โรคคริปโตสปอริดิโอซิสเป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตในผู้ที่มีร่างกายไม่สามารถต้านทานการติดเชื้อได้ โรคนี้ก่อให้เกิดโรคทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา การทบทวนงานวิจัยนี้พบหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่า มียาชนิดใดที่สามารถลดหรือรักษาอาการของการติดเชื้อ Cryptosporidium ให้หายได้ หรือสามารถฆ่าเชื้อดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ มีหลักฐานเพียงเล็กน้อยที่บ่งชี้ว่ายา nitaxozanide สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในบุคคลที่มีภูมิคุ้มกันปกติได้
อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
โรคคริปโตสปอริดิโอซิสเป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียเป็นเวลาประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ บางครั้งอาจนานถึง 2.5 เดือนในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันปกติ และกลายเป็นโรคร้ายแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อ Cryptosporidium เป็นสาเหตุทั่วไปของโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ โรคคริปโตสปอริดิโอซิสพบได้บ่อยในผู้ติดเชื้อเอชไอวี
วัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์ของการทบทวนวรรณกรรมนี้ คือเพื่อประเมินประสิทธิภาพของวิธีการต่างๆ ในการรักษาและป้องกันโรคคริปโตสปอริดิโอซิสในบุคคลที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
วิธีการสืบค้น
เราได้ค้นหาฐานข้อมูลต่อไปนี้เพื่อหาการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม จนถึงเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 2005: Cochrane Central Register of Controlled Trials (CENTRAL), MEDLINE, AIDSLINE, AIDSearch, EMBASE, CINAHL, Current Contents, Geobase และ Environmental Sciences and Pollution Management
เกณฑ์การคัดเลือก
งานวิจัยแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม ซึ่งเปรียบเทียบการใช้ วิธีการ ใดๆ ในการรักษาหรือป้องกันโรคคริปโตสปอริดิโอซิสในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะถูกนำมาพิจารณาในการทบทวนวรรณกรรมครั้งนี้ ตัวชี้วัดผลลัพธ์ของการศึกษาด้านการรักษา ได้แก่ อาการท้องเสียที่แสดงอาการ และการกำจัดโอโอซิสต์ให้หมดไป
การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้ทบทวนวรรณกรรมสองคนได้แยกกันประเมินงานวิจัยเหล่านั้นในด้านคุณภาพของการสุ่ม, การปกปิดข้อมูล (blinding), การถอนตัวจากงานวิจัย, และความเหมาะสมของการปกปิดลำดับการสุ่ม (allocation concealment) ความเสี่ยงสัมพัทธ์ (Relative Risk) ของวิธีการรักษาแต่ละวิธี ถูกคำนวณโดยใช้ random effects model
ผลการวิจัย
มีการรวมการทดลอง 7 ฉบับ ซึ่งมีผู้เข้าร่วม 169 คน มีผู้ใหญ่ที่เป็นโรคเอดส์จำนวน 130 คนเข้าร่วมในการศึกษา 5 ฉบับ พบหลักฐานที่แสดงว่ามีความแตกต่างกันของผลการศึกษา (heterogeneity) อย่างมีนัยสำคัญ ไม่พบหลักฐานว่า nitaxozanide (RR 0.83 (95% CI 0.36-1.94)) และ paramomycin (RR 0.74 (95% CI 0.42-1.31)) ช่วยลดระยะเวลาหรือความถี่ของอาการท้องเสียเมื่อเทียบกับยาหลอก การใช้ยา nitazoxanide ส่งผลให้มีการกำจัดโอโอซิสต์ได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยาหลอกในเด็กทุกคน โดยมีอัตราความเสี่ยงสัมพัทธ์อยู่ที่ 0.52 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% 0.30-0.91) ไม่พบผลของการรักษาที่มีนัยสำคัญในผู้เข้าร่วมที่มีผลตรวจ HIV เป็นบวก (RR 0.71; ช่วงความเชื่อมั่น 95% 0.36–1.37) ผู้เข้าร่วมการวิจัยที่ไม่ติดเชื้อ HIV ที่ได้รับยา nitaxozanide มีความเสี่ยงสัมพัทธ์ในการกำจัดปรสิตได้สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.26 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% 0.09-0.80) โดยอิงจากงานวิจัยเพียงฉบับเดียว การศึกษาวิจัยเพียงฉบับเดียวที่เปรียบเทียบ spiramycin กับยาหลอก พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในการลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล (ค่าเฉลี่ยความแตกต่าง -0.40 วัน (ช่วงความเชื่อมั่น 95% -6.62-5.82)) หรือในอัตราการเสียชีวิตระหว่างกลุ่มทดลองทั้งสองกลุ่ม (อัตราส่วนความเสี่ยง 0.43 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% 0.04-4.35)) มีการศึกษาหนึ่งที่ประเมินบทบาทของสารสกัดเม็ดเลือดขาวที่ผ่านการฟอกแล้วจากวัว (bovine dialyzable leukocyte extract) โดยรายงานค่าความเสี่ยงสัมพัทธ์ (Relative Risk) ของความถี่ในการขับถ่ายที่ลดลงอยู่ที่ 0.19 (95% CI 0.03-1.19) ในขณะที่อีกการศึกษาหนึ่งเปรียบเทียบน้ำนมเหลืองจากวัวที่มีภูมิต้านทานสูง (bovine hyperimmune colostrum) กับยาหลอก และพบว่าไม่มีหลักฐานแสดงถึงการดีขึ้นของปริมาณอุจจาระ (RR 3.00, 95% CI 0.61-14.86) หรือความเข้มข้นของโอโอซิสต์ต่ออุจจาระหนึ่งมิลลิลิตร (RR 0.27, 95% CI 0.02-3.74) ไม่พบการศึกษาใดที่ประเมินด้านการป้องกัน
ข้อสรุปของผู้วิจัย
การทบทวนวรรณกรรมนี้ยืนยันว่าไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่บ่งชี้ว่ามีตัวยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคคริปโตสปอริดิโอซิส ผลการวิจัยบ่งชี้ว่า nitaxozanide ช่วยลดปริมาณปรสิตและอาจมีประโยชน์ในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันปกติ เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจร้ายแรงจากโรคคริปโตสปอริดิโอซิส จึงควรพิจารณาใช้ยา nitazoxanide ในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง การที่ยังไม่มีวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อตั้งแต่ต้น น่าเสียดายที่หลักฐานเกี่ยวกับประสิทธิผลและความคุ้มค่าของมาตรการป้องกันยังคงมีอยู่น้อย
แปลโดย พญ.ชุติมา ชุณหะวิจิตร วันที่ 20 ธันวาคม 2025
Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก