ยาต้านการแข็งตัวของเลือดมีประโยชน์และปลอดภัยสำหรับการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองซ้ำในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะชนิดที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจรูมาติก (nonrheumatic atrial fibrillation) และเพิ่งมีภาวะสมองขาดเลือดเมื่อไม่นานมานี้ ภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะชนิดที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจรูมาติก (NRAF) เป็นความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่เคยเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยที่มีภาวะ NRAF จะมีการเต้นของหัวใจที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งอาจทำให้เกิดการก่อตัวของลิ่มเลือดในหัวใจห้องบนซ้ายได้ ลิ่มเลือดนี้อาจหลุดออกไปและอุดตันที่หลอดเลือดแดงในสมอง ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองในขณะที่มีภาวะ NRAF จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำอีก ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน (warfarin) จะทำให้เลือด 'ใสหรือเจือจางลง' และช่วยป้องกันการก่อตัวของลิ่มเลือด จึงสามารถช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้ อย่างไรก็ตาม ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกในสมองได้เช่นกัน ซึ่งภาวะแทรกซ้อนนี้อาจไปหักล้างกับประโยชน์ที่ได้รับ การทบทวนวรรณกรรมนี้พบ 2 การทดลอง ที่ผู้ป่วยภาวะ NRAF ซึ่งเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ได้รับการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือด การศึกษาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ยาต้านการแข็งตัวของเลือดสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำได้อย่างปลอดภัยถึงสองในสาม แม้ว่าจะมีโอกาสเกิดภาวะเลือดออกรุนแรงภายนอกกะโหลกศีรษะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม และไม่พบว่ามีความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออกในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น
อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
ผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะชนิดที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจรูมาติก (Nonrheumatic Atrial Fibrillation - NRAF) ซึ่งเคยมีอาการของภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischaemic Attack - TIA) หรือโรคหลอดเลือดสมองตีบ/ขาดเลือดชนิดเล็กน้อย มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ
วัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์ของการทบทวนวรรณกรรมนี้ คือเพื่อประเมินผลของยาต้านการแข็งตัวของเลือดสำหรับการป้องกันแบบทุติยภูมิ (การป้องกันไม่ให้เกิดโรคซ้ำ) หลังจากเกิดโรคหลอดเลือดสมอง หรือ TIA ในผู้ป่วยที่มีภาวะ NRAF
วิธีการสืบค้น
เราได้สืบค้นข้อมูลในทะเบียนการทดลองของกลุ่ม Cochrane Stroke (เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 2003) และได้ติดต่อไปยังผู้ทำการทดลอง
เกณฑ์การคัดเลือก
เป็นการรวบรวมการทดลองแบบสุ่ม ที่เปรียบเทียบการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานกับกลุ่มควบคุม (ไม่ให้การรักษาเลย) หรือกลุ่มที่ให้ยาหลอก ในผู้ป่วยที่มีภาวะ NRAF และมีประวัติเคยเกิดภาวะ TIA หรือโรคหลอดเลือดสมองตีบ/ขาดเลือดชนิดเล็กน้อยมาก่อน กลุ่มควบคุมที่รับประทานแอสไพรินไม่ตรงตามเกณฑ์การคัดเลือก
การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้ทบทวนวรรณกรรมทั้ง 2 คนได้ทำการประเมินคุณภาพของการทดลองและดึงข้อมูล
ผลการวิจัย
มีการนำการทดลอง 2 ฉบับ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวน 485 คน มารวมไว้ในการศึกษานี้ ระยะเวลาในการติดตามผลอยู่ที่ 1.7 ปี สำหรับการทดลองหนึ่ง และ 2.3 ปี สำหรับอีกการทดลองหนึ่ง ยาต้านการแข็งตัวของเลือดช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำได้ถึงสองในสาม (Odds Ratio (OR) 0.36, ช่วงความเชื่อมั่น 95% (95% CI) 0.22 ถึง 0.58) พบว่าโอกาสในการเกิดเหตุการณ์ทางหลอดเลือดทั้งหมด (vascular events) ลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากการรักษา (OR 0.55, 95% CI 0.37 ถึง 0.82) อย่างไรก็ตาม โอกาสในการเกิดภาวะเลือดออกรุนแรงภายนอกกะโหลกศีรษะเพิ่มสูงขึ้น (OR 4.32, 95% CI 1.55 ถึง 12.10) แต่ไม่พบรายงานการเกิดภาวะเลือดออกในกะโหลกศีรษะในกลุ่มผู้ที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด
ข้อสรุปของผู้วิจัย
หลักฐานบ่งชี้ว่า ยาต้านการแข็งตัวของเลือดนั้นมีประโยชน์และไม่มีผลข้างเคียงที่ร้ายแรง สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะ NRAF และเพิ่งเกิดภาวะสมองขาดเลือดเมื่อไม่นานมานี้
แปลโดย พญ.ชุติมา ชุณหะวิจิตร วันที่ 21 เมษายน 2026
Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก