โรคหูชั้นกลางอักเสบแบบมีน้ำขัง (OME) หรือภาวะ 'glue ear' เป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากในเด็ก โดยภาวะสูญเสียการได้ยินและความรู้สึกไม่สบายหู โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีน้ำขังในหูทั้งสองข้างและเป็นต่อเนื่องยาวนาน อาจนำไปสู่ปัญหาด้านภาษา พัฒนาการ และพฤติกรรมของเด็กได้ ทางเลือกในการรักษามีอยู่หลายวิธี ได้แก่ ยาสเตียรอยด์ ยาปฏิชีวนะ ยาลดอาการคัดจมูก ยาต้านฮิสตามีน (ยาแก้แพ้) และการผ่าตัด (การใส่ท่อระบายในแก้วหู (grommets หรือ ventilation tubes)) การผ่าตัดใส่ท่อระบายในแก้วหูถือเป็นหนึ่งในการผ่าตัดที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็ก อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษาที่ดีที่สุดยังคงเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากภาวะ 'glue ear' มักจะสามารถหายได้เองตามธรรมชาติภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน
การเป่าลมเข้าหูชั้นกลาง (Autoinflation) เป็นเทคนิคที่ช่วยทำให้ท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube ซึ่งเป็นท่อที่เชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลางกับโพรงจมูกส่วนหลัง) เปิดออกอีกครั้งโดยการเพิ่มความดันในโพรงจมูก วิธีการนี้สามารถทำได้โดยการพ่นลมหายใจออกแรงๆ ในขณะที่ปิดปากและบีบจมูก การเป่าลูกโป่งผ่านรูจมูกแต่ละข้าง หรือการใช้หน้ากากครอบดมยา (anaesthetic mask) จุดมุ่งหมายคือการนำอากาศเข้าไปในหูชั้นกลางผ่านทางท่อยูสเตเชียน เพื่อปรับความดันให้สมดุลและช่วยให้การระบายของเหลวที่ขังอยู่ทำได้ดีขึ้น
การทบทวนวรรณกรรมนี้ได้รวบรวมการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมจำนวน 8 ฉบับ ที่เกี่ยวกับการใช้วิธีเป่าลมเข้าหูชั้นกลาง (autoinflation) สำหรับภาวะ 'glue ear' การศึกษาทั้งหมดล้วนเป็นการศึกษาขนาดเล็ก มีระยะเวลาในการรักษาที่จำกัด และมีระยะเวลาในการติดตามผลที่สั้น
ผู้นิพนธ์การทบทวนวรรณกรรมได้ใช้ตัวชี้วัดผลลัพธ์แบบรวม (combined outcome measure) ซึ่งครอบคลุมถึงผลลัพธ์ใดๆ ที่บ่งชี้ถึงอาการที่ดีขึ้น (ตามนิยามที่กำหนดไว้ในการศึกษาแต่ละฉบับ) และได้ทำการวัดผลลัพธ์ ณ ช่วงเวลา 'ไม่เกิน 1 เดือน' และ 'มากกว่า 1 เดือน' การแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ดีขึ้นนั้น พบได้เฉพาะในการวิเคราะห์ผลที่ระยะเวลา 'มากกว่า 1 เดือน' เท่านั้น การวิเคราะห์กลุ่มย่อยตามรูปแบบของวิธีการรักษา พบว่าการใช้อุปกรณ์ Politzer ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในระยะเวลาน้อยกว่า 1 เดือนและมากกว่า 1 เดือน ไม่มีการศึกษาใดที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของอุบัติการณ์การเกิดผลข้างเคียงระหว่างกลุ่มเปรียบเทียบ
ผู้นิพนธ์สรุปว่า หลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนการใช้วิธีเป่าลมเข้าหูชั้นกลาง (autoinflation) ในระยะสั้นนั้นมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี เนื่องจากมีจำนวนการศึกษาที่จำกัดและขาดการติดตามผลในระยะยาว จึงยังไม่สามารถระบุถึงผลลัพธ์ในระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ได้
อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
บทนำ
นี่คือฉบับปรับปรุงของการทบทวนวรรณกรรมของ Cochrane ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในฐานข้อมูล The Cochrane Library ฉบับที่ 4 ปี 2006
โรคหูชั้นกลางอักเสบแบบมีน้ำขัง (OME) หรือภาวะ glue ear คือภาวะที่มีการสะสมของของเหลวในหูชั้นกลาง โดยปราศจากการอักเสบหรือการติดเชื้อแบบเฉียบพลัน ภาวะนี้เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะสูญเสียการได้ยินที่เกิดขึ้นในภายหลังของวัยเด็ก และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ต้องมีการใส่ท่อระบายน้ำในแก้วหู (grommets) แนวทางการรักษาที่อาจนำมาใช้ ได้แก่ ยาลดอาการคัดจมูก ยาละลายมูก ยาสเตียรอยด์ ยาต้านฮิสตามีน (ยาแก้แพ้) และยาปฏิชีวนะ อุปกรณ์ช่วยเป่าลมเข้าหูชั้นกลางได้รับการเสนอให้เป็นวิธีการทางกายภาพแบบง่ายๆ เพื่อช่วยให้อาการของภาวะ 'glue ear' ดีขึ้น
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการใช้วิธีเป่าลมเข้าหูชั้นกลางเปรียบเทียบกับการไม่ได้รับการรักษา ในเด็กและผู้ใหญ่ที่มีโรคหูชั้นกลางอักเสบแบบมีน้ำขัง
วิธีการสืบค้น
เราได้ทำการสืบค้นข้อมูลจาก Cochrane Ear, Nose and Throat Disorders Group Trials Register; Cochrane Central Register of Controlled Trials (CENTRAL); PubMed; EMBASE; CINAHL; Web of Science; BIOSIS Previews; Cambridge Scientific Abstracts; ICTRP และแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆ เพื่อค้นหาการศึกษาทดลองทั้งที่ได้รับการตีพิมพ์และไม่ได้รับการตีพิมพ์ วันที่ทำการค้นหาล่าสุดคือวันที่ 12 เมษายน 2013
เกณฑ์การคัดเลือก
เราได้คัดเลือกการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมที่เปรียบเทียบการเป่าลมเข้าหูชั้นกลาง (autoinflation) ในรูปแบบใดๆ ก็ตาม กับการไม่ใช้วิธีดังกล่าว ในผู้ป่วยที่มีภาวะ 'glue ear'
การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้นิพนธ์การทบทวนวรรณกรรม 2 ท่านได้ทำการประเมินการศึกษาเพื่อคัดเลือกเข้าในการทบทวน ประเมินความเสี่ยงของการมีอคติ และดึงข้อมูลจากการศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเป็นอิสระต่อกัน
ผลการวิจัย
มี 8 การศึกษา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการวิจัยรวมทั้งสิ้น 702 คน ที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก โดยรวมแล้ว การศึกษาส่วนใหญ่ได้รับการประเมินว่ามีความเสี่ยงของการมีอคติในระดับต่ำหรือระดับที่ไม่ชัดเจน โดยความเสี่ยงที่ไม่ชัดเจนนั้นมีสาเหตุหลักมาจากการขาดข้อมูลที่เพียงพอ ไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการเลือกรายงานผลการวิจัย (selective reporting)
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลรวม (pooled estimates) มีแนวโน้มสนับสนุนวิธีการรักษาดังกล่าว แต่ยังไม่พบผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากการตรวจวัดความดันและการทำงานของหูชั้นกลาง (tympanometry) (ชนิด C2 และ B) ทั้งในการติดตามผลที่ระยะเวลาน้อยกว่า 1 เดือน และมากกว่า 1 เดือนขึ้นไป ในทำนองเดียวกัน ไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญของการตรวจการได้ยินด้วยเสียงบริสุทธิ์ (pure-tone audiometry) ทั้งในรูปแบบของข้อมูลแบบจำแนกกลุ่ม (discrete) และไม่จำแนกกลุ่ม (non-discrete) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลรวมมีแนวโน้มสนับสนุนวิธีการรักษาดังกล่าว แต่ยังไม่มีนัยสำคัญทางสถิติสำหรับตัวชี้วัดรวม (composite measure) ของผลตรวจคลื่นสมรรถภาพหูชั้นกลาง (tympanogram) หรือการตรวจการได้ยิน ที่ระยะเวลาน้อยกว่า 1 เดือน อย่างไรก็ตาม ในการติดตามผลที่ระยะเวลามากกว่า 1 เดือน ผลลัพธ์ดังกล่าวมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (RRI 1.74, 95% CI 1.22 ถึง 2.50) การวิเคราะห์กลุ่มย่อยตามรูปแบบของวิธีการรักษา พบว่าการใช้อุปกรณ์ Politzer ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในระยะเวลาน้อยกว่า 1 เดือน (RRI 7.07, 95% CI 3.70 ถึง 13.51) และมากกว่า 1 เดือน (RRI 2.25, 95% CI 1.67 ถึง 3.04)
ไม่มีการศึกษาใดที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของอุบัติการณ์การเกิดผลข้างเคียงระหว่างกลุ่มเปรียบเทียบ
ข้อสรุปของผู้วิจัย
การศึกษาทั้งหมดล้วนเป็นการศึกษาขนาดเล็ก มีระยะเวลาในการรักษาที่จำกัด และมีระยะเวลาในการติดตามผลที่สั้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวิธีการนี้มีค่าใช้จ่ายต่ำและไม่มีผลข้างเคียง จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะพิจารณาใช้วิธีการเป่าลมเข้าหูชั้นกลาง (autoinflation) ในระหว่างที่รอให้โรคหูชั้นกลางอักเสบแบบมีน้ำขังหายไปเองตามธรรมชาติ สถานพยาบาลระดับปฐมภูมิอาจเป็นสถานที่ที่เป็นประโยชน์ในการประเมินวิธีการรักษาดังกล่าว และขณะนี้กำลังมีงานวิจัยในด้านนี้อย่างต่อเนื่อง งานวิจัยในอนาคตควรพิจารณาถึงระยะเวลาในการรักษา ผลกระทบระยะยาวต่อพัฒนาการของเด็ก รวมถึงตัวชี้วัดด้านคุณภาพชีวิตเพิ่มเติมสำหรับทั้งตัวเด็กและครอบครัว
แปลโดย พญ.ชุติมา ชุณหะวิจิตร วันที่ 12 กรกฎาคม 2026
Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก




