อาการเลือดกำเดาไหลในเด็กมักจะหยุดได้เอง หรือหยุดลงได้หลังจากใช้วิธีบีบจมูก อย่างไรก็ตาม เด็กบางคนอาจมีอาการเลือดกำเดาไหลซ้ำๆ โดยไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ (recurrent idiopathic epistaxis) วิธีการรักษาที่ใช้กันบ่อยที่สุดคือการจี้ห้ามเลือด (cautery) หรือการใช้ครีมฆ่าเชื้อ หรือใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน การจี้ห้ามเลือด (วิธีการจี้เพื่อปิดผนึกหลอดเลือด) อาจทำให้รู้สึกเจ็บปวดได้แม้จะมีการใช้ยาชาเฉพาะที่แล้วก็ตาม โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นการใช้แท่งซิลเวอร์ไนเตรต (silver nitrate stick) จี้เพื่อปิดหลอดเลือดภายในโพรงจมูกที่มองเห็นได้ว่าอาจกำลังปริแตกหรือฉีกขาด สำหรับทางเลือกอื่นๆ ในการรักษา ได้แก่ การใช้ยาขี้ผึ้งเฉพาะที่ (ointments) และยาพ่นจมูก (nasal sprays) การทบทวนงานวิจัยพบว่า ยังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะนำมาเปรียบเทียบประสิทธิผลของทางเลือกในการรักษาแบบต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตาม การจี้ห้ามเลือดด้วยซิลเวอร์ไนเตรตในความเข้มข้นที่ต่ำกว่า จะมีประสิทธิผลดีกว่าในระยะสั้นและก่อให้เกิดความเจ็บปวดที่น้อยกว่า ทั้งนี้ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เพื่อแสดงให้เห็นถึงทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับลดภาวะเลือดกำเดาไหลเป็นซ้ำโดยไม่ทราบสาเหตุในเด็ก
อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
ภาวะเลือดกำเดาไหลเป็นซ้ำโดยไม่ทราบสาเหตุในเด็ก คือการที่มีเลือดออกทางจมูกซ้ำๆ ในผู้ป่วยอายุไม่เกิน 16 ปี ซึ่งไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ แม้ว่าภาวะเลือดกำเดาไหลจะพบได้บ่อยมากในเด็ก และผู้ป่วยส่วนใหญ่มักหายได้เอง (self-limiting) หรือทุเลาลงได้ด้วยวิธีง่ายๆ (เช่น การบีบจมูก) แต่ในรายที่มีอาการเป็นซ้ำและมีความรุนแรงกว่า อาจต้องได้รับการรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่ตรงกัน (consensus) ถึงประสิทธิผลของวิธีการแปลผลหรือวิธีการรักษาทางคลินิกแบบต่างๆ ที่นำมาใช้ในการจัดการกับภาวะดังกล่าว
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินผลของวิธีการรักษาแบบต่างๆ สำหรับการจัดการภาวะเลือดกำเดาไหลเป็นซ้ำโดยไม่ทราบสาเหตุในเด็ก
วิธีการสืบค้น
เราได้ทำการสืบค้นข้อมูลจาก Cochrane Ear, Nose and Throat Disorders Group Trials Register; Cochrane Central Register of Controlled Trials (CENTRAL); PubMed; EMBASE; CINAHL; Web of Science; BIOSIS Previews; Cambridge Scientific Abstracts; ICTRP และแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆ เพื่อค้นหาการศึกษาทดลองทั้งที่ได้รับการตีพิมพ์และไม่ได้รับการตีพิมพ์ วันที่ค้นหาล่าสุดคือ 5 มีนาคม 2012
เกณฑ์การคัดเลือก
เราได้รวบรวมการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCTs) ทั้งหมด (ทั้งแบบที่มีหรือไม่มีการปกปิดรูปแบบการศึกษา หรือ blinding) ซึ่งมีประเมินผลการรักษาทางศัลยกรรมหรืออายุรกรรม สำหรับภาวะเลือดกำเดาไหลเป็นซ้ำโดยไม่ทราบสาเหตุในเด็ก โดยเปรียบเทียบกับการไม่ได้รับการรักษา การใช้ยาหลอก หรือวิธีการรักษาอื่น และต้องเป็นการศึกษาที่มีการระบุชัดเจน หรือสามารถคำนวณความถี่และความรุนแรงของการเกิดเลือดกำเดาไหลภายหลังการรักษาได้ ผู้เขียนทั้งสองท่านได้ทบทวนบทความฉบับเต็มของการศึกษาทั้งหมดที่สืบค้นมาและมีแนวโน้มว่าจะมีความเกี่ยวข้อง โดยใช้เกณฑ์การคัดเลือกมาพิจารณาอย่างอิสระต่อกัน
การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
เราได้ประเมินระดับความเสี่ยงของการมีอคติของการศึกษาเหล่านั้นโดยใช้แนวทางของ Cochrane ผู้เขียนท่านหนึ่งเป็นผู้ดึงข้อมูลตามรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน และผลดังกล่าวได้รับการตรวจสอบซ้ำโดยผู้เขียนอีกท่านหนึ่ง ในกรณีที่จำเป็น เราได้ติดต่อไปยังผู้วิจัยเพื่อขอข้อมูลที่ขาดหายไป เราไม่ได้ทำการวิเคราะห์ meta-analysis เนื่องจากมีความแตกต่างกัน (heterogeneity) ของรูปแบบการรักษา ขั้นตอนการปฏิบัติ และคุณภาพของการศึกษาที่นำมารวบรวมเข้าด้วยกัน ดังนั้น จึงได้นำเสนอผลการศึกษาในรูปแบบภาพรวมเชิงพรรณนา
ผลการวิจัย
มีการศึกษาจำนวน 5 ฉบับ (เป็นการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCT) จำนวน 4 ฉบับ และการศึกษาที่มีกลุ่มควบคุมแบบกึ่งสุ่มจำนวน 1 ฉบับ) ซึ่งครอบคลุมผู้เข้าร่วมการศึกษาจำนวน 468 คน ผ่านตามเกณฑ์การคัดเข้า การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCTs) ที่พบ ได้เปรียบเทียบการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ 0.5% neomycin + 0.1% chlorhexidine (Naseptin®) กับการไม่ได้รับการรักษา, เปรียบเทียบปิโตรเลียมเจลลี่ Vaseline® กับการไม่ได้รับการรักษา, เปรียบเทียบการจี้โพรงจมูก (nasal cautery) ด้วยซิลเวอร์ไนเตรต (silver nitrate) ความเข้มข้น 75% กับ 95%, และเปรียบเทียบการจี้ด้วยซิลเวอร์ไนเตรตร่วมกับครีม Naseptin® เทียบกับการใช้ครีม Naseptin® เพียงอย่างเดียว; ส่วนการศึกษาที่มีกลุ่มควบคุมแบบกึ่งสุ่มได้เปรียบเทียบการใช้ครีมฆ่าเชื้อ Naseptin® กับการจี้ด้วยซิลเวอร์ไนเตรต ผลลัพธ์โดยรวมยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัด เนื่องจากไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างวิธีการรักษาที่นำมาเปรียบเทียบกันเมื่อสิ้นสุดการศึกษา อย่างไรก็ตาม พบว่าซิลเวอร์ไนเตรต 75% มีประสิทธิผลมากกว่าซิลเวอร์ไนเตรต 95% ที่ระยะเวลา 2 สัปดาห์หลังการจี้รักษา กลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยซิลเวอร์ไนเตรต 75% มีอาการเลือดกำเดาไหลหายไปอย่างสมบูรณ์ถึง 88% เมื่อเทียบกับ 65% ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยซิลเวอร์ไนเตรต 95% (ค่า P = 0.01) ไม่มีการรายงานถึงเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงจากวิธีการรักษาใดๆ แม้ว่าเด็กที่ได้รับการรักษาด้วยการจี้ซิลเวอร์ไนเตรตจะรายงานว่ารู้สึกเจ็บปวดจากการรักษา (แม้ว่าจะมีการใช้ยาชาเฉพาะที่แล้วก็ตาม) คะแนนความเจ็บปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญในผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยซิลเวอร์ไนเตรต 75% โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 1 เมื่อเทียบกับคะแนนเฉลี่ยที่ 5 ในผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยซิลเวอร์ไนเตรต 95%; ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ค่า P = 0.001)
เราได้ทำการประเมิน 'ความเสี่ยงต่อการมีอคติ' ของแต่ละการศึกษาตามระเบียบวิธีของ Cochrane และได้ข้อสรุปว่า มีการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCT) จำนวน 2 ฉบับที่มีความเสี่ยงของการมีอคติต่ำ, 2 ฉบับมีความเสี่ยงของการมีอคติที่ไม่ชัดเจน และการศึกษาที่มีกลุ่มควบคุมแบบกึ่งสุ่ม (quasi-randomised controlled trial) มีความเสี่ยงของการมีอคติสูง
ข้อสรุปของผู้วิจัย
ในปัจจุบันการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กที่มีภาวะเลือดกำเดาไหลเป็นซ้ำโดยไม่ทราบสาเหตุ ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อย่างไรก็ตาม หากทำการจี้โพรงจมูกด้วยซิลเวอร์ไนเตรต ควรเลือกใช้ความเข้มข้นที่ 75% มากกว่า 95% เนื่องจากมีประสิทธิผลดีกว่าในระยะสั้นและก่อให้เกิดความเจ็บปวดที่น้อยกว่า ทั้งนี้ ยังคงต้องการการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมที่มีคุณภาพสูง ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบวิธีการรักษากับยาหลอก หรือการไม่ได้รับการรักษา โดยมีระยะเวลาติดตามผลอย่างน้อย 1 ปี เพื่อประเมินข้อดีเปรียบเทียบของวิธีการรักษาแบบต่างๆ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ผู้แปล แพทย์หญิงชุติมา ชุณหะวิจิตร วันที่ 10 เมษายน 2026
Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก