การระงับปวดด้วยการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังอาจช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดีหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกหรือข้อเข่า แต่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์นี้กับโอกาสเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนด้วย การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกและข้อเข่าเป็นการผ่าตัดที่พบได้บ่อยเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและคุณภาพชีวิต หลังการผ่าตัด การบรรเทาอาการปวดที่ดีเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเริ่มเดินได้อีกครั้ง การฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง (Epidural) เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไป อย่างไรก็ตาม วิธีบรรเทาอาการปวดนี้อาจทำให้การเริ่มใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (ยาละลายลิ่มเลือด) ล่าช้าออกไป ซึ่งยาดังกล่าวช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกบริเวณที่ฉีดยาชาเข้าช่องเหนือเยื่อหุ้มไขสันหลัง หากใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดร่วมกันในเวลาเดียวกัน การทบทวนนี้พบว่า การฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังโดยใช้ยาชาเฉพาะที่ร่วมกับหรือไม่ร่วมกับยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ อาจช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดีกว่าการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังโดยใช้ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์เพียงอย่างเดียว โดยอาจเห็นผลดีในช่วง 4 ถึง 6 ชั่วโมงแรกหลังการผ่าตัดเท่านั้น นอกเหนือจากการบรรเทาอาการปวดแล้ว ข้อมูลยังไม่เพียงพอที่จะสรุปถึงประโยชน์หรืออันตรายอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการระงับปวดด้วยยาชาเข้าช่องไขสันหลัง
อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกและข้อเข่าเป็นการผ่าตัดที่พบได้บ่อยเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและคุณภาพชีวิต การบรรเทาอาการปวดอย่างเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญในระยะหลังการผ่าตัด เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวและเริ่มทำกายภาพบำบัดได้ การฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังส่วนเอวเป็นวิธีการบรรเทาอาการปวดที่ใช้กันทั่วไปหลังจากการผ่าตัดเหล่านี้ เนื่องจากการใช้การระงับปวดทางช่องเหนือเยื่อหุ้มไขสันหลังอาจทำให้การเริ่มใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดเพื่อป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตันล่าช้าออกไป จากความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะเลือดคั่งกดทับในช่องเหนือเยื่อหุ้มไขสันหลัง จึงจำเป็นต้องมีการสังเคราะห์หลักฐานทางวิชาการ เพื่อพิจารณาว่าวิธีระงับปวดทางเลือกอื่นนั้นให้ผลแย่กว่า เทียบเท่า หรือดีกว่าการระงับปวดแบบใช้ยาชาเข้าช่องไขสันหลังหรือไม่
วัตถุประสงค์
การระงับปวดด้วยการฉีดยาชาเข้าช่องเหนือเยื่อหุ้มไขสันหลังบริเวณเอว มีประสิทธิภาพในการบรรเทาปวดหลังการผ่าตัด ในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกหรือข้อเข่าแบบไม่ฉุกเฉิน (elective) มากกว่าการให้ยาระงับปวดแบบออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย (systemic analgesia) หรือการระงับปวดเข้าทางน้ำไขสันหลังแบบออกฤทธิ์นาน (long-acting spinal analgesia) หรือไม่
วิธีการสืบค้น
มีการค้นหาข้อมูลในฐานข้อมูล MEDLINE, EMBASE, CINAHL, LILACS และ CENTRAL ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงเดือนมิถุนายน 2001
เกณฑ์การคัดเลือก
การศึกษาจะถูกคัดเข้ามารวมไว้ในรายงานนี้ หากเป็นการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCT) หรือแบบกึ่งสุ่ม (pseudo-randomized) ในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกหรือข้อเข่า ซึ่งมีการเปรียบเทียบระหว่างการระงับปวดด้วยการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง ส่วนเอวในช่วงหลังการผ่าตัด กับวิธีการบรรเทาอาการปวดด้วยวิธีอื่นๆ การคัดเลือกการศึกษาดำเนินการโดยผู้ประเมิน 2 ท่าน แบบไม่มีการปกปิดข้อมูล (unblinded)
การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยผู้ประเมิน 2 ท่านแบบไม่มีการปกปิดข้อมูลเช่นเดียวกัน มีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วย, ระเบียบวิธีวิจัย, แนวทางการรักษา, ผลลัพธ์ (การบรรเทาอาการปวด, การฟื้นฟู/การทำงานของอวัยวะหลังการผ่าตัด, ระยะเวลาในการพักรักษาตัวในโรงพยาบาล) และผลข้างเคียง การประเมินคุณภาพของระเบียบวิธีวิจัยใช้มาตรวัดแบบ 5 ระดับที่ผ่านการตรวจสอบความตรงตามมาตรฐานแล้ว การวิเคราะห์ Meta-analysis จะดำเนินการก็ต่อเมื่อมีข้อมูลที่เพียงพอจากการศึกษาตั้งแต่ 2 ฉบับขึ้นไป การทดสอบความแตกต่างของการศึกษาดำเนินการโดยใช้วิธี Breslow-Day method มีการใช้ Fixed-effect model ในการวิเคราะห์ ยกเว้นในกรณีที่พบความไม่เป็นเนื้อเดียวกันของข้อมูล ซึ่งจะเปลี่ยนไปใช้รูปแบบ Random-effects model แทน ข้อมูลต่อเนื่องถูกสรุปผลโดยใช้ผลต่างค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (WMD) หรือผลต่างค่าเฉลี่ยมาตรฐาน (SMD) พร้อมด้วยช่วงความเชื่อมั่น 95% (95% CI) ข้อมูลแบบแบ่งสองกลุ่ม ถูกสรุปผลโดยใช้ Odds ratios (OR) และจำนวนผู้ป่วยที่ต้องรักษาเพื่อให้เกิดผลดี 1 ราย (NNT) หรือจำนวนผู้ป่วยที่ต้องรักษาที่ทำให้เกิดผลเสีย 1 ราย (NNH) พร้อมด้วยช่วงความเชื่อมั่น 95% ตามลำดับ
ผลการวิจัย
ในช่วง 4 ถึง 6 ชั่วโมงแรกหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยที่ได้รับการระงับปวดด้วยการฉีดยาเข้าช่องไขสันหลัง มีอาการปวดขณะพักน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ได้รับการระงับปวดแบบออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย โดยประเมินจากมาตรวัดระดับความปวดด้วยสายตา (VAS) (SMD -0.77; 95% CI -1.24 ถึง -0.31) อย่างไรก็ตาม ผลลดปวดดังกล่าวไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อถึงช่วงเวลา 18 ถึง 24 ชั่วโมง (SMD -0.29; 95% CI -0.73 ถึง 0.16) ข้อสังเกตเหล่านี้อ้างอิงมาจากการศึกษาที่ประเมินในกลุ่มประชากรที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อเพียงอย่างเดียว หรือกลุ่มประชากรแบบผสมที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมหรือข้อเข่าเทียมทั้งข้อเท่านั้น สำหรับการบรรเทาอาการปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหวหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับการระงับปวดโดยฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังมีคะแนนระดับความปวดต่ำกว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับการระงับปวดแบบออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย ในการศึกษาทั้ง 4 ฉบับที่ประเมินผลลัพธ์นี้ ชนิดของยาที่เลือกใช้ฉีดเข้าทางช่องไขสันหลังอาจมีผลต่อความต่างของประสิทธิภาพระหว่างการระงับปวดด้วยวิธีฉีดเข้าช่องไขสันหลังและการระงับปวดแบบออกฤทธิ์ทั่วร่างกายได้เช่นกัน ความแตกต่างระหว่างการระงับปวดด้วยยาชาเข้าช่องไขสันหลังและการระงับปวดแบบออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย ในด้านความถี่ของการเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน (OR 0.95; 95% CI 0.60 ถึง 1.49) หรือภาวะกดการหายใจ (OR 1.07; 95% CI 0.45 ถึง 2.54) พบว่าไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ อาการง่วงซึม (Sedation) พบได้น้อยกว่าในกลุ่มที่ได้รับการระงับปวดทางช่องไขสันหลัง (OR 0.30; 95% CI 0.09 ถึง 0.97) โดยมีค่าจำนวนผู้ป่วยที่ต้องรักษาแล้วทำให้เกิดผลเสีย 1 ราย (NNH) เท่ากับผู้ป่วย 7.7 ราย (95% CI 3.5 ถึง 42.0) ในกลุ่มที่ได้รับการระงับปวดแบบออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย ภาวะปัสสาวะคั่ง (OR 3.50, 95% CI 1.63 ถึง 7.51; NNH 4.5, 95% CI 2.3 ถึง 12.2), อาการคัน (OR 4.74, 95% CI 1.76 ถึง 12.78; NNH 6.8, 95% CI 4.4 ถึง 15.8) และภาวะความดันโลหิตต่ำ (OR 2.78, 95% CI 1.15 ถึง 6.72; NNH 6.7, 95% CI 3.5 ถึง 103) พบได้บ่อยกว่าในกลุ่มที่ได้รับการระงับปวดทางช่องไขสันหลัง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการระงับปวดแบบออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย ข้อมูลหรือจำนวนผู้ป่วยทดลองยังมีไม่เพียงพอที่จะสรุปผลของการระงับปวดด้วยยาชาเข้าช่องไขสันหลังที่มีต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงหลังการผ่าตัด ผลลัพธ์ด้านการทำงานของอวัยวะ หรือระยะเวลาในการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลได้
ข้อสรุปของผู้วิจัย
การระงับปวดด้วยการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังอาจมีประโยชน์ในการบรรเทาอาการปวดหลังผ่าตัด โดยเฉพาะหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อต่อบริเวณขาครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่ได้รับอาจจำกัดอยู่เฉพาะในช่วงแรกหลังการผ่าตัด (4 ถึง 6 ชั่วโมง) เท่านั้น การให้ยาชาเฉพาะที่หรือยาชาเฉพาะที่ผสมกับยาแก้ปวดทางช่องไขสันหลังอาจได้ผลดีกว่าการให้ยาแก้ปวดทางช่องไขสันหลังเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาถึงประสิทธิภาพของการบรรเทาอาการปวดควบคู่ไปกับความถี่ของการเกิดผลข้างเคียง หลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะสรุปเกี่ยวกับความถี่ของภาวะแทรกซ้อนที่หายากจากการระงับปวดด้วยยาชาเข้าช่องไขสันหลัง ภาวะแทรกซ้อนหรืออัตราการเสียชีวิตหลังผ่าตัด ผลลัพธ์ด้านการทำงาน หรือระยะเวลาการพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
ผู้แปล แพทย์หญิงชุติมา ชุณหะวิจิตร วันที่ 14 พฤษภาคม 2026
Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก




