วัตถุประสงค์ของการทบทวนวรรณกรรมนี้คืออะไร
การทบทวนวรรณกรรมของ Cochrane ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่า ยาหยอดตา NAC สามารถป้องกันหรือฟื้นฟูสภาพจากการลุกลามของโรคต้อกระจก (ภาวะเลนส์ตาขุ่นมัว) ได้หรือไม่
ใจความสำคัญ
ปัจจุบันยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ยาหยอดตา NAC สามารถป้องกันหรือฟื้นฟูสภาพจากการลุกลามของโรคต้อกระจกได้จริงหรือไม่
การทบทวนวรรณกรรมนี้ศึกษาเกี่ยวกับอะไร
ดวงตาของเรามีเลนส์แก้วตา (lens) ที่ใส ซึ่งทำหน้าที่รวมแสงให้ไปตกกระทบที่บริเวณด้านหลังของดวงตา เมื่อคนเราอายุมากขึ้น เลนส์ตาอาจขุ่นมัว ทำให้เกิดปัญหาด้านการมองเห็น ภาวะเลนส์ตาที่ขุ่นมัวนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ "โรคต้อกระจก" (cataract) แพทย์สามารถทำการผ่าตัดเอาเลนส์ตาที่เป็นต้อกระจกออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียม (artificial lens) เข้าไปแทนที่ได้ การผ่าตัดวิธีนี้มักจะประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี แต่การผ่าตัดทุกชนิดย่อมมีความเสี่ยงและอาจเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าพึงประสงค์ได้ โรคต้อกระจกเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุ และการผ่าตัดต้อกระจกนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงสำหรับระบบสาธารณสุข ด้วยเหตุนี้ จึงมีความสนใจที่จะหาวิธีป้องกันหรือรักษาโรคต้อกระจก เพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงการผ่าตัด
ในส่วนหนึ่งของกระบวนการเผาผลาญตามปกติของร่างกาย ร่างกายของเราจะสร้างสารเคมีที่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบและสามารถทำปฏิกิริยาได้ง่าย (เรียกว่า "reactive oxygen species" หรือ อนุมูลอิสระที่เกิดจากออกซิเจน) ทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับความเสื่อมตามวัยระบุว่า สารเคมีเหล่านี้อาจเป็นอันตรายและอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาของอายุในร่างกายของเรา เช่น โรคต้อกระจก ภาวะนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ภาวะเครียดออกซิเดชัน (oxidative stress) มีความเชื่อกันว่าสาร N-acetylcarnosine (NAC) สามารถช่วยชดเชยหรือต่อต้านผลกระทบบางประการจากภาวะเครียดออกซิเดชันได้ เนื่องจากสารชนิดนี้มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant) หาก NAC สามารถยับยั้งไม่ให้เลนส์แก้วตาเกิดความขุ่นมัว หรือช่วยลดระดับความขุ่นมัวลงได้ สิ่งนี้ก็อาจช่วยให้การมองเห็นและคุณภาพชีวิตของผู้คนดีขึ้น
ผลลัพธ์หลักของการทบทวนวรรณกรรมคืออะไร
นักวิจัยของ Cochrane พบการศึกษาที่อาจจะเกี่ยวข้องจำนวน 2 ฉบับ การศึกษาดังกล่าวเป็นการเปรียบเทียบระหว่างการใช้ยาหยอดตา NAC กับยาหลอก หรือการไม่ได้รับการรักษาเลย การศึกษาเหล่านี้มาจากประเทศรัสเซียและสหรัฐอเมริกา และดำเนินการโดยคณะวิจัยกลุ่มเดียวกัน นักวิจัยของ Cochrane ไม่สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาเหล่านี้ได้เพียงพอที่จะนำมารวมไว้ในการทบทวนวรรณกรรมครั้งนี้ได้ การศึกษาดังกล่าวจึงถูกกำหนดให้อยู่ในสถานะ ‘รอการจัดประเภท’ (awaiting classification) ในการทบทวนวรรณกรรม จนกว่าจะได้รับข้อมูลที่เพียงพอจากผู้นิพนธ์ (ผู้ทำการศึกษา)
การทบทวนวรรณกรรมนี้มีความเป็นปัจจุบันมากน้อยเพียงใด
ผู้เขียนบททบทวนวรรณกรรมได้สืบค้นการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์จนถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2016
อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
โรคต้อกระจกเป็นสาเหตุหลักของภาวะตาบอดทั่วโลก ารรักษาโรคต้อกระจกเพียงวิธีเดียวที่มีอยู่ในปัจจุบันคือการผ่าตัด การผ่าตัดจำเป็นต้องอาศัยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญสูง รวมถึงห้องผ่าตัดและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีราคาแพง ในพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากรเหล่านี้ ผู้ป่วยก็จะไม่ได้รับการรักษา รูปแบบการรักษาที่ไม่ต้องอาศัยการผ่าตัด น่าจะเป็นทางเลือกที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่มีอาการบรรดาผู้ไม่สามารถหรือไม่ต้องการเข้ารับการผ่าตัด หากมียาหยอดตาที่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติ หรือแม้กระทั่งช่วยยับยั้งการลุกลามของโรคต้อกระจกได้ สิ่งนี้ก็จะเป็นทางเลือกเสริมในการรักษาที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง
โรคต้อกระจกมักมีสาเหตุมาจากภาวะความเครียดออกซิเดชัน (oxidative stress) เป็นที่ทราบกันดีว่าโปรตีน แอล-คาร์โนซีน (L-carnosine) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ส่งผลต่อเลนส์ตาที่เป็นต้อกระจก ดังนั้นในทางชีวเคมี จึงถือเป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลในการศึกษา L-carnosine เพื่อนำมาใช้ในฐานะสารที่ช่วยฟื้นฟูหรือช่วยป้องกันการลุกลามของโรคต้อกระจก ทว่าเมื่อนำมาใช้ในรูปแบบยาหยอดตา L-carnosine กลับไม่สามารถซึมผ่านเข้าไปในดวงตาได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้หยอดลงบนผิวดวงตา สาร N-acetylcarnosine (NAC) จะสามารถซึมผ่านกระจกตาเข้าไปยังช่องหน้าลูกตา (ซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณที่เป็นต้อกระจก) โดยในบริเวณนั้น ตัวยาจะถูกเปลี่ยนสภาพทางชีวเคมี (metabolised) ไปเป็น L-carnosine ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่าการใช้ยาหยอดตา NAC อาจช่วยฟื้นฟูสภาพ หรือแม้กระทั่งช่วยป้องกันการลุกลามของโรคต้อกระจกได้ ซึ่งจะช่วยให้การมองเห็นและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินประสิทธิภาพของยาหยอดตา NAC ในการป้องกันหรือฟื้นฟูสภาพจากการลุกลามของโรคต้อกระจก
วิธีการสืบค้น
เราได้ค้นหาใน CENTRAL (ซึ่งประกอบด้วย Cochrane Eyes and Vision Trials Register) (2016, ฉบับที่ 6), Ovid MEDLINE, Ovid MEDLINE In-Process and Other Non-Indexed Citations, Ovid MEDLINE Daily, Ovid OLDMEDLINE (มกราคม 1946 ถึง มิถุนายน 2016), Embase (มกราคม 1980 ถึง มิถุนายน 2016), Allied and Complementary Medicine Database (AMED) (มกราคม 1985 ถึง มิถุนายน 2016), Cumulative Index to Nursing and Allied Health Literature (CINAHL) (1982 ถึง มิถุนายน 2016), ทะเบียน ISRCTN ( www.isrctn.com/editAdvancedSearch ), ClinicalTrials.gov ( www.clinicaltrials.gov ) และ World Health Organization (WHO) International Clinical Trials Registry Platform (ICTRP) ( (www.who.int/ictrp/search/en ) เราไม่ได้จำกัดช่วงเวลาหรือภาษาในขั้นตอนการสืบค้นฐานข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อหาการทดลองที่เกี่ยวข้อง เราได้ทำการสืบค้นฐานข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2016 เราได้ทำการสืบค้นด้วยมือ (handsearching) จากรายงานการประชุมของสมาคม the American Society of Cataract and Refractive Surgery (ASCRS) และ the European Society of Cataract and Refractive Surgeons (ESCRS) ตั้งแต่ปี 2005 จนถึงเดือนกันยายน 2015
เกณฑ์การคัดเลือก
เราได้วางแผนที่จะรวบรวมการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trials) หรือการศึกษาแบบกึ่งสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (quasi-randomised controlled trials) ที่เป็นการเปรียบเทียบระหว่างการใช้ยา NAC กับกลุ่มควบคุม ในผู้ป่วยโรคต้อกระจกตามวัย
การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
เราได้ดำเนินการตามขั้นตอนมาตรฐานทางระเบียบวิธีวิจัยตามแนวทางที่ Cochrane กำหนดไว้
ผลการวิจัย
เราพบการศึกษาที่อาจเข้าเกณฑ์การคัดเลือกจำนวน 2 ฉบับ ซึ่งมาจากการดำเนินงานในประเทศรัสเซียและสหรัฐอเมริกา การศึกษา 1 ฉบับถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม (arms): กลุ่มแรกมีระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน โดยมีการติดตามผลทุกๆ 2 เดือน ส่วนกลุ่มที่สองมีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี โดยมีการติดตามผลทุกๆ 6 เดือน การศึกษาอีกฉบับหนึ่งมีระยะเวลาดำเนินการ 4 เดือน โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเฉพาะในตอนเริ่มต้นและตอนสิ้นสุดของการศึกษาเท่านั้น มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 114 คนในการศึกษาเหล่านี้ โดยมีช่วงอายุตั้งแต่ 55 ถึง 80 ปี
เราไม่สามารถหาข้อมูลได้เพียงพอที่จะนำมาประเมินได้อย่างน่าเชื่อถือว่า การศึกษาทั้งสองเรื่องนี้มีรูปแบบการออกแบบและการดำเนินการศึกษาอย่างไร เราได้ติดต่อไปยังผู้เขียนของการศึกษาเหล่านี้แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับ ดังนั้น การศึกษาเหล่านี้จึงถูกกำหนดสถานะให้เป็น ‘รอการจัดประเภท (awaiting classification)’ ในการทบทวนวรรณกรรมนี้ จนกว่าจะได้รับข้อมูลที่เพียงพอจากผู้เขียน
ข้อสรุปของผู้วิจัย
ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอตอกย้ำว่า NAC สามารถช่วยฟื้นฟูสภาพจากโรคต้อกระจก หรือป้องกันการลุกลามของโรคต้อกระจกได้ (ซึ่งกำหนดนิยามไว้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของลักษณะที่ปรากฏของต้อกระจก ไม่ว่าจะไปในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงก็ตาม) การศึกษาในอนาคตควรเป็นการทดลองแบบสุ่ม ปกปิดสองทาง และมีกลุ่มควบคุมด้วยยาหลอก (randomized, double-masked, placebo-controlled trials) ซึ่งใช้เกณฑ์ประเมินผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิตที่เป็นมาตรฐาน มีตัวประเมินผลลัพธ์ที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแล้ว ทั้งในแง่ความคมชัดของการมองเห็น ความสามารถในการแยกแยะความแตกต่างของความสว่าง และการสู้แสงจ้า รวมถึงควรมีขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่เพียงพอที่จะตรวจพบผลข้างเคียงได้
ผู้แปล แพทย์หญิงชุติมา ชุณหะวิจิตร วันที่ 2 พฤษภาคม 2026
Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก