ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือด (Stents) จะถูกใส่เข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจ (Coronary arteries) เพื่อช่วยถ่างขยายหลอดเลือดที่เคยอุดตันให้เปิดออก ภายหลังการใส่ขดลวด อาจมีลิ่มเลือด (thrombus) ก่อตัวขึ้นในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (ทั้งแบบที่อาจรุนแรงถึงแก่ชีวิตและไม่ถึงแก่ชีวิต) หรือทำให้ต้องเข้ารับการผ่าตัดเพิ่มเติม ต้องให้ยาละลายลิ่มเลือดในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด การให้ยา Ticlopidine ร่วมกับ Aspirin สามารถลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนหลังการใส่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจได้ โดยจะทำให้มีภาวะเลือดออกน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาตามมาตรฐาน (การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน) อย่างไรก็ตาม การใช้ยา Ticlopidine ร่วมกับ Aspirin อาจมีผลข้างเคียงอื่นๆ ได้ เช่น ภาวะเป็นพิษต่อไขกระดูก ดังนั้น จึงขอแนะนำให้มีการติดตามผลการตรวจนับเม็ดเลือดอย่างใกล้ชิดและเข้มงวดในระหว่างช่วงที่รับการรักษาด้วยยาดังกล่าว
อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
การให้ยา Ticlopidine ร่วมกับ Aspirin เป็นระยะเวลา 2 ถึง 4 สัปดาห์ ภายหลังการใส่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจนั้น ถือว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการอุดตันจากลิ่มเลือดในหลอดเลือดบริเวณที่ใส่ขดลวด และมีความปลอดภัยในแง่ของภาวะเลือดออก รวมถึงภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดส่วนปลาย อย่างไรก็ตาม มีรายงานการพบภาวะแทรกซ้อนทางโลหิตวิทยา (ระบบเลือด) จากการใช้ยาสูตรนี้ ซึ่งพบได้ยากแต่อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการใช้ยา Ticlopidine ร่วมกับ Aspirin เปรียบเทียบกับยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน (Oral anticoagulants) ภายหลังการใส่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ
วิธีการสืบค้น
ทำการสืบค้นฐานข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์จาก Cochrane Library, Medline และ Embase ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991 จนถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1999 รวมถึงสืบค้นจากรายการเอกสารอ้างอิงของการศึกษาต่างๆ และจากผู้เชี่ยวชาญ
เกณฑ์การคัดเลือก
การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ที่เปรียบเทียบระหว่างการใช้ยา Ticlopidine ร่วมกับ Aspirin กับยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน (ทั้งแบบที่ให้หรือไม่ให้ร่วมกับ Aspirin) ภายหลังการใส่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ ทั้งแบบที่นัดหมายวางแผนล่วงหน้า (Elective) และแบบฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า (Bail out)
การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้ทบทวนวรรณกรรมจำนวน 3 ท่านได้ทำการประเมินคุณภาพของการทดลอง และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์ต่างๆ ซึ่งได้แก่: อัตราการเสียชีวิตโดยรวม, ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายที่ไม่ถึงแก่ชีวิต, และการต้องหัตถการเปิดหลอดเลือดใหม่ (revascularization) ที่เกิดขึ้นภายในช่วง 30 วันแรกหลังการเข้ารักษาในโรงพยาบาล, ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในขดลวดจากการฉีดสีตรวจทางหลอดเลือด (angiography), ภาวะเลือดออกรุนแรงและไม่รุนแรง, ภาวะเม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิลต่ำ (neutropenia), ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (thrombocytopenia), และภาวะเลือดออกที่เกิดจากเกล็ดเลือดต่ำและมีลิ่มเลือดอุดตัน (thrombotic thrombocytopenic purpura หรือ TTP)
ผลการวิจัย
มี 4 การทดลอง (จำนวนผู้ป่วย = 2436 คน) ถูกรวมเข้าไว้ในการศึกษานี้ การใช้ยา Ticlopidine ร่วมกับ Aspirin เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน สามารถลดความเสี่ยงของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่ไม่ถึงแก่ชีวิตและการต้องทำหัตถการเปิดหลอดเลือดใหม่ที่ระยะเวลา 30 วัน รวมถึงลดเหตุการณ์เชิงลบแบบรวม (ประกอบด้วย การเสียชีวิต ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และการเกิดหลอดเลือดใหม่ที่ 30 วัน) ได้อย่างมีนัยสำคัญ (RR: 0.41; 95% CI: 0.25 ถึง 0.69; NNT สำหรับ 30 วัน: 22; 95% CI: 14 ถึง 45) รวมทั้งช่วยลดภาวะเลือดออกรุนแรงได้อย่างมีนัยสำคัญ (ค่า RR ในการศึกษาที่มีคุณภาพสูง 0.24 ; 95% CI: 0.07 ถึง 0.79) การใช้ยา Ticlopidine ร่วมกับ Aspirin เมื่อเปรียบเทียบกับยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน พบว่าเพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อการเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ, ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ และภาวะเม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิลต่ำ (neutropenia) (RR: 5; 95% CI: 1.08 ถึง 13.07; NNT สำหรับ 30 วัน: 142; 95% CI: 76 ถึง 1000) การใช้ยา Ticlopidine ร่วมกับ Aspirin เมื่อเปรียบเทียบกับยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน ไม่มีผลต่ออัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ การใช้ยา Ticlopidine ร่วมกับ Aspirin ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะลิ่มเลือดอุดตันในขดลวด (จากการฉีดสีตรวจทางหลอดเลือด) ได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งพบได้เฉพาะในการศึกษาที่มีการประเมินผลลัพธ์แบบปกปิดเท่านั้น (RR: 0.14; 95% CI: 0.03 ถึง 0.60; NNT สำหรับ 30 วัน: 33; 95% CI:16 to 166) มีรายงานการเกิดภาวะเลือดออกแบบไม่รุนแรงในการศึกษาเพียง 1 ฉบับ และไม่มีการศึกษาใดที่บันทึกว่าพบภาวะเลือดออกที่เกิดจากเกล็ดเลือดต่ำและมีลิ่มเลือดอุดตัน (TTP)
ข้อสรุปของผู้วิจัย
การใช้ยา Ticlopidine ร่วมกับ Aspirin ภายหลังการใส่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ มีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของการต้องทำหัตถการเปิดหลอดเลือดใหม่ (revascularization) ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายที่ไม่ถึงแก่ชีวิต และภาวะแทรกซ้อนจากภาวะเลือดออก เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน ไม่พบผลกระทบต่ออัตราการเสียชีวิตโดยรวม อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงทางระบบเลือดของยา Ticlopidine ยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวล และขอแนะนำให้มีการติดตามผลการตรวจนับเม็ดเลือดอย่างใกล้ชิดและเข้มงวด นอกจากนี้ แพทย์ควรตระหนักและเฝ้าระวังถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ยาก แต่มีโอกาสเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตอย่างเช่นภาวะ TTP ด้วย
ผู้แปล แพทย์หญิงชุติมา ชุณหะวิจิตร วันที่ 21 พฤษภาคม 2026
Cochrane review ฉบับนี้มีต้นฉบับที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้แปลเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของเนื้อหาในฉบับแปล การแปลนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกัน ให้ยึดถือต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก