ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ใช้สำหรับบรรเทาอาการปวดหลังการผ่าตัดต่อมทอนซิลในเด็ก ภาวะเลือดออกเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เป็นที่ทราบกันดีของการผ่าตัดนี้ และเนื่องจากยา NSAIDs สามารถรบกวนการแข็งตัวของเลือดได้ จึงมีความกังวลว่ายาเหล่านี้อาจไปเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออก หากภาวะเลือดออกมีความรุนแรง อาจส่งผลให้เด็กต้องกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีกครั้ง ต้องได้รับการให้เลือด หรือต้องกลับเข้าห้องผ่าตัดอีกครั้ง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องประเมินว่ายาเหล่านี้มีความปลอดภัยในการนำมาใช้กับเด็กที่เข้ารับการผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออกหรือไม่ การทบทวนวรรณกรรมนี้มุ่งเน้นไปที่ภาวะเลือดออกที่มีนัยสำคัญทางคลินิกซึ่งทำให้เด็กจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม มากกว่าการพิจารณาเพียงแค่ปริมาณเลือดที่สูญเสียไป นอกจากนี้ เรายังต้องการตรวจสอบด้วยว่า ยา NSAIDs ส่งผลต่ออุบัติการณ์ของการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดอื่นๆ เช่น อาการคลื่นไส้และอาเจียนด้วยหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับยาระงับปวดรูปแบบอื่น นอกจากนี้ เรายังมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบว่ายา NSAIDs ชนิดต่าง ๆ มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดภาวะเลือดออกได้มากกว่ากันหรือไม่
ข้อจำกัดชิ้นหลักของการทบทวนวรรณกรรมฉบับปรับปรุงข้อมูลของเราคือ ภาวะเลือดออกหลังการผ่าตัดต่อมทอนซิลนั้นเป็นเหตุการณ์ที่พบได้ไม่บ่อยนัก (เกิดขึ้นประมาณ 3% ถึง 5% ของกลุ่มผู้ป่วยเด็ก) เราได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดจากการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน (รวม 15 การทดลอง ซึ่งทำการศึกษาในเด็กประมาณ 1000 คน) ผลลัพธ์ของเรานั้นแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่สอดคล้องกับทั้งความเสี่ยงของการเกิดภาวะเลือดออกที่เพิ่มขึ้นและลดลง และปัจจุบันยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะนำมาเปรียบเทียบความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกของยา NSAIDs แยกเป็นรายชนิดได้ อย่างไรก็ตาม เราสามารถนำยาคีโตโรแลค (Ketorolac) ซึ่งมักถูกมองว่ามีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะเลือดออกได้มากกว่า มาเปรียบเทียบกับยา NSAIDs ชนิดอื่นๆ ได้ และไม่พบว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด พบว่ามีอาการคลื่นไส้และอาเจียนน้อยกว่าเมื่อมีการใช้ยา NSAIDs เป็นส่วนหนึ่งของแผนการระงับปวด เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ยา NSAIDs
ปัจจุบันยังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะตัดความเป็นไปได้ของความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกที่เพิ่มขึ้น เมื่อมีการใช้ยา NSAIDs ในการผ่าตัดต่อมทอนซิลในเด็ก แต่อย่างไรก็ตาม ยาดังกล่าวก็ให้ประโยชน์ในการช่วยลดอาการอาเจียนลงได้
อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ใช้สำหรับบรรเทาอาการปวดหลังการผ่าตัดต่อมทอนซิลในเด็ก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยาดังกล่าวยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด (platelet aggregation) และยืดระยะเวลาเลือดออก (bleeding time) ให้ยาวนานขึ้น จึงอาจส่งผลให้มีภาวะเลือดออกรอบระยะเวลาผ่าตัด (perioperative bleeding) เพิ่มมากขึ้นได้ ความเสี่ยงโดยรวมยังคงไม่ชัดเจน การทบทวนวรรณกรรมนี้ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2005 และได้รับการปรับปรุงข้อมูลล่าสุดในปี 2010 และปี 2012
วัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์หลักของการทบทวนวรรณกรรมนี้ คือการประเมินผลของยา NSAIDs ต่อภาวะเลือดออกในการผ่าตัดต่อมทอนซิลในเด็ก ผลลัพธ์รองของเราคือการตรวจสอบว่า ยา NSAIDs ส่งผลต่ออุบัติการณ์ของการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดอื่นๆ หรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับยาระงับปวดรูปแบบอื่น
วิธีการสืบค้น
เราได้สืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล
Cochrane Central Register of Controlled Trials (CENTRAL) (
The Cochrane Library
ปี 2012 ฉบับที่ 10); MEDLINE (ตั้งแต่เริ่มมีฐานข้อมูลจนถึงเดือนตุลาคม 2012); EMBASE (ตั้งแต่เริ่มมีฐานข้อมูลจนถึงเดือนตุลาคม 2012);
Current Problems
(จัดทำโดย UK Medicines Control Agency),
MedWatch
(จัดทำโดย the US Food and Drug Administration) และ
Australian Adverse Drug Reactions Bulletins
(จนถึงเดือนพฤษภาคม 2010) การสืบค้นข้อมูลครั้งแรกดำเนินการในเดือนสิงหาคม 2004 นอกจากนี้ เรายังได้ติดต่อไปยังผู้ผลิตและนักวิจัยในสาขานี้อีกด้วย
เกณฑ์การคัดเลือก
เราได้รวบรวมการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trials) ที่ประเมินการใช้ยา NSAIDs ในเด็กที่มีอายุไม่เกิน 16 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเข้ารับการผ่าตัดต่อมทอนซิล หรือการผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ (adenotonsillectomy) แบบนัดหมายล่วงหน้า
การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้เขียน 2 คนได้ทำการประเมินคุณภาพของการทดลองและดึงข้อมูลอย่างอิสระต่อกัน เราได้ติดต่อไปยังผู้วิจัยของการศึกษาต่างๆ เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมในกรณีที่จำเป็น
ผลการวิจัย
เราได้นำผลการศึกษาจำนวน 15 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมผู้ป่วยเด็กจำนวน 1101 คน มารวมไว้ในการทบทวนวรรณกรรมฉบับปรับปรุงข้อมูลนี้ มีการเพิ่มการศึกษาเข้ามาใหม่ 1 ฉบับ ซึ่งเป็นผลจากการสืบค้นข้อมูลในปี 2012 และมีการนำการศึกษา 1 ฉบับที่เคยถูกรวมไว้ก่อนหน้านี้ออกไป เนื่องจากขาดกระบวนการสุ่ม (lack of randomization) การศึกษา 14 ฉบับที่นำมารวมไว้ในการทบทวนนี้ ได้เปรียบเทียบยา NSAIDs กับยาระงับปวดชนิดอื่นหรือยาหลอก และรายงานถึงภาวะเลือดออกที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด การใช้ยา NSAIDs มีความเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดอย่างไม่มีนัยสำคัญ: ค่า Peto odds ratio (OR) 1.69 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% (CI) 0.71 ถึง 4.01) การศึกษา 10 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมเด็กจำนวน 365 คน รายงานถึงภาวะเลือดออกรอบระยะเวลาผ่าตัดที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีที่ไม่ใช่การผ่าตัด ยา NSAIDs ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจำนวนครั้งของภาวะเลือดออกรอบระยะเวลาผ่าตัดที่จำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีที่ไม่ใช่การผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญ: ค่า Peto OR 0.99 (95% CI 0.41 ถึง 2.40) แต่ช่วงความเชื่อมั่นดังกล่าวไม่ได้ตัดโอกาสที่จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นออกไป การศึกษา 13 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมเด็กจำนวน 1021 คน ได้รายงานถึงอาการอาเจียนหลังการผ่าตัด พบว่าระยะที่มีอาการอาเจียนเกิดขึ้นน้อยกว่า เมื่อมีการใช้ยา NSAIDs เป็นส่วนหนึ่งของแผนการระงับปวดเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ยา NSAIDs: ค่าอัตราส่วนความเสี่ยง (RR) แบบ Mantel Haenszel (M-H) เท่ากับ 0.72 (95% CI 0.61 ถึง 0.85)
ข้อสรุปของผู้วิจัย
ปัจจุบันยังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะตัดความเป็นไปได้ของความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกที่เพิ่มขึ้น เมื่อมีการใช้ยา NSAIDs ในการผ่าตัดต่อมทอนซิลในเด็ก แต่อย่างไรก็ตาม ยาดังกล่าวก็ให้ประโยชน์ในการช่วยลดอาการอาเจียนลงได้
แปลโดย พญ.ชุติมา ชุณหะวิจิตร วันที่ 26 เมษายน 2026
Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก