ในผู้ป่วยที่เพิ่งเกิดภาวะโรคหลอดเลือดสมอง (วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในสมอง ไม่ว่าจะเป็นผลมาจากหลอดเลือดแดงที่หล่อเลี้ยงสมองเกิดการอุดตัน หรือหลอดเลือดแดงในสมองหรือบนเยื่อหุ้มสมองเกิดการปริแตกและมีเลือดออก) การมีความดันโลหิตที่สูงเกินไปหรือต่ำเกินไปอาจเป็นอันตรายได้ ยาที่ช่วยเพิ่มความดันโลหิตในกรณีที่มีความดันโลหิตต่ำ หรือยาที่ช่วยลดความดันโลหิตในกรณีที่มีความดันโลหิตสูง อาจส่งผลดีต่อผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลันได้ การทบทวนวรรณกรรมฉบับนี้ ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากการทดลองจำนวน 43 การทดลอง และมีผู้เข้าร่วมจำนวน 7649 คน พบว่ายังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะตััดสินใจได้ว่า ควรหรือไม่ควรนำยาที่มีฤทธิ์ในการปรับเปลี่ยนความดันโลหิตมาใช้ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมต่อไป
อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าควรมีการเข้าไปปรับระดับความดันโลหิต (BP) โดยตรงในระหว่างระยะเฉียบพลันของโรคหลอดเลือดสมองหรือไม่
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินผลของการลดหรือเพิ่มระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน รวมถึงประเมินผลของยาที่มีฤทธิ์ต่อหลอดเลือดชนิดต่าง ๆ ที่มีต่อความดันโลหิตในภาวะโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน
วิธีการสืบค้น
ผู้วิจัยได้ทำการสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล Cochrane Stroke Group Trials Register (สืบค้นครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2009), ฐานข้อมูล Cochrane Central Register of Controlled Trials (CENTRAL) (ตีพิมพ์ใน The Cochrane Library ฉบับที่ 4, ปี 2009), ฐานข้อมูล MEDLINE (ปี 1966 ถึง ตุลาคม 2009), ฐานข้อมูล EMBASE (ปี 1980 ถึง ตุลาคม 2009) และฐานข้อมูล Science Citation Index (ปี 1981 ถึง ตุลาคม 2009)
เกณฑ์การคัดเลือก
การทดลองแบบสุ่มของการรักษาที่คาดว่าจะมีผลในการปรับเปลี่ยนความดันโลหิตของผู้ป่วยตามหลักการทางเภสัชวิทยา โดยให้การรักษาภายใน 1 สัปดาห์นับตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน
การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้ทบทวนวรรณกรรม 2 ท่านได้พิจารณาใช้เกณฑ์การคัดเลือกการทดลองเข้าศึกษา ประเมินคุณภาพของการทดลอง และดึงข้อมูลอย่างเป็นอิสระต่อกัน
ผลการวิจัย
ผู้วิจัยพบการทดลองที่เข้าเกณฑ์จำนวน 131 การทดลอง ซึ่งมีผู้ป่วยเข้าร่วมมากกว่า 18,000 คน และยังมีอีก 13 การทดลองที่กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดทำ ผู้วิจัยได้รับข้อมูลจากการทดลองจำนวน 43 การทดลอง (มีผู้ป่วยจำนวน 7649 คน) ในบรรดาการทดลองลดความดันโลหิต ยาต้านตัวรับเบต้าช่วยลดความดันโลหิตได้ (ค่าเฉลี่ยความแตกต่าง (MD) ของความดันโลหิตซิสโตลิก (SBP) ในช่วงต้น -6.1 มิลลิเมตรปรอท ช่วงความเชื่อมั่น 95% -11.4 ถึง -0.9; ค่าเฉลี่ยความแตกต่าง (MD) ของ SBP ในช่วงปลาย -4.9 มิลลิเมตรปรอท ช่วงความเชื่อมั่น 95% -10.2 ถึง 0.4; ค่าเฉลี่ยความแตกต่าง (MD) ของความดันโลหิตไดแอสโตลิก (DBP) ในช่วงปลาย -4.5 มิลลิเมตรปรอท ช่วงความเชื่อมั่น 95% -7.8 ถึง -1.2) ยาแคลเซียมชาแนลบลอกเกอร์ชนิดรับประทาน (CCB) ช่วยลดความดันโลหิต (ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตซิสโตลิกช่วงหลัง -3.2 มิลลิเมตรปรอท ช่วงความเชื่อมั่น 95% -5.4 ถึง -1.1; ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตไดแอสโตลิกช่วงแรก -2.5 มิลลิเมตรปรอท ช่วงความเชื่อมั่น 95% -5.6 ถึง 0.7; ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตไดแอสโตลิกช่วงหลัง -2.1 มิลลิเมตรปรอท ช่วงความเชื่อมั่น 95% -3.5 ถึง -0.7) ยาที่ให้ไนตริกออกไซด์ช่วยลดความดันโลหิต (ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตซิสโตลิกในช่วงต้น -10.3 มิลลิเมตรปรอท ช่วงความเชื่อมั่น 95% -17.6 ถึง -3.0) โปรสตาไซคลินช่วยลดความดันโลหิต (ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตซิสโตลิกช่วงหลัง -7.7 มิลลิเมตรปรอท ช่วงความเชื่อมั่น 95% -15.6 ถึง 0.2; ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตไดแอสโตลิกช่วงหลัง -3.9 มิลลิเมตรปรอท ช่วงความเชื่อมั่น 95% -8.1 ถึง 0.4) ในกลุ่มการทดลองเกี่ยวกับการเพิ่มความดันโลหิต พบว่าสารไดแอสไพรินครอสลิงก์ฮีโมโกลบิน (DCLHb) สามารถเพิ่มความดันโลหิตได้ (ค่าความแตกต่างของค่าเฉลี่ย ของความดันโลหิตตัวบนระยะแรก (early SBP) อยู่ที่ 15.3 mmHg, 95% CI 4.0 ถึง 26.6; ค่า MD ของ SBP ระยะหลัง อยู่ที่ 15.9 mmHg, 95% CI 1.8 ถึง 30.0) ไม่มียากลุ่มใดที่ส่งผลให้ผลลัพธ์ทางคลินิกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นสาร DCLHb ซึ่งไปเพิ่มอัตราผลลัพธ์รวมของการเสียชีวิตหรือการตกอยู่ในภาวะพึ่งพิง (odds ratio (OR) 5.41, 95% CI 1.87 ถึง 15.64)
ข้อสรุปของผู้วิจัย
ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอที่จะนำมาประเมินผลของการปรับเปลี่ยนความดันโลหิต (BP) ต่อผลลัพธ์ภายหลังการเกิดโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลันได้อย่างน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วย DCLHb มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ทางคลินิกที่แย่ลง ยากลุ่ม Beta receptor antagonists, ยากลุ่ม CCBs, ไนตริกออกไซด์ และพรอสตาไซคลิน ต่างก็มีส่วนช่วยลดความดันโลหิตได้ในช่วงระยะเฉียบพลันของโรคหลอดเลือดสมอง ในทางตรงกันข้าม สาร DCLHb กลับทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น
ผู้แปล แพทย์หญิงชุติมา ชุณหะวิจิตร วันที่ 23 เมษายน 2026
Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก




