โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ตามฤดูกาล (โรคไข้ละอองฟาง) เป็นปัญหาสุขภาพระดับโลก และความชุกของโรคนี้ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การรักษาประกอบด้วยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ การใช้ยา เช่น ยาเม็ดต้านฮิสตามีน (ยาแก้แพ้) และยาพ่นจมูก รวมถึงภูมิคุ้มกันบำบัด (การฉีดวัคซีนภูมิแพ้) สำหรับผู้ป่วยที่ยังมีอาการซึ่งไม่สามารถควบคุมได้แม้จะได้รับการรักษาด้วยยาแล้วก็ตาม ขอแนะนำให้รักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดแบบจำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้ (SIT)
โดยทั่วไป วิธีภูมิคุ้มกันบำบัดแบบจำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้มักใช้วิธีการบริหารยาแบบฉีดเข้าใต้ผิวหนังโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจำเป็นต้องมีระยะการปรับเพิ่มขนาดยา (Building-up period) ตามด้วยระยะการคงระดับการรักษา (Maintenance period) ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ถึง 5 ปี นอกจากนี้ ภูมิคุ้มกันบำบัดยังอาจบริหารยาผ่านทางรับประทาน ทางจมูก หรืออมใต้ลิ้นได้ ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะได้รับการศึกษาแยกต่างหากในบททบทวนวรรณกรรมของ Cochrane เช่นเดียวกับการศึกษาเรื่องภูมิคุ้มกันบำบัดสำหรับโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดที่เป็นตลอดทั้งปี ในบททบทวนวรรณกรรมนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดชนิดฉีด เปรียบเทียบกับยาหลอก ในด้านการลดอาการและความจำเป็นในการใช้ยา
เราได้คัดเลือกการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมด้วยยาหลอกชนิดปกปิดทั้งสองฝ่าย เกี่ยวกับการให้ภูมิคุ้มกันบำบัดแบบจำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้ ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ตามฤดูกาลที่มีสาเหตุมาจากละอองเกสรของต้นไม้ หญ้า หรือวัชพืช มีการศึกษาจำนวน 51 ฉบับ ที่ผ่านเกณฑ์การคัดเข้า มีผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 2871 ราย (1645 รายในกลุ่มที่ได้รับการรักษา และ 1226 รายในกลุ่มที่ได้รับยาหลอก) โดยแต่ละรายได้รับการฉีดยาโดยเฉลี่ย 18 ครั้ง ระยะเวลาของการรักษามีความแตกต่างกันไป โดยมีตั้งแต่ 3 วันไปจนถึง 3 ปี
บททบทวนวรรณกรรมนี้แสดงให้เห็นว่า การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดชนิดฉีดในผู้ป่วยโรคไข้ละอองฟางที่ได้รับการคัดเลือกมาอย่างเหมาะสม ส่งผลให้คะแนนอาการและการใช้ยาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดชนิดฉีด เป็นที่ทราบกันดีว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงค่อนข้างต่ำ เราไม่พบผลกระทบระยะยาวที่เกิดจากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต
อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในบรรดาโรคภูมิแพ้ทั้งหมด แม้ว่าจะมีความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับพยาธิสรีรวิทยาของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ รวมถึงมีความก้าวหน้าในการรักษาด้วยยา แต่ความชุกของโรคนี้ก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก สำหรับผู้ป่วยที่ยังไม่สามารถควบคุมอาการได้แม้จะได้รับการรักษาทางการแพทย์แล้วก็ตาม ขอแนะนำให้รักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดโดยการฉีดสารก่อภูมิแพ้ (Allergen injection immunotherapy) การรักษาที่ใช้สารก่อภูมิแพ้อาจช่วยลดอาการ ลดความจำเป็นในการใช้ยา และปรับเปลี่ยนการดำเนินโรคตามธรรมชาติของโรคนี้ได้
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดจำเพาะด้วยการฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าใต้ผิวหนัง เปรียบเทียบกับยาหลอก ในการลดอาการและความจำเป็นในการใช้ยาของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ตามฤดูกาล
วิธีการสืบค้น
เราได้ทำการสืบค้นข้อมูลจากทะเบียนงานวิจัย Cochrane Ear, Nose and Throat Disorders Group Trials Register, ฐานข้อมูล Cochrane Central Register of Controlled Trials (CENTRAL) ( The Cochrane Library , ฉบับที่ 1 ปี 2006), MEDLINE (ปี 1950 ถึง 2006), EMBASE (ปี 1974 ถึง 2006), Pre-MEDLINE, KOREAMED, INDMED, LILACS, PAKMEDINET, Scisearch, m RCT และ National Research Register ทำการสืบค้นข้อมูลครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2006
เกณฑ์การคัดเลือก
การศึกษาทั้งหมดที่พบจากการสืบค้นได้รับการประเมินเพื่อคัดเลือกการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomised controlled trials) ซึ่งทำในผู้เข้าร่วมวิจัยที่มีอาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ตามฤดูกาลและได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความไวต่อสารก่อภูมิแพ้ โดยผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดแบบจำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนัง หรือได้รับยาหลอก
การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้เขียน 2 ท่านได้แยกกันคัดเลือกการศึกษาทั้งหมดที่รายงานผลการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมด้วยยาหลอกชนิดปกปิดทั้งสองฝ่าย (Double-blind, placebo controlled randomised trials) เกี่ยวกับการให้ภูมิคุ้มกันบำบัดแบบจำเพาะในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ตามฤดูกาล ที่มีสาเหตุมาจากละอองเกสรของต้นไม้ หญ้า หรือวัชพืช ผู้เขียนทั้ง 2 ท่านได้ทำการประเมินคุณภาพของการศึกษาแต่ละฉบับแยกกันอย่างอิสระ ข้อมูลจากการศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกถูกดึงมาบันทึกลงในแบบฟอร์มการดึงข้อมูลมาตรฐาน และหลังจากนั้นจึงนำข้อมูลไปบันทึกลงในโปรแกรม RevMan 4.2.8 การวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการโดยใช้วิธีความแตกต่างของค่าเฉลี่ยมาตรฐาน (SMD) และแบบจำลอง Random-effects model โดยค่า P ที่น้อยกว่า 0.05 ถือว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ ตัวชี้วัดผลลัพธ์หลัก ได้แก่ คะแนนของอาการ การใช้ยา คุณภาพชีวิต และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์
ผลการวิจัย
เราสืบค้นรายงานการตีพิมพ์ได้ทั้งหมด 1111 ฉบับ ซึ่งในจำนวนนี้มี 51 ฉบับที่ผ่านเกณฑ์การคัดเข้าของเรา มีผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 2871 ราย (กลุ่มที่ได้รับการรักษาจริง 1645 ราย และกลุ่มที่ได้รับยาหลอก 1226 ราย) โดยแต่ละรายได้รับการฉีดยาโดยเฉลี่ย 18 ครั้ง ระยะเวลาของการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดมีความแตกต่างกันไป โดยมีตั้งแต่ 3 วันไปจนถึง 3 ปี ข้อมูลคะแนนอาการจากการทดลอง 15 ฉบับ มีความเหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์ Meta-analysis และแสดงให้เห็นถึงการลดลงโดยรวมในกลุ่มที่ได้รับภูมิคุ้มกันบำบัด (SMD -0.73 (95% CI -0.97 ถึง -0.50, P < 0.00001)) ข้อมูลคะแนนการใช้ยาจากการทดลอง 13 ฉบับ แสดงให้เห็นถึงการลดลงโดยรวมในกลุ่มที่ได้รับภูมิคุ้มกันบำบัด (SMD -0.57 (95% CI -0.82 ถึง -0.33, P < 0.00001)) การแปลความหมายทางคลินิกของขนาดอิทธิพล (Effect size) นั้นทำได้ยาก มีการให้ยาอะดรีนาลีน (Adrenaline) เพื่อรักษาเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในสัดส่วน 0.13% (19 จาก 14,085 ครั้งของการฉีด) ของกลุ่มที่ได้รับการรักษาจริง และ 0.01% (1 จาก 8278 ครั้งของการฉีด) ของกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการศึกษาเหล่านี้
ข้อสรุปของผู้วิจัย
บททบทวนวรรณกรรมนี้แสดงให้เห็นว่า การให้ภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยการฉีดสารก่อภูมิแพ้แบบจำเพาะ ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ตามฤดูกาลที่ได้รับการคัดเลือกมาอย่างเหมาะสม ส่งผลให้คะแนนอาการและความจำเป็นในการใช้ยาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดชนิดฉีด เป็นที่ทราบกันดีว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงค่อนข้างต่ำ เราไม่พบผลกระทบระยะยาวที่เกิดจากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์
ผู้แปล แพทย์หญิงชุติมา ชุณหะวิจิตร วันที่ 22 พฤษภาคม 2026
Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก




