การให้การสนับสนุน การให้ความรู้ และพฤติกรรมบำบัด จะช่วยเพิ่มการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกชนิดต่อเนื่องในผู้ใหญ่ที่มีการหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นหรือไม่

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) และเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกชนิดต่อเนื่อง (CPAP) คืออะไร

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) เป็นภาวะที่ทำให้การหายใจถูกขัดจังหวะระหว่างการนอนหลับ ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) ใช้เวลาในการนอนหลับพักผ่อนมากขึ้นและมีเวลาในการนอนหลับลึกน้อยลงและส่งผลให้เกิดอาการง่วงนอนตอนกลางวันซึ่งอาจส่งผลต่อชีวิตประจำวันของพวกเขา

การใส่เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกชนิดต่อเนื่อง (CPAP) เป็นการรักษาที่ให้อากาศที่มีแรงดันเพื่อทำให้ทางเดินหายใจเปิด การรักษาด้วยเครื่อง CPAP เกี่ยวข้องกับเครื่องที่มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน คืออุปกรณ์ที่ครอบพอดีกับจมูกและปาก ท่อที่เชื่อมต่อหน้ากากกับเครื่องที่สร้างแรงดันลม และเครื่องสร้างแรงดันลมที่เป่าลมเข้าไปในท่อ

คำถามของการทบทวนวรรณกรรม

เราทราบกันดีแล้วว่าเครื่อง CPAP ใช้รักษา OSA ได้อย่างมีประสิทธิภาพในคนส่วนใหญ่โดยทำให้อาการที่เป็นผลจาก OSA ดีขึ้น อย่างไรก็ตามหลายๆ คนก็ไม่ได้ใช้เครื่อง CPAP มากเท่าที่ได้รับคำแนะนำให้ใช้ เราต้องการดูการทดลองที่ออกแบบมาเพื่อให้ความรู้และแรงจูงใจให้กับผู้ที่มีภาวะ OSA ให้ใช้เครื่อง CPAP มากขึ้น

ลักษณะของการศึกษา

เราตรวจสอบหลักฐานจากการศึกษาแบบ randomised, parallel-group, controlled studies จากการสืบค้นวรรณกรรมที่ครอบคลุมและการประเมินการทดลอง เรารวบรวมการศึกษาได้ 41 เรื่อง (จำนวนผู้เข้าร่วม = 9005 คน) คนส่วนใหญ่ที่ประสบกับอาการง่วงนอนตอนกลางวันมากเกินไปและเพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ OSA ระยะเวลาของการศึกษาอยู่ระหว่าง 28 วันจนถึงสองปี

ผลการศึกษา

เราจัดกลุ่มการทดลองดังนี้ a)กลุ่มที่ได้รับการสอน b) กลุ่มที่ได้รับการสนับสนุน c) กลุ่มที่ได้รับพฤติกรรมบำบัด และ d) กลุ่มที่ได้รับกิจกรรมแบบผสมผสาน (ใช้ทั้ง 3 เทคนิค)

เราพบว่าการทดลองที่ให้ทุกประเภทเพิ่มการใช้เครื่อง CPAP โดยมีระดับความน่าเชื่อถือที่แตกต่างกัน พฤติกรรมบำบัดช่วยเพิ่มการใช้เครื่องได้ 79 นาทีต่อคืน และการให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องอาจทำให้การใช้เครื่องเพิ่มขึ้นประมาณ 42 นาทีต่อคืน การให้ความรู้และการทดลองแบบผสมอาจเพิ่มการใช้เครื่อง CPAPได ้อย่างไรก็ตามความเชื่อมั่นของหลักฐานนี้ต่ำมาก

นอกจากนี้เรายังต้องการดูผลลัพธ์ตัวอื่น ๆ เช่น การง่วงนอนตอนกลางวันโดยใช้ Epworth Sleepiness Scale (ESS) คุณภาพชีวิต ภาวะซึมเศร้า และดัชนีภาวะหยุดหายใจและหายใจแผ่วขณะหลับ (การวัดการหยุดหายใจชั่วขณะและการหายใจช้าหรือหายใจตื้น) การศึกษาทั้งหมดไม่ได้รวมถึงการตรวจสอบผลลัพธ์อื่นๆ เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามพฤติกรรมบำบัดอาจลดการง่วงนอนในตอนกลางวันได้

โดยทั่วไป การศึกษาคัดเลือกคนที่เพิ่งเริ่มใช้เครื่อง CPAP

คุณภาพของหลักฐาน

คุณภาพของหลักฐานสำหรับการใช้เครื่อง CPAP อย่างสม่ำเสมอที่เพิ่มขึ้นมีความแตกต่างกันอย่างมากในการศึกษาและประเภทการศึกษา เรามั่นใจว่ากิจกรรมที่ให้ด้านพฤติกรรมช่วยเพิ่มความสม่ำเสมอในการใช้เครื่องได้ประมาณ 70 นาทีต่อคืน คุณภาพของหลักฐานสำหรับการให้ความรู้ การช่วยเหลือสนับสนุนและการให้กิจกรรมแบบผสมยังไม่น่าเชื่อถือ คุณภาพของหลักฐานสำหรับอาการที่เกี่ยวข้องกับ OSA ได้แก่ การง่วงนอนตอนกลางวัน คุณภาพชีวิต ความวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าได้รับผลกระทบจากจำนวนการศึกษาที่น้อยที่วัดผลลัพธ์เหล่านี้

ข้อสรุปของผู้วิจัย: 

ในผู้ที่มีการหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกลั้น (OSA) และยังใหม่ต่อการใช้เครื่อง CPAP หลักฐานมีความเชื่อมั่นสูง ซึ่งบ่งชี้ว่าพฤติกรรมบำบัดทำให้การใช้อุปกรณ์รายชั่วโมงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิกเมื่อเทียบกับการดูแลตามปกติ หลักฐานมีความเชื่อมั่นระดับปานกลางแสดงให้เห็นว่าการให้การสนับสนุนเพิ่มการใช้เครื่อง CPAP ได้เพียงเล็กน้อย หลักฐานที่มีความเชื่อมั่นต่ำมากแสดงให้เห็นว่าการให้ความรู้และวิธีการแบบผสมอาจเพิ่มการใช้เครื่อง CPAP ได้เพียงเล็กน้อย ผลกระทบจากการใช้เครื่อง CPAP ที่ดีขึ้นต่อการง่วงนอนตอนกลางวัน คุณภาพชีวิต และคะแนนด้านอารมณ์และความวิตกกังวลยังไม่ชัดเจน เนื่องจากผลลัพธ์เหล่านี้ไม่ได้รับการประเมินไว้ในการศึกษาที่รวบรวมได้ หลายๆ การศึกษาได้กล่าวถึงตัวเลือกของกิจกรรมการทดลองที่ตรงกับความต้องการของผู้ป่วยแต่ละรายที่ดีที่สุด ดังนั้นผลของการบำบัดที่ประสบความสำเร็จและคุ้มค่าที่สุดจึงเป็นที่ต้องการ

อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
บทนำ: 

แม้ว่าการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ผู้ใช้ยังไม่ยอมรับเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกชนิดต่อเนื่อง (CPAP) ในระดับสากล การให้ความรู้ การสนับสนุนและพฤติกรรมบำบัด อาจช่วยให้ผู้ที่มี OSA เริ่มต้นใช้เครื่อง CPAP และยังคงใช้เครื่องอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

วัตถุประสงค์: 

เพื่อประเมินประสิทธิผลของกลยุทธ์ด้านการให้ความรู้ ด้านการสนับสนุน และด้านพฤติกรรมบำบัด หรือแบบผสม (การรวมกันของประเภทการทดลองที่ให้ตั้งแต่ 2 ประเภทขึ้นไป) เป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้ใหญ่ที่ถูกกำหนดให้ใช้เครื่อง CPAP ให้ใช้อุปกรณ์ของตนเองได้

วิธีการสืบค้น: 

การสืบค้นได้ดำเนินการใน the Cochrane Airways Group Specialised Register of trials การสืบค้นหลักฐานที่มีจนถึงวันที่ 29 เมษายน 2019

เกณฑ์การคัดเลือก: 

เรารวบรวมการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (RCT) ที่ประเมินการทดลองที่ถูกออกแบบมาเพื่อแจ้งให้ผู้เข้าร่วมทราบเกี่ยวกับ CPAP / OSA ว่าเป็นการสนับสนุนพวกเขาในการใช้เครื่อง CPAP หรือเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเขาเพื่อเพิ่มการใช้เครื่อง CPAP

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล: 

เราประเมินการศึกษาเพื่อพิจารณาความเหมาะสมที่จะรวบรวมเอาไว้ในการทบทวนวรรณกรรม ข้อมูลถูกดึงออกมาอย่างเป็นอิสระและถูกป้อนเข้าสู่ โปรแกรม RevMan เพื่อการวิเคราะห์ มีการประเมิน 'ความเสี่ยงของการมีอคติ' โดยใช้เครื่องมือ 'Risk of bias 2' ที่ปรับปรุงแล้วสำหรับผลลัพธ์หลักคือ การใช้เครื่อง CPAP การประเมิน 'ความเสี่ยงของการมีอคติ' ดำเนินการโดยใช้เครื่องมือประเมิน 'ความเสี่ยงของการมีอคติ' ดั้งเดิม การประเมิน GRADE ดำเนินการโดยใช้ GRADEpro

ผลการวิจัย: 

การศึกษา 41 เรื่อง (ผู้เข้าร่วมจำนวน 9005 คน) รวมอยู่ในการทบทวนนี้ การศึกษาใหม่จำนวน 16 เรื่องได้จากการสืบค้นใหม่ที่ทันสมัย คะแนน Baseline Epworth Sleepiness Scale (ESS) ระบุว่าผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่มีปัญหาจากการง่วงนอนตอนกลางวันมากเกินไป ผู้เข้าร่วมที่ได้รับคัดเลือกส่วนใหญ่ไม่เคยใช้เครื่อง CPAP มาก่อน เมื่อตรวจสอบความเสี่ยงของการมีอคติสำหรับผลลัพธ์หลักของการใช้เครื่อง CPAP รายชั่วโมง / คืน พบว่า 58.3% ของการศึกษามีความเสี่ยงโดยรวมสูง (การศึกษา 24 เรื่องใน 41 เรื่อง) 39.0% ความเสี่ยงโดยรวมยังต้องนำมาพิจารณา (การศึกษา 16 เรื่องใน 41 เรื่อง) และ 2.4% มีความเสี่ยงโดยรวมต่ำ (การศึกษา 1 เรื่องใน 41 เรื่อง)

เราไม่แน่ใจว่าการให้ความรู้จะช่วยให้การใช้อุปกรณ์ดีขึ้นหรือไม่เนื่องจากความเชื่อมั่นของหลักฐานได้รับการประเมินว่าต่ำมาก เราไม่สามารถทำการวิเคราะห์เมตต้าสำหรับจำนวนการถอนตัวออกจากการวิจัยและคะแนนอาการเนื่องจากมีความแตกต่างในการศึกษาสูง

การให้การสนับสนุนอาจเพิ่มการใช้งานอุปกรณ์ได้ 0.70 ชั่วโมง / คืน (ช่วงความเชื่อมั่น 95% (CI) 0.36 ถึง 1.05, จำนวนผู้เข้าร่วม 1426 คน, การศึกษา 13 เรื่อง, หลักฐานมีความเชื่อมั่นปานกลาง) และหลักฐานที่มีความเชื่อมั่นต่ำบ่งชี้ให้เห็นว่าจำนวนผู้เข้าร่วมที่ใช้อุปกรณ์ ≥ 4 ชั่วโมง/คืน อาจเพิ่มขึ้นจาก 601 เป็น 717 ต่อ 1000 (OR 1.68, 95% CI 1.08 ถึง 2.60, ผู้เข้าร่วม 376 คน, การศึกษา 2 เรื่อง) อย่างไรก็ตามจำนวนการถอนออกจากการวิจัยอาจเพิ่มขึ้นจาก 136 เป็น 167 ต่อ 1000 (OR 1.27, 95% CI 0.97 เป็น 1.66, จำนวนผู้เข้าร่วม 1702 คน, การศึกษา 11 เรื่อง, หลักฐานมีความเชื่อมั่นต่ำ) ผู้เข้าร่วมอาจรู้สึกว่าอาการดีขึ้นเล็กน้อย (คะแนน ESS -0.32 คะแนน, 95% CI -1.19 ถึง 0.56, จำนวนผู้เข้าร่วม 470 คน, การศึกษา 5 เรื่อง, หลักฐานมีความเชื่อมั่นต่ำ) และเราไม่แน่ใจว่าคุณภาพชีวิตจะดีขึ้นหรือไม่ด้วยการให้การสนับสนุนเนื่องจากความน่าเชื่อถือของหลักฐานถูกประเมินว่าต่ำมาก

เมื่อเปรียบเทียบกับการดูแลตามปกติ พบว่าพฤติกรรมบำบัดทำให้การใช้อุปกรณ์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิกเป็น 1.31 ชั่วโมง/คืน (95% CI 0.95 ถึง 1.66, จำนวนผู้เข้าร่วม 578 คน, การศึกษา 8 เรื่อง, หลักฐานมีความเชื่อมั่นสูง) จำนวนผู้เข้าร่วมที่ใช้เครื่อง CPAP ≥ 4 ชั่วโมง/คืน เพิ่มจาก 371 เป็น 501 ต่อ 1000 (OR 1.70, 95% CI 1.20 ถึง 2.41, จำนวนผู้เข้าร่วม 549 คน, การศึกษา 6 เรื่อง, หลักฐานมีความเชื่อมั่นสูง) และลดจำนวนการถอนตัวออกจากการวิจัยจาก 146 เป็น 101 ต่อ 1000 (OR 0.66, 95% CI 0.44 ถึง 0.98, จำนวนผู้เข้าร่วม 939 คน, การศึกษา 10 เรื่อง, หลักฐานมีความเชื่อมั่นสูง) พฤติกรรมบำบัดอาจลดอาการ (คะแนน ESS -2.42 คะแนน, 95% CI -4.27 ถึง -0.57, จำนวนผู้เข้าร่วม 272 คน, การศึกษา 5 เรื่อง, หลักฐานมีความเชื่อมั่นต่ำ) แต่อาจไม่มีผลต่อคุณภาพชีวิต (แบบสอบถามผลลัพธ์การทำงานของการนอนหลับ (FOSQ), ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยมาตรฐาน (SMD) 0.00, 0.95% CI -0.26 ถึง 0.26, จำนวนผู้เข้าร่วม 228 คน, การศึกษา 3 เรื่อง, หลักฐานมีความเชื่อมั่นปานกลาง) เราไม่แน่ใจว่าพฤติกรรมบำบัดจะช่วยเพิ่มดัชนีภาวะหยุดหายใจและหายใจแผ่วขณะหลับ (AHI) หรือไม่ เนื่องจากความเชื่อมั่นของหลักฐานได้รับการประเมินว่าต่ำมาก

เราไม่แน่ใจว่าวิธีการแบบผสมจะช่วยเพิ่มการใช้อุปกรณ์ เพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมที่ใช้เครื่อง CPAP ≥ 4 ชั่วโมง/คืน ลดการถอนตัวออกจากการวิจัย เพิ่มคุณภาพชีวิต หรือลดอาการวิตกกังวลหรือไม่ เนื่องจากมีการประเมินความเชื่อมั่นของหลักฐานสำหรับผลลัพธ์เหล่านี้ว่าต่ำมาก ไม่สามารถประเมินคะแนนอาการผ่าน ESS ได้เนื่องจากการศึกษามีความแตกต่างกันในแต่ละการศึกษา

บันทึกการแปล: 

วราลักษณ์ กิตติวัฒน์ไพศาล วันที่ 26 มีนาคม 2021

Tools
Information
Share/Save