ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

วิธีการดูแลน้ำหนักเพื่อช่วยพัฒนาทักษะการคิดและผลการเรียน ของเด็กและวัยรุ่นที่อ้วน

วัตถุประสงค์ของการทบทวนวรรณกรรมนี้คืออะไร

วัตถุประสงค์ของการทบทวน Cochrane นี้คือ ต้องการหาคำตอบว่า วิธีการดูแลน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพสามารถช่วยให้การคิดและผลการเรียนของเด็กและวัยรุ่นที่อ้วนดีขึ้นได้หรือไม่ นักวิจัยของ Cochrane จึงได้รวบรวมและวิเคราะห์การศึกษาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อตอบคำถามข้อนี้

ประเด็นสำคัญคืออะไร

การทบทวนข้อมูลฉบับอัปเดตนี้มีหลักฐานบางส่วนที่ชี้ให้เห็นว่า โครงการในโรงเรียนที่สนับสนุนให้เด็กมีน้ำหนักตัวตามเกณฑ์สุขภาพนั้น อาจส่งผลดีทางอ้อม (ผลพลอยได้) ในเรื่องทักษะการคิดและผลการเรียนด้วย อย่างไรก็ตาม เรายังต้องการงานวิจัยที่มีคุณภาพสูงมากกว่านี้ ที่ทำการทดสอบทั้งเรื่องทักษะการคิด ผลการเรียน และผลลัพธ์ทางสุขภาพรวมกัน ในรูปแบบของการดูแลน้ำหนักอย่างถูกวิธี

การทบทวนวรรณกรรมนี้ศึกษาอะไร

จำนวนเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วนนั้นมีสูงมากทั่วโลก เด็กและวัยรุ่นที่อ้วนบางคนมีปัญหาสุขภาพ หรืออาจถูกกลั่นแกล้งและล้อเลียนเนื่องจากรูปร่างและน้ำหนักตัวของพวกเขา ประสบการณ์เหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับปัญหาด้านการเรียน โดยพวกเขามักจะทำผลงานได้ไม่ดีนักในงานที่ต้องคิด เช่น การแก้ปัญหา การออกกำลังกายและการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพส่งผลดีต่อน้ำหนักตัวที่เหมาะสม และพัฒนาทักษะการคิดและผลการเรียนในเด็กที่มีน้ำหนักที่เหมาะสม แม้จะมีงานวิจัยยืนยันว่าโปรแกรมดูแลสุขภาพช่วยลดความอ้วนในเด็กและวัยรุ่นได้จริง แต่สิ่งที่เรายังไม่รู้แน่ชัดคือ โปรแกรมเหล่านั้นจะช่วยให้เด็กและวัยรุ่นที่อ้วน มีทักษะการคิดและผลการเรียนที่ดีขึ้นได้หรือไม่ หรือดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน

ผลลัพธ์หลักของการทบทวนคืออะไร

ทีมผู้เขียนได้พบงานวิจัย 18 ฉบับ ซึ่งรวมเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วนเข้าด้วยกันทั้งหมด 2384 คน มีงานวิจัย 5 ฉบับ ที่เลือกเด็กเป็นรายบุคคลเพื่อแบ่งกลุ่มว่าจะเข้ากลุ่มทดลองหรือกลุ่มควบคุม ส่วนงานวิจัยอีก 13 ฉบับ ใช้วิธีแบ่งกลุ่มโดยยกมาทั้งห้องเรียน ทั้งโรงเรียน หรือทั้งเขตพื้นที่การศึกษา ไปอยู่ในกลุ่มทดลองหรือกลุ่มควบคุมเลย ในบรรดางานวิจัยทั้ง 18 ฉบับนี้ มี 11 ฉบับที่ศึกษาในเด็กวัยประถม เมื่อดูวิธีการจัดการปัญหา มีงานวิจัย 8 ฉบับที่เน้นสอนเรื่องการออกกำลังกาย, 7 ฉบับผสมผสานการออกกำลังกายเข้ากับการให้ความรู้เรื่องวิถีชีวิตสุขภาพดี, และอีก 3 ฉบับเน้นเรื่องการปรับเปลี่ยนอาหารการกิน การศึกษาเหล่านี้ดำเนินการในประเทศต่างๆ กัน 10 ประเทศ งานวิจัย 17 ฉบับ พบว่ามีจุดบกพร่องอย่างน้อยหนึ่งอย่างในขั้นตอนการศึกษา สิ่งนี้ลดระดับความเชื่อมั่นที่เรามีต่อผลลัพธ์ที่ได้

มีงานวิจัยเพียงไม่กี่ฉบับที่วัดผลเรื่องการเรียนหรือทักษะการคิดในแบบเดียวกัน มีงานวิจัยเพียง 3 ฉบับที่รายงานผลลัพธ์เดียวกัน ไม่มีการศึกษาใดรายงานความต้องการการสนับสนุนทางการศึกษาเพิ่มเติมและเหตุการณ์ที่เป็นอันตราย อย่างไรก็ตาม เราพบว่าเมื่อเทียบกับการใช้ชีวิตตามปกติแล้ว การให้เด็กได้ออกกำลังกายสามารถช่วยพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาได้เล็กน้อย ซึ่งข้อค้นพบนี้ รวบรวมมาจากหลักฐานที่มีคุณภาพสูง ผลการศึกษาที่มีคุณภาพระดับปานกลางชี้ว่า การให้เด็กออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่ได้ช่วยให้ผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และการอ่านของเด็กที่อ้วนดีขึ้น นอกจากนี้ หลักฐานที่มีคุณภาพต่ำมากยังระบุว่า การออกกำลังกายไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องพฤติกรรมที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ในงานวิจัยที่เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้ออกกำลังกายกับกลุ่มที่ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่มีการรายงานถึงผลการเรียนในภาพรวม

ส่วนงานวิจัยที่เปรียบเทียบกลุ่มที่ ออกกำลังกายควบคู่กับเรียนรู้เรื่องวิถีชีวิตสุขภาพดี เทียบกับกลุ่มปกตินั้น มีคุณภาพตั้งแต่น้อยไปจนถึงน้อยมาก ซึ่งผลจากงานกลุ่มนี้แสดงให้เห็นว่า การเรียนหรือพฤติกรรมที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ของเด็กกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการ ไม่ได้ดีขึ้นเลยเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทำอะไร ในงานวิจัยที่เปรียบเทียบระหว่าง การออกกำลังกายร่วมกับการสอนวิถีชีวิตสุขภาพดี เทียบกับ การใช้ชีวิตปกติ นั้น ไม่มีการรายงานข้อมูลเรื่องทักษะการแก้ปัญหา

ผลการศึกษาของเราชี้ว่า การให้ความรู้เรื่องโภชนาการและการเปลี่ยนอาหารที่ขายในโรงเรียน สามารถช่วยให้ผลการเรียนโดยรวมของวัยรุ่นที่อ้วนดีขึ้นได้ในระดับปานกลาง เมื่อเทียบกับโรงเรียนที่ทำตามปกติ ส่วนการเปลี่ยนจากข้าวกล่องมาเป็นอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนร่วมกับการสอนโภชนาการนั้น ไม่ได้ช่วยให้ผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และการอ่านของเด็กอ้วนดีขึ้น อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่เกี่ยวกับผลการเรียนรวม, คณิตศาสตร์, และการอ่านนั้น ยังถือว่ามีคุณภาพต่ำ นั่นหมายความว่า งานวิจัยในอนาคตมีโอกาสสูงมากที่จะให้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไปจากนี้ เพราะงานวิจัยที่นำมาใช้วิเคราะห์ยังมีจุดอ่อนอยู่บ้าง (เช่น มีจำนวนเด็กเข้าร่วมน้อย หรือมีเด็กถอนตัวออกจากการศึกษากลางคันเยอะ) ทั้งนี้ ในงานวิจัยที่เน้นเรื่องอาหาร ไม่มีการรายงานข้อมูลเรื่องทักษะการแก้ปัญหาและพฤติกรรมที่ควบคุมตัวเองไม่ได้

การทบทวนวรรณกรรมนี้เป็นปัจจุบันแค่ไหน

คณะผู้เขียนได้สืบค้นข้อมูลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2017

บทนำ

อัตราการเกิดโรคอ้วนในวัยเด็กและวัยรุ่นทั่วโลกสูง แนะนำให้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตให้เน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพิ่มกิจกรรมทางกาย และลดกิจกรรมที่อยู่นิ่งๆ เพื่อป้องกันและรักษาโรคอ้วน หลักฐานชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสุขภาพเหล่านี้สามารถส่งผลดีต่อการทำงานของระบบรับรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในเด็กและวัยรุ่นโดยทั่วไป มีทฤษฎีหลายอย่างรองรับว่า เด็กและวัยรุ่นที่มีไขมันส่วนเกินน่าจะได้รับผลดีจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้มากกว่าคนทั่วไป

วัตถุประสงค์

เพื่อประเมินว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต (ในด้านอาหาร กิจกรรมทางกาย พฤติกรรมเนือยนิ่ง และการบำบัดทางพฤติกรรม) ช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การทำงานของสมองด้านการรับรู้ (เช่น การบริหารจัดการสมอง หรือ Executive Functions) และ/หรือความสำเร็จในอนาคต ของเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกินหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับการดูแลตามมาตรฐาน กลุ่มรอรับการรักษา กลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษา หรือกลุ่มควบคุมแบบได้รับความสนใจหลอก (Attention placebo control)

วิธีการสืบค้น

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2017 เราค้นหา CENTRAL, MEDLINE และฐานข้อมูลอื่นอีก 15 แห่ง นอกจากนี้ เรายังสืบค้นจากทะเบียนการทดลอง 2 แห่ง, รายการอ้างอิงท้ายเล่ม และใช้วิธีเปิดหาข้อมูลด้วยมือในอีก 1 วารสาร ตั้งแต่ฉบับแรกที่ตีพิมพ์ รวมทั้งได้ติดต่อนักวิจัยในสาขานี้เพื่อขอข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ด้วย

เกณฑ์การคัดเลือก

เราคัดเลือกเฉพาะงานวิจัยที่เป็นการทดลองแบบสุ่มและกึ่งสุ่ม ที่ศึกษาเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อการจัดการน้ำหนักในเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน เราคัดออกการศึกษาที่ทำในเด็กและวัยรุ่นที่มีเงื่อนไขทางการแพทย์ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าส่งผลต่อสถานะน้ำหนัก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการทำงานของสมองด้านการรับรู้ นอกจากนี้ เรายังคัดออกผลลัพธ์ที่ได้จากการรายงานด้วยตนเองหรือการรายงานโดยผู้ปกครองด้วย

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้ทบทวนวรรณกรรม 4 ท่านได้ทำการคัดเลือกงานวิจัยเพื่อนำมารวมในการศึกษาอย่างเป็นอิสระต่อกัน ผู้ทบทวนวรรณกรรม 2 ท่านทำหน้าที่ดึงข้อมูล ประเมินคุณภาพและความเสี่ยงของการเกิดอคติ รวมถึงประเมินคุณภาพของหลักฐานโดยใช้แนวทาง GRADE เราได้ติดต่อผู้เขียนงานวิจัยเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมด้วย เราใช้ระเบียบวิธีการมาตรฐานที่ Cochrane กำหนดไว้ ในกรณีที่มีการประเมินผลลัพธ์เดียวกันแต่ใช้รูปแบบการแทรกแซงที่แตกต่างกัน เราได้รายงานค่า standardised effect sizes สำหรับผลการศึกษาทั้งจากการวิเคราะห์การศึกษาเดี่ยวและการวิเคราะห์หลายการศึกษา เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลของการแทรกแซงระหว่างรูปแบบต่างๆ ได้ เพื่อให้ง่ายต่อการตีความขนาด effect size เรายังได้รายงานค่าความต่างของค่าเฉลี่ย (mean difference) ของค่า effect sizes สำหรับผลลัพธ์จากการศึกษาเดี่ยวไว้ด้วย

ผลการวิจัย

เราได้รวบรวมการศึกษาจำนวน 18 เรื่อง (จากบันทึกข้อมูล 59 รายการ) ซึ่งครอบคลุมเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกินจำนวน 2384 คน โดยมี 8 การศึกษาที่ใช้การแทรกแซงด้วยกิจกรรมทางกาย, 7 การศึกษาที่ใช้โปรแกรมกิจกรรมทางกายร่วมกับการให้ความรู้เรื่องวิถีชีวิตสุขภาวะ, และ 3 การศึกษาที่ใช้การแทรกแซงด้านโภชนาการ เราได้คัดเลือกการศึกษาแบบ RCTs จำนวน 5 ฉบับ และแบบ Cluster-RCTs จำนวน 13 ฉบับ การศึกษาเหล่านี้ดำเนินการในประเทศต่างๆ กัน 10 ประเทศ ในจำนวนนี้ มี 2 การศึกษาที่ทำในเด็กระดับก่อนวัยเรียน, 11 การศึกษาทำในเด็กวัยประถมศึกษา, 4 การศึกษามุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่วัยรุ่นในระดับมัธยมศึกษา และมี 1 การศึกษาที่รวมเด็กทั้งในวัยประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จำนวนการศึกษาที่นำมาวิเคราะห์ในแต่ละผลลัพธ์มีจำนวนน้อย โดยมีสูงสุดเพียง 3 การศึกษาต่อหนึ่งผลลัพธ์เท่านั้น คุณภาพของหลักฐานมีตั้งแต่ระดับสูงไปจนถึงต่ำมาก และพบว่ามี 17 การศึกษาที่มีความเสี่ยงสูงของการมีอคติในเกณฑ์การประเมินอย่างน้อย 1 หัวข้อ ไม่มีการศึกษาใดรายงานข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการการสนับสนุนทางการศึกษาเพิ่มเติม และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์

เมื่อเปรียบเทียบกับการปฏิบัติแบบมาตรฐาน ผลการวิเคราะห์ของการใช้มาตรการแทรกแซงด้วยการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว บ่งชี้ว่ามีหลักฐานคุณภาพสูงว่าช่วยปรับปรุงคะแนนเฉลี่ยของการทำงานของสมองด้านการรับรู้ (Executive Functions) ให้ดีขึ้นได้ โดยพบว่าค่าผลต่างของค่าเฉลี่ย (MD) ในกลุ่มที่ออกกำลังกายหลังเลิกเรียนสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามมาตรฐานอยู่ 5.00 คะแนน (ช่วงความเชื่อมั่น 95% (CI) อยู่ที่ 0.68 ถึง 9.32; ค่าเฉลี่ยของสเกลคือ 100, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานคือ 15; จากเด็ก 116 คน ใน 1 การศึกษา) อย่างไรก็ตาม ไม่พบผลดีที่มีนัยสำคัญทางสถิติจากการใช้มาตรการแทรกแซงนี้ในด้านคณิตศาสตร์ การอ่าน หรือการยับยั้งชั่งใจ (Inhibition control) ผลต่างของค่าเฉลี่ยมาตรฐาน (SMD) สำหรับวิชาคณิตศาสตร์อยู่ที่ 0.49 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% CI -0.04 ถึง 1.01; 2 การศึกษา, เด็ก 255 คน, หลักฐานคุณภาพปานกลาง) และสำหรับการอ่านอยู่ที่ 0.10 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% CI -0.30 ถึง 0.49; 2 การศึกษา, เด็ก 308 คน, หลักฐานคุณภาพปานกลาง) ค่าผลต่างของค่าเฉลี่ย (MD) สำหรับการยับยั้งชั่งใจ (Inhibition control) คือ -1.55 คะแนน (ช่วงความเชื่อมั่น 95% (CI) อยู่ที่ -5.85 ถึง 2.75; ช่วงคะแนนเต็ม 0 ถึง 100; ค่า SMD -0.15, 95% CI -0.58 ถึง 0.28; 1 การศึกษา, เด็ก 84 คน, หลักฐานคุณภาพต่ำมาก) ไม่มีข้อมูลสำหรับผลสัมฤทธิ์เฉลี่ยในแต่ละวิชาที่สอนในโรงเรียน

นอกจากนี้ ไม่พบหลักฐานที่แสดงถึงผลที่เป็นประโยชน์จากการใช้มาตรการแทรกแซงด้วยกิจกรรมทางกายร่วมกับการให้ความรู้เรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยในรายวิชาต่างๆ, ผลสัมฤทธิ์วิชาคณิตศาสตร์, การอ่าน หรือการยับยั้งชั่งใจ โดยค่า MD สำหรับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยในรายวิชาต่างๆ พบว่ากลุ่มที่ได้รับมาตรการแทรกแซงมีคะแนนต่ำกว่ากลุ่มปฏิบัติแบบมาตรฐานอยู่ 6.37 คะแนน (95% CI -36.83 ถึง 24.09; ค่าเฉลี่ยของสเกล 500, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) 70; ค่า SMD -0.18, 95% CI -0.93 ถึง 0.58; 1 การศึกษา, เด็ก 31 คน, หลักฐานคุณภาพต่ำ) ค่าประมาณผลสำหรับผลสัมฤทธิ์วิชาคณิตศาสตร์อยู่ที่ SMD 0.02 (95% CI -0.19 ถึง 0.22; 3 การศึกษา, เด็ก 384 คน, หลักฐานคุณภาพต่ำมาก), สำหรับผลสัมฤทธิ์การอ่านอยู่ที่ SMD 0.00 (95% CI -0.24 ถึง 0.24; 2 การศึกษา, เด็ก 284 คน, หลักฐานคุณภาพต่ำ), และสำหรับการยับยั้งชั่งใจอยู่ที่ SMD -0.67 (95% CI -1.50 ถึง 0.16; 2 การศึกษา, เด็ก 110 คน, หลักฐานคุณภาพต่ำมาก) ไม่มีข้อมูลที่มีอยู่สำหรับผลของการออกกำลังกายแบบผสมผสานและการศึกษาวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพดีต่อการทำงานของสมองในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม

พบความแตกต่างระดับปานกลาง ใน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยของวิชาที่สอนในโรงเรียน โดยกลุ่มวัยรุ่นที่มีโรคอ้วนได้รับประโยชน์มากกว่า จากการแทรกแซงที่มุ่งพัฒนาสภาพแวดล้อมด้านอาหารในโรงเรียน เมื่อเทียบกับการดูแล/การปฏิบัติมาตรฐาน (SMD = 0.46, 95% CI 0.25 ถึง 0.66; 2 การศึกษา, วัยรุ่น 382 คน, หลักฐานคุณภาพต่ำ) การเปลี่ยนอาหารกลางวันที่เตรียมมาจากบ้าน (Packed school lunch) ให้เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงร่วมกับการให้ความรู้ด้านโภชนาการ พบว่าไม่ได้ช่วยปรับปรุงผลสัมฤทธิ์วิชาคณิตศาสตร์ (MD -2.18, 95% CI -5.83 ถึง 1.47; ช่วงคะแนน 0 ถึง 69; SMD -0.26, 95% CI -0.72 ถึง 0.20; 1 การศึกษา, เด็ก 76 คน, หลักฐานคุณภาพต่ำ) และผลสัมฤทธิ์วิชาการอ่าน (MD 1.17, 95% CI -4.40 ถึง 6.73; ช่วงคะแนน 0 ถึง 108; SMD 0.13, 95% CI -0.35 ถึง 0.61; 1 การศึกษา, เด็ก 67 คน, หลักฐานคุณภาพต่ำ) แต่อย่างใด

ข้อสรุปของผู้วิจัย

แม้จะมีการทดลองรักษาโรคอ้วนในวัยเด็กและวัยรุ่นจำนวนมาก แต่เราประเมินผลกระทบของการแทรกแซงการรักษาโรคอ้วนต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถทางสติปัญญาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น มาตรการแทรกแซงด้วยกิจกรรมทางกายทั้งในโรงเรียนและชุมชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมป้องกันหรือรักษาภาวะอ้วน สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการทำงานของสมองด้านการบริหารจัดการ (Executive Functions) ในเด็กที่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกินโดยเฉพาะ ในทำนองเดียวกัน มาตรการแทรกแซงด้านโภชนาการในโรงเรียน ก็อาจส่งผลดีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยรวมในเด็กที่มีภาวะอ้วนเช่นกัน ข้อค้นพบเหล่านี้อาจช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขและด้านการศึกษา ใช้ประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและพฤติกรรมการบริโภคที่ดีต่อสุขภาพภายในโรงเรียนได้ งานวิจัยในอนาคตที่เกี่ยวกับการรักษาและป้องกันโรคอ้วน ไม่ว่าจะทำที่โรงพยาบาล โรงเรียน หรือในชุมชน ควรมีการวัดผลเรื่องการเรียนและทักษะสมองไปพร้อมๆ กับผลทางร่างกายด้วย

บันทึกการแปล

แปลโดย พญ.ชุติมา ชุณหะวิจิตร วันที่ 22 พฤศจิกายน 2025

Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก

การอ้างอิง
Martin A, Booth JN, Laird Y, Sproule J, Reilly JJ, Saunders DH. Physical activity, diet and other behavioural interventions for improving cognition and school achievement in children and adolescents with obesity or overweight. Cochrane Database of Systematic Reviews 2018, Issue 3. Art. No.: CD009728. DOI: 10.1002/14651858.CD009728.pub4.

การใช้คุกกี้ของเรา

เราใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ของเรามีประสิทธิภาพ เรายังต้องการตั้งค่าการวิเคราะห์คุกกี้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเราปรับปรุงเว็บไซต์ เราจะไม่ตั้งค่าคุกกี้เสริมเว้นแต่คุณจะเปิดใช้งาน การใช้เครื่องมือนี้จะตั้งค่าคุกกี้บนอุปกรณ์ของคุณเพื่อจดจำการตั้งค่าของคุณ คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าคุกกี้ได้ตลอดเวลาโดยคลิกที่ลิงก์ 'การตั้งค่าคุกกี้' ที่ส่วนท้ายของทุกหน้า
สำหรับข้อมูลโดยละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุกกี้ที่เราใช้ โปรดดู หน้าคุกกี้

ยอมรับทั้งหมด
กำหนดค่า