โรคหูชั้นกลางอักเสบแบบมีน้ำขัง (OME) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ glue ear หรือ serous otitis media คือภาวะที่มีของเหลวคั่งค้างอยู่อย่างต่อเนื่องในหูชั้นกลาง ที่ผ่านมาได้มีการเสนอแนวทางการรักษาไว้หลากหลายวิธี การทบทวนวรรณกรรมฉบับนี้ได้สรุปผลการศึกษาต่างๆ ที่มีการใช้ยาต้านฮิสตามีน ยาลดอาการคัดจมูก หรือการใช้ยาทั้งสองชนิดร่วมกัน และพบว่ายาดังกล่าวไม่มีประโยชน์ต่อผลลัพธ์ทั้งในระยะสั้นหรือระยะยาวแต่อย่างใด ซึ่งรวมถึงประสิทธิภาพในการกำจัดของเหลวที่ขังอยู่ ปัญหาด้านการได้ยิน หรือความจำเป็นในการส่งต่อผู้ป่วยไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพิ่มเติม นอกจากนี้ การใช้ยาเหล่านี้ยังก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่สำคัญ เช่น อาการปั่นป่วนในระบบทางเดินอาหาร อาการหงุดหงิด อาการง่วงซึม หรืออาการวิงเวียนศีรษะ ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยประมาณ 10% ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้ใช้ยาต้านฮิสตามีน ยาลดอาการคัดจมูก หรือการใช้ยาทั้งสองชนิดร่วมกันในการรักษาภาวะโรค OME การเฝ้าระวังติดตามอาการ (Watchful waiting) เป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด โดยควรพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยเพื่อรับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก (ENT) หากผู้ป่วยยังมีอาการต่อเนื่องนานเกินกว่า 12 สัปดาห์
อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
บทนำ
นี่คือฉบับปรับปรุงของการทบทวนวรรณกรรมของ Cochrane ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในฐานข้อมูล The Cochrane Library ฉบับที่ 4 ปี 2006
โรคหูชั้นกลางอักเสบแบบมีน้ำขัง (Otitis media with effusion หรือ OME) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยและอาจทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยิน ซึ่งส่งผลให้มีพัฒนาการที่ล่าช้าตามมา แนวทางการรักษาโรคนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ประสิทธิภาพของยาต้านฮิสตามีน ยาลดอาการคัดจมูก และการใช้ยาต้านฮิสตามีนร่วมกับยาลดอาการคัดจมูก ในการช่วยรักษาหรือกำจัดภาวะน้ำขัง ได้รับการประเมินโดยการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม
วัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์ของการทบทวนวรรณกรรมในครั้งนี้คือ เพื่อประเมินว่าการรักษาด้วยยาต้านฮิสตามีน ยาลดอาการคัดจมูก หรือการใช้ยาทั้งสองชนิดร่วมกัน มีประสิทธิภาพในการรักษาเด็กที่มีภาวะโรคหูชั้นกลางอักเสบแบบมีน้ำขัง (OME) หรือไม่
วิธีการสืบค้น
เราได้สืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลทะเบียนการทดลองของกลุ่ม Cochrane Ear, Nose and Throat Disorders Group, ฐานข้อมูลทะเบียนกลางของการทดลองที่มีกลุ่มควบคุมของ Cochrane (CENTRAL), PubMed, EMBASE, CINAHL, Web of Science, BIOSIS Previews, Cambridge Scientific Abstracts, ISRCTN รวมถึงแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆ สำหรับการทดลองทั้งที่ได้รับการตีพิมพ์และยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ การสืบค้นข้อมูลครั้งล่าสุดดำเนินการเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปี 2011 ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อจากการสืบค้นครั้งก่อนหน้าในปี 2006
เกณฑ์การคัดเลือก
เป็นการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCTs) ที่มีการใช้ยาต้านฮิสตามีน ยาลดอาการคัดจมูก หรือการใช้ยาทั้งสองชนิดร่วมกัน เพื่อรักษาภาวะ OME ในเด็ก เราได้คัดออกการทดลองที่ใช้วิธีการสุ่มผู้ป่วยโดยอิงจากภาวะโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (Acute otitis media หรือ AOM) แม้ว่าจะมีการศึกษาถึงภาวะ OME ในช่วงการติดตามผลด้วยก็ตาม
การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัย 2 ท่านได้ทำการดึงข้อมูลจากรายงานที่ได้รับการตีพิมพ์อย่างอิสระต่อกัน โดยใช้แบบฟอร์มและวิธีการสกัดข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน ผู้วิจัยทั้ง 2 ท่านได้ประเมินคุณภาพของระเบียบวิธีวิจัยของการศึกษาที่ถูกคัดเลือกเข้ามาอย่างอิสระต่อกัน เราแสดงผลลัพธ์ของข้อมูลแบบสองกลุ่มในรูปของอัตราส่วนความเสี่ยง (risk ratio) พร้อมด้วยช่วงความเชื่อมั่นที่ 95% (95% CI) โดยใช้แบบจำลอง fixed-effect model เมื่อข้อมูลมีความเป็นเนื้อเดียวกัน (homogeneous) และใช้แบบจำลอง random-effects model เมื่อข้อมูลมีความแตกต่างหรือไม่เป็นเนื้อเดียวกัน (heterogeneous) ผลลัพธ์เกือบทั้งหมดที่นำมาวิเคราะห์พบว่ามีความเป็นเนื้อเดียวกัน เราได้อภิปรายผลลัพธ์ของข้อมูลแบบต่อเนื่องในเชิงคุณภาพ เราได้ทำการวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้โปรแกรม RevMan 5.1
ผลการวิจัย
การทบทวนวรรณกรรมในครั้งนี้ได้รวบรวม 16 การศึกษา (มีผู้เข้าร่วมการศึกษา 1880 คน) ไม่พบประโยชน์ทางสถิติหรือทางคลินิกจากวิธีการรักษาหรือในผลลัพธ์ใดๆ ที่ทำการศึกษา อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการรักษาพบผลข้างเคียงมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษาถึง 11% (ค่าจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับยาแล้วทำให้เกิดผลเสีย 1 ราย หรือ number needed to treat to harm = 9)
ข้อสรุปของผู้วิจัย
ข้อมูลที่นำมาประมวลผลรวมกันแสดงให้เห็นว่า การใช้ยาต้านฮิสตามีนหรือยาลดอาการคัดจมูกเพียงชนิดเดียว หรือใช้ยาทั้งสองชนิดร่วมกันในการรักษาภาวะโรค OME นั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์และยังก่อให้เกิดผลเสียบางประการ ดังนั้น เราจึงไม่แนะนำให้ใช้ยาดังกล่าว
ผู้แปล แพทย์หญิงชุติมา ชุณหะวิจิตร วันที่ 10 กรกฎาคม 2026
Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก




