุมตา) ทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้นและสูญเสียการมองเห็น จำนวนผู้ป่วยโรคต้อหินมุมปิดชนิดปฐมภูมิคิดเป็น 1 ใน 4 ของจำนวนผู้ป่วยโรคต้อหินทั้งหมดทั่วโลก และมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นมากกว่าโรคต้อหินมุมเปิดชนิดปฐมภูมิ ซึ่งพบได้บ่อยกว่า
มีวิธีการตรวจที่ไม่ต้องสัมผัสลูกตาหลายวิธีที่สามารถระบุผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคต้อหินมุมปิดชนิดปฐมภูมิได้ ทั้งในชุมชนหรือคลินิกที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ผู้ที่มีผลตรวจเป็นบวกจะถูกส่งตัวไปตรวจเพิ่มเติมกับผู้เชี่ยวชาญ และอาจได้รับการรักษาต่อไป หากตรวจไม่พบภาวะนี้ (ผลลบเท็จ) อาจส่งผลให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทตาและนำไปสู่การตาบอดได้ การวินิจฉัยที่ผิดพลาด (ผลบวกเท็จ) อาจนำไปสู่การตรวจเพิ่มเติมที่ไม่จำเป็น ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง
วัตถุประสงค์ของการทบทวนวรรณกรรมนี้คืออะไร
จุดประสงค์ของการทบทวนนี้คือ เพื่อหาว่าการตรวจคัดกรองโดยไม่สัมผัสลูกตามีความแม่นยำเพียงใดในการระบุผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อหินมุมปิดชนิดปฐมภูมิ
การทบทวนวรรณกรรมนี้ศึกษาอะไร
เราสำรวจการตรวจคัดกรองโดยไม่สัมผัสลูกตาทั้งหมด 5 วิธี การตรวจเหล่านี้มีตั้งแต่การทดสอบแบบง่าย ๆ ที่ต้องใช้ไฟฉายแบบปากกาหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่หาได้ทั่วไปอย่าง slit lamp (การทดสอบด้วยไฟฉายแบบเฉียง (oblique flashlight test); การวัดความลึกของช่องหน้าม่านตาบริเวณขอบกระจกตา (LACD)) ไปจนถึงอุปกรณ์ถ่ายภาพที่ซับซ้อน (การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้แสงร่วมกับการตรวจวัดความสอดคล้องของส่วนหน้าลูกตา (AS-OCT), การถ่ายภาพแบบ Scheimpflug และเครื่องวิเคราะห์ความลึกของช่องหน้าม่านตาบริเวณรอบนอกแบบสแกน (SPAC)) ที่สามารถสแกนและวัดขนาดของมุมระบายน้ำได้
ผลลัพธ์หลักจากการวิจัยทบทวนวรรณกรรมนี้มีอะไรบ้าง
การทบทวนนี้รวมการศึกษาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 47 การศึกษา โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 26,151 คน มี 27 การศึกษา ที่ประเมิน AS-OCT, 17 การศึกษาประเมิน LACD, 9 การศึกษาประเมินการถ่ายภาพแบบ Scheimpflug, 6 การศึกษาประเมิน SPAC และ 5 การศึกษาประเมินการทดสอบด้วยไฟฉาย (flashlight test)
ประสิทธิภาพในการวินิจฉัยโดยรวมของ LACD นั้นคล้ายคลึงกับเทคโนโลยีการถ่ายภาพขั้นสูงกว่า เช่น AS-OCT, การถ่ายภาพแบบ Scheimpflug และ SPAC อย่างไรก็ตาม พบว่าการทดสอบด้วยไฟฉาย (flashlight test) มีประสิทธิภาพที่ด้อยกว่า ยกตัวอย่างเช่น หากทำการทดสอบ LACD ในคน 1000 คน โดยในจำนวนนี้ 100 คนที่มีความเสี่ยงต่อภาวะต้อหินมุมปิดชนิดปฐมภูมิ คาดว่าจะตรวจพบผู้ที่มีความเสี่ยงได้อย่างถูกต้องประมาณ 83 คน และตรวจไม่พบใน 17 คน (ผลลบเท็จ) การทดสอบนี้จะระบุผู้ที่ไม่มีความเสี่ยงต่อโรคต้อหินมุมปิดได้อย่างถูกต้องใน 792 คนจากทั้งหมด 900 คน และจำแนกผิดพลาดใน 108 คน (12%) ซึ่งจะถูกส่งต่อโดยไม่จำเป็น (ผลบวกเท็จ)
ผลการศึกษาที่นำมาวิเคราะห์ในครั้งนี้มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด
งานวิจัยส่วนใหญ่มีคุณภาพต่ำจากวิธีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมหรือวิธีการดำเนินการทดสอบ สิ่งนี้อาจทำให้ผลการทดสอบดูแม่นยำกว่าความเป็นจริง ดังนั้น เราจึงไม่สามารถมั่นใจได้ว่าการตรวจดังกล่าวจะให้ผลลัพธ์ตามที่รายงานไว้เสมอไป
การทบทวนวรรณกรรมนี้ถูกนำไปประยุกต์ใช้อย่างไร
การศึกษาที่รวมอยู่ในการทบทวนวรรณกรรมนี้ ส่วนใหญ่ถูกดำเนินการในทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีผู้ป่วยโรคต้อหินมุมปิดชนิดปฐมภูมิมากที่สุด ผลการศึกษาทบทวนนี้แสดงให้เห็นว่า LACD ซึ่งเป็นการทดสอบที่รวดเร็วและง่ายดาย สามารถทำได้โดยใช้การฝึกอบรมเพียงเล็กน้อย สามารถระบุบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อโรคต้อหินมุมปิดชนิดปฐมภูมิได้ และนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที แม้ว่าการทดสอบนี้อาจเกิดความผิดพลาดในการตรวจพบผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะดังกล่าวได้ประมาณ 1 ใน 6 และนำไปสู่การส่งต่อผู้ป่วยเกินความจำเป็นถึง 12% การทดสอบนี้ก็อาจมีประโยชน์สำหรับการคัดกรองแบบเจาะจงในพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดภาวะดังกล่าวสูง
การทบทวนวรรณกรรมนี้เป็นปัจจุบันแค่ไหน
การทบทวนนี้เป็นปัจจุบันจนถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2019
อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
โรคต้อหินมุมปิดชนิดปฐมภูมิ (PACG) เป็นสาเหตุของภาวะตาบอดจากโรคต้อหินถึง 50% ทั่วโลก ผู้ป่วยโรค PACG จำนวนมากกว่า 3 ใน 4 อาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย ในกลุ่มประชากรเหล่านี้ โรค PACG มักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป นำไปสู่ภาวะความดันในลูกตาที่สูงขึ้นอย่างเรื้อรังและก่อให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทตา โดยภาวะนี้มักไม่มีอาการแสดง การตรวจคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะต้อหินมุมปิดโดยไม่สัมผัสลูกตา สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและดำเนินการโดยบุคลากรทางการแพทย์หรือช่างเทคนิคที่ได้รับการฝึกอบรมได้อย่างเหมาะสม ในฐานะการตรวจคัดกรองเบื้องต้น หากผลตรวจเป็นบวก บุคคลนั้นจะถูกส่งตัวไปรับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินความแม่นยำในการวินิจฉัยของการตรวจแบบไม่สัมผัสลูกตา (การวัดความลึกของช่องหน้าม่านตาบริเวณขอบกระจกตา (LACD) (van Herick test); การทดสอบด้วยไฟฉายแบบเฉียง; เครื่องสแกนความลึกของช่องหน้าม่านตาบริเวณขอบ (SPAC), การถ่ายภาพ Scheimpflug; การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบออปติคอลโคเฮเรนซ์ของส่วนหน้าลูกตา (AS-OCT)) สำหรับการระบุบุคคลที่มีมุมตาอุดตัน
วิธีการสืบค้น
เราได้ค้นหาฐานข้อมูลบรรณานุกรมต่อไปนี้เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2019: ฐานข้อมูล CENTRAL; MEDLINE; Embase; BIOSIS; OpenGrey; ARIF และทะเบียนการทดลองทางคลินิก เราได้จำกัดขอบเขตการสืบค้นโดยตัดรายงานผู้ป่วย (case reports) ออก ไม่มีการจำกัดวันที่หรือภาษาในการค้นหา
เกณฑ์การคัดเลือก
เราได้รวบรวมการศึกษาทั้งแบบ cross-sectional, แบบ cohort, และแบบ case-control ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาไปข้างหน้า (prospective) หรือย้อนหลัง (retrospective) ซึ่งทำการประเมินความแม่นยำของการทดสอบอย่างน้อยหนึ่งวิธีในการระบุผู้ที่มีมุมม่านตาอุดตัน เมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจมาตรฐานผ่านการตรวจมุมม่านตา
การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้ทบทวนวรรณกรรม 2 คนได้ดึงข้อมูลและประเมินคุณภาพของข้อมูลโดยใช้เครื่องมือ QUADAS2 สำหรับแต่ละการศึกษา ในการตรวจแต่ละวิธี ได้มีการสร้างตารางแบบ 2 x 2 และทำการคำนวณหาค่าความไว (sensitivity) และความจำเพาะ (specificity) หากมีงานวิจัยตั้งแต่ 4 ฉบับขึ้นไปที่ให้ข้อมูลระดับเกณฑ์คงที่ (fixed thresholds) สำหรับแต่ละการตรวจ เราได้สร้างแบบจำลองตัวแปรคู่ (bivariate model) โดยใช้ฟังก์ชัน METANDI ในโปรแกรม STATA เพื่อคำนวณหาค่าประมาณแบบจุดรวม (pooled point estimates) สำหรับค่าความไวและความจำเพาะ สำหรับการเปรียบเทียบระหว่างการทดสอบที่ศึกษา (index tests) และกลุ่มย่อย (subgroups) เราได้ทำการทดสอบอัตราส่วนความน่าจะเป็น (likelihood ratio test) เพื่อเปรียบเทียบแบบจำลองระหว่างแบบที่มีและไม่มีตัวแปรร่วม (covariate)
ผลการวิจัย
เราได้รวบรวมการศึกษาจำนวน 47 ฉบับ ซึ่งมีผู้เข้าร่วม 26,151 คน และวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้เข้าร่วม 23,440 คน การศึกษาส่วนใหญ่ดำเนินการในทวีปเอเชีย (36 งานวิจัย คิดเป็น 76.6%) มีการศึกษา 27 ฉบับ ทำการประเมินด้วยเครื่อง AS-OCT (วิเคราะห์ข้อมูลผู้เข้าร่วม 15,580 คน), การศึกษา 17 ฉบับ ประเมินด้วย LACD (ผู้เข้าร่วม 7385 คน), การศึกษา 9 ฉบับ ประเมินการถ่ายภาพ Scheimpflug (ผู้เข้าร่วม 1616 คน), การศึกษา 6 ฉบับ ประเมิน SPAC (ผู้เข้าร่วม 5239 คน) และการศึกษา 5 ฉบับ ประเมินการทดสอบด้วยการส่องไฟฉายแนวเฉียง (oblique flashlight test) (ผู้เข้าร่วม 998 คน) ในส่วนของคุณภาพของการศึกษา พบว่ามีการศึกษา 36 ฉบับ (76.6%) ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงของการมีอคติสูง ในอย่างน้อย 1 ด้าน การศึกษาแบบ case-control design (13 การศึกษา) หรือการคัดกลุ่มตัวอย่างออกอย่างไม่เหมาะสม (6 การศึกษา) ทำให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้ป่วยในการศึกษาทั้งหมด 40.4%นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลในด้านการทดสอบที่ศึกษา (index test domain) ใน 59.6% ของการศึกษา เกิดจากการขาดการปกปิดข้อมูลหรือการกำหนดเกณฑ์ที่เหมาะสมภายหลังการเก็บข้อมูล (post-hoc determination of optimal thresholds) ในบรรดาการศึกษาที่ไม่ได้ใช้รูปแบบการศึกษาแบบ case-control design มีทั้งหมด 16 ฉบับ (ผู้เข้าร่วม 20,599 คน) ที่ดำเนินการในสถานพยาบาลปฐมภูมิ/ชุมชน และการศึกษาทั้งหมด 18 ฉบับ (ผู้เข้าร่วม 2590 คน) ที่ดำเนินการในสถานพยาบาลทุติยภูมิ ซึ่งในจำนวนนี้ 15 ฉบับเป็นการศึกษาที่ประเมินด้วย LACD
มีการคำนวณค่าประมาณโดยสรุปสำหรับพารามิเตอร์และเกณฑ์สำหรับแต่ละการตรวจ ดังนี้ LACD ≤ 25% (16 การศึกษา, 7540 ตา): ความไว 0.83 (95%CI 0.74, 0.90), ความจำเพาะ 0.88 (95% CI 0.84, 0.92) (ความเชื่อมั่นปานกลาง); การทดสอบด้วยไฟฉาย (ระดับ 1) (5 การศึกษา, 1188 ตา): ความไว 0.51 (95% CI 0.25, 0.76), ความจำเพาะ 0.92 (95% CI 0.70, 0.98) (ความเชื่อมั่นต่ำ); SPAC (≤ 5 และ/หรือ S หรือ P) (4 การศึกษา, 4677 ตา): ความไว 0.83 (95% CI 0.70, 0.91), ความจำเพาะ 0.78 (95% CI 0.70, 0.83) (ความเชื่อมั่นปานกลาง); การถ่ายภาพ Scheimpflug (central ACD) (9 การศึกษา, 1698 ตา): ความไว 0.92 (95% CI 0.84, 0.96), ความจำเพาะ 0.86 (95% CI 0.76, 0.93) (ความเชื่อมั่นปานกลาง); AS-OCT (การตัดสินด้วยดุลยพินิจของผู้ตรวจเกี่ยวกับภาวะอุดตัน) (13 การศึกษา, 9242 ตา): ความไว 0.85 (95% CI 0.76, 0.91); ความจำเพาะ 0.71 (95% CI 0.62, 0.78) (ความเชื่อมั่นปานกลาง)
สำหรับการเปรียบเทียบความไวและความจำเพาะระหว่างการตรวจต่าง ๆ (index tests) ) เราใช้ LACD (≤ 25%) เป็นกลุ่มอ้างอิง จากการทดสอบด้วยไฟฉาย (เกณฑ์ระดับ 1) พบว่ามีความไวต่ำกว่า LACD อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (≤ 25%) ในขณะที่ AS-OCT (โดยใช้ดุลยพินิจของผู้ตรวจ) มีค่าความจำเพาะต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสำหรับการเปรียบเทียบการตรวจอื่นๆ ( other index test) มีการวิเคราะห์กลุ่มย่อยสำหรับ LACD (≤ 25%) โดยเปรียบเทียบระหว่างสถานพยาบาลชุมชน (7 การศึกษา อัตราการแพร่ระบาด 14.4%) กับสถานพยาบาลระดับทุติยภูมิ (7 การศึกษา อัตราการแพร่ระบาด 42%) พบว่าไม่มีหลักฐานที่แสดงถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในประสิทธิภาพการตรวจตามบริบทของสถานพยาบาล
หากทำการตรวจ LACD ในผู้ป่วย 1000 รายที่มีความเสี่ยงต่อภาวะต้อหินมุมปิด โดยมีอัตราการพบภาวะมุมปิดที่ 10% การตรวจ LACD จะพลาดการวินิจฉัยประมาณ 17 รายจากคนที่มีมุมปิด 100 ราย และจะจำแนกผู้ป่วย 108 รายจาก 900 ที่ไม่มีภาวะต้อหินมุมปิดผิดพลาด
ข้อสรุปของผู้วิจัย
ผลการศึกษาพบว่า LACD มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการตรวจโดยใช้เทคโนโลยีการถ่ายภาพขั้นสูง จึงยืนยันถึงศักยภาพของการตรวจนี้ในการตรวจหาภาวะมุมตาอุดตันในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านระเบียบวิธีวิจัยในการศึกษาต่าง ๆ อาจทำให้การประมาณค่าความแม่นยำของการตรวจสูงกว่าที่คาดหวังไว้หากนำไปใช้ในทางปฏิบัติ ดังนั้น ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาที่มีคุณภาพสูงเพื่อประเมินประสิทธิภาพของการตรวจแบบไม่สัมผัสลูกตาเพื่อประเมินมุมตาในทั้งสถานพยาบาลชุมชนและสถานพยาบาลระดับทุติยภูมิ
แปลโดย น.ส.ภาวาส ตันติวงศ์โกสีย์ วันที่ 16 พฤษภาคม 2026
Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก