การเสริมเกลือด้วยธาตุเหล็กและไอโอดีน เมื่อเทียบกับเกลือที่เสริมด้วยไอโอดีนเท่านั้น เพื่อปรับปรุงสถานะของธาตุเหล็กและไอโอดีน

ใจความสำคัญ

เมื่อเทียบกับเกลือเสริมไอโอดีน เกลือเสริมสองธาตุ (เกลือเสริมธาตุเหล็กและไอโอดีน) อาจปรับปรุงผลของธาตุเหล็กและธาตุอาหารไอโอดีนบางอย่าง เช่น ความเข้มข้นของฮีโมโกลบิน (กล่าวคือ สารที่ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงมีสี) และธาตุเหล็กสะสมในร่างกาย อย่างไรก็ตาม อาจลดความเข้มข้นของไอโอดีนในปัสสาวะ และอาจทำให้เกิดความแตกต่างเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยกับความเข้มข้นของ ferritin (ซึ่งคือ โปรตีนที่เก็บธาตุเหล็ก) และความเข้มข้นของ transferrin receptor (คือ โปรตีนที่ส่งผลต่อการดูดซึมธาตุเหล็ก) นอกจากนี้ยังอาจลดความชุกของโรคโลหิตจาง (ขาดฮีโมโกลบิน) และอาจลดความชุกของโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (ขาดธาตุเหล็ก) เมื่อเทียบกับเกลือเสริมไอโอดีน

จำเป็นต้องมีการศึกษาที่ออกแบบมาอย่างดีเพื่อประเมินผลของเกลือเสริมธาติสองชนิดในกลุ่มประชากรที่ไม่ได้ทำการวิจัย (คือ บริบทในชีวิตจริง) และที่วัดปริมาณเกลือที่บริโภค รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในการบริโภคเกลือ

การขาดธาตุเหล็กคืออะไร

เกือบสองพันล้านคนประสบปัญหาการขาดวิตามินหรือแร่ธาตุ (หรือทั้งสองอย่าง) โดยผู้หญิงและเด็กในสภาพแวดล้อมที่จำกัดด้วยทรัพยากรมักได้รับผลกระทบมากที่สุด การขาดธาตุเหล็กเป็นหนึ่งในการขาดที่พบบ่อยที่สุดในโลกและมีผลกระทบด้านสุขภาพที่สำคัญในระยะสั้นและระยะยาว วิธีการเพื่อให้ธาตุเหล็กมักรวมถึงการเสริมธาตุเหล็ก รวมทั้งชนิดเม็ด ผงหรือน้ำเชื่อม อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้มีอุปสรรคที่ทราบกันดีอยู่แล้ว และกลยุทธ์การเสริในมอาหารอาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เกลือเป็นหนึ่งในสิ่งที่บริโภคในระดับสากลเพียงไม่กี่ชนิด เกลือเสริมไอโอดีนมีการเสริมไอโอดีน 100% ของความต้องการไอโอดีนของบุคคลและมีประสิทธิภาพสูง เกลือเสริมสองชนิดได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อให้มีธาตุเหล็ก 30% ของความต้องการในแต่ละวันของบุคคลและมีไอโอดีน 100% ของความต้องการไอโอดีน ในสภาพแวดล้อมที่มีทรัพยากรจำกัดบางแห่ง ซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับการขาดธาตุเหล็กบ่อย มีความสนใจในการทำให้เกลือที่เสริมสาร 2 ชนิดให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น สิ่งนี้ทำให้ต้องมีความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลของเกลือที่เสริมสารสองชนิดต่อผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้อง

เราต้องการทราบอะไร

ถ้าเกลือเสริมสาร 2 ขนิดดีกว่าเกลือที่เสริมด้วยไอโอดีนเพียงอย่างเดียวสำหรับการปรับปรุงผลการวัดธาตุเหล็กและสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับไอโอดีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

- ความเข้มข้นของเฮโมโกลบิน

- ความเข้มข้นของไอโอดีนในปัสสาวะ

- ความดันโลหิต;

- ความเข้มข้นของ ferritin

- ความเข้มข้นของ Transferrin receptor;

- ความชุกของโรคโลหิตจาง

- ความชุกของโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

เราได้ทำอะไร

เรามองหาการศึกษาที่ให้เกลือเสริมสองอย่างให้แก่ผู้เข้าร่วมกลุ่มหนึ่งและเกลือเสริมไอโอดีนแก่ผู้ร่วมอีกกลุ่มหนึ่ง เราเปรียบเทียบผลลัพธ์และให้คะแนนความเชื่อมั่นในหลักฐาน โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น วิธีการศึกษาและขนาดกลุ่มตัวอย่าง

เราพบอะไร

เราพบ 18 การศึกษา เกี่ยวข้องกับบุคคลมากกว่า 8800 คนจากห้าประเทศ โดยมี 13 การศึกษาทำในอินเดีย ใน 13 การศึกษา วิธีการนี้กินเวลาระหว่าง 6 ถึง 12 เดือน; ใน 2 การศึกษาใช้เวลา 3 เดือน และใน 1 การศึกษาใช้เวลา 18 เดือน 24 เดือน หรือระยะเวลาไม่ชัดเจน 9 การศึกษาทำในเด็กและวัยรุ่น (อายุ 5 ถึง 17 ปี) 4 เรื่องในผู้ใหญ่ (อายุ 18 ปีขึ้นไป) และ 5 การศึกษารวมกลุ่มอายุหลายกลุ่ม การศึกษาทั้งหมดเปรียบเทียบเกลือเสริมสองอย่างกับเกลือเสริมไอโอดีน การศึกษาส่วนใหญ่ได้รับทุนจากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษา ใน 4 การศึกษา องค์กรการค้าจัดหาเกลือเสริมสองอย่างให้ และใน 3 การศึกษาพบว่าแหล่งเงินทุนไม่ชัดเจน

เมื่อเทียบกับเกลือเสริมไอโอดีน เกลือเสริมสองอย่างอาจช่วยเพิ่มความเข้มข้นของฮีโมโกลบินและปริมาณธาตุเหล็กในร่างกายได้เล็กน้อย และอาจลดความชุกของโรคโลหิตจางลง 21% อย่างไรก็ตาม เกลือเสริมสองอย่างอาจลดความเข้มข้นของไอโอดีนในปัสสาวะเมื่อเปรียบเทียบกับเกลือเสริมไอโอดีน และอาจทำให้ความเข้มข้นของ ferritin และ transferrin receptor แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยหรือไม่ต่างกันเลย เกลือเสริมสองอย่างอาจลดความชุกของโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้ถึง 65% เมื่อเทียบกับเกลือเสริมไอโอดีน แม้ว่าข้อสรุปนี้จะไม่เชื่อมั่นเนื่องจากปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับวิธีการทำการศึกษา มีการศึกษาน้อยมากที่วัดความเข้มข้นของ zinc protoporphyrin ผลข้างเคียง ความชุกของคอพอกและการบริโภคเกลือ 1 การศึกษาวัดความเข้มข้นของธาตุเหล็กในซีรัม

ไม่มีการศึกษาใดที่วัดความดันโลหิตหรือความเข้มข้นของ hepcidin

ข้อจำกัดของหลักฐานคืออะไร

เรามีความเชื่อมั่นค่อนข้างต่ำในหลักฐานของผลลัพธ์: ฮีโมโกลบิน ไอโอดีนในปัสสาวะ ferritin และความเข้มข้นของ transferrin receptor และความชุกของโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ไม่ใช่ทุกการศึกษาที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่สนใจทั้งหมด การศึกษามีวิธีการให้ที่แตกต่างกัน และการศึกษามีขนาดเล็กทั้งในด้านจำนวนและขนาด

สำหรับความชุกของโรคโลหิตจาง เรามีความมั่นใจในระดับปานกลางในหลักฐาน เนื่องจากการศึกษาใช้วิธีการต่างๆ ในการดำเนินการ

ควรใช้ความระมัดระวังในการตีความข้อค้นพบของเราเกี่ยวกับนโยบายและแผนงานด้านสาธารณสุข การศึกษาส่วนใหญ่ดำเนินการในบริบทการวิจัยที่มีการติดตามและจัดหาเกลือเสริมสองอย่างโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เราไม่แน่ใจว่าผลกระทบที่เราสังเกตเห็นจะเหมือนกันในชีวิตจริงหรือไม่ (กล่าวคือ ประชากรที่ไม่ได้ทำการวิจัย) ซึ่งการต้องซื้อเกลือเสริมแบบ double-fortified อาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลของเกลือเสริมสองอย่างในสภาพแวดล้อมจริงเพื่อให้เข้าใจผลที่แท้จริงของเกลือเสริมสองอย่างด้วยความเชื่อมั่นมากขึ้น จากแนวทางที่เปลี่ยนไปสำหรับการบริโภคเกลือ การศึกษาในอนาคตควรวัดปริมาณเกลือที่บริโภคเข้าไปเพื่อทำความเข้าใจว่าเกลือเสริมสองอย่างควรได้รับการพิจารณาเพื่อป้องกันโรคโลหิตจางในระดับประชากรหรือไม่และจะรวมเกลือเสริมสองอย่างเข้ากับห่วงโซ่อุปทานได้อย่างไร

หลักฐานนี้เป็นปัจจุบันแค่ไหน

หลักฐานเป็นข้อมูลล่าสุดจนถึงเดือนเมษายน 2021

ข้อสรุปของผู้วิจัย: 

การทบทวนของเราพบว่า DFS อาจส่งผลในเชิงบวกเล็กน้อยต่อความเข้มข้นของฮีโมโกลบินและความชุกของโรคโลหิตจางเมื่อเปรียบเทียบกับ IS โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาการศึกษาเกียวกับประสิทธิภาพ การวิจัยในอนาคตควรจัดลำดับความสำคัญของการศึกษาที่รวมเอาการออกแบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและการวัดผลลัพธ์ (เช่น โรคโลหิตจาง การวัดสถานะธาตุเหล็ก) เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบของการจัดหา DFS ต่อประชากรที่อาศัยอยู่ตามปกติ (ประชากรที่ไม่ได้เข้าร่วมการวิจัย) ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อซื้อเกลือเสริมสองอย่าง การวัดปริมาณเกลือที่บริโภคอย่างเพียงพอ ทั้งที่การตรวจวัดพื้นฐานและระยะสุดท้าย และการปรับค่าสำหรับการอักเสบจะมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจผลที่แท้จริงต่อสถานะของธาตุเหล็กที่วัดได้

อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
บทนำ: 

การขาดธาตุเหล็กเป็นการขาดจุลธาตุอาหารที่สำคัญซึ่งเป็นสาเหตุของภาระโรคทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่งผลกระทบต่อเด็ก สตรีวัยก่อนหมดประจำเดือน และผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีทรัพยากรต่ำ ภาวะโลหิตจางเป็นผลที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดธาตุเหล็ก แม้ว่าอาการทางคลินิกและอาการของโรคโลหิตจางสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีการขาดธาตุเหล็ก (เช่น จากการขาดสารอาหารอื่นๆ การอักเสบ และการติดเชื้อปรสิต) วิธีการทางโภชนาการโดยตรง เช่น การเสริมอาหารในวงกว้าง สามารถปรับปรุงสถานะจุลธาตุอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประชากรกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากการให้ไอโอดีนผ่านเกลือเสริมไอโอดีนประสบความสำเร็จอย่างสูง เกลือเสริมไอโอดีนและธาตุเหล็กจึงถูกเสนอเป็นวิธีการป้องกันโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ควรมีการตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลของเกลือเสริมสองอย่าง (คือ ธาตุเหล็กและไอโอดีน) ต่อการขาดธาตุเหล็กและผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้อง

วัตถุประสงค์: 

เพื่อประเมินผลของเกลือเสริมธาตุเหล็กและไอโอดีน (DFS) เปรียบเทียบกับเกลือเสริมไอโอดีน (IS) ต่อการวัดสถานะธาตุเหล็กและไอโอดีนในทุกกลุ่มอายุ

วิธีการสืบค้น: 

เราค้นหาจาก CENTRAL, MEDLINE, Embase, ฐานข้อมูลอื่นๆ อีก 5 แห่ง และ การลงทะเบียนการทดลอง 2 เรื่องจนถึงเดือนเมษายน 2021 นอกจากนี้เรายังค้นหาเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง รายการอ้างอิง และติดต่อผู้ประพันธ์การศึกษาที่รวบรวมไว้

เกณฑ์การคัดเลือก: 

การทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมแบบไปข้างหน้า (RCTs) ทั้งหมด รวมถึงการศึกษาวิจัยแบบสุ่มกลุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (cRCT) และการศึกษาแบบควบคุมก่อน-หลัง (CBA) ที่เปรียบเทียบ DFS กับ IS ในการวัดสถานะธาตุเหล็กและไอโอดีนเข้าเกณฑ์ โดยไม่คำนึงถึงภาษาหรือสถานะการตีพิมพ์ รายงานการศึกษาที่ตีพิมพ์เป็นบทคัดย่อก็เข้าเกณฑ์เช่นกัน

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล: 

ผู้ทบทวนวรรณกรรมสามคนใช้เกณฑ์การคัดเลือกการศึกษา คัดลอกข้อมูล และประเมินความเสี่ยงของอคติ ผู้ทบทวนวรรณกรรมสองคนประเมินความเชื่อมั่นของหลักฐานโดยใช้ GRADE เมื่อจำเป็น เราได้ติดต่อผู้รายงานการศึกษาเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม เราประเมินการศึกษาแบบ RCTs, cRCT และ CBA โดยใช้เครื่องมือ Cochrane RoB 1 และเครื่องมือ Cochrane Effective Practice and Organization of Care (EPOC) ในโดเมนต่อไปนี้: การสร้างลำดับแบบสุ่ม การปกปิดการจัดสรรกลุ่ม; การปิดบังผู้เข้าร่วมและบุคลากร การปิดบังผู้ประเมินผลลัพธ์ ข้อมูลผลลัพธ์ที่ไม่สมบูรณ์ การรายงานแบบเลือก และแหล่งที่เป็นไปได้อื่นๆ ของอคติอันเนื่องมาจากลักษณะพื้นฐานที่คล้ายคลึงกัน การประเมินผลลัพธ์พื้นฐานที่คล้ายคลึงกัน และการเปิดเผยความขัดแย้งทางผลประโยชน์และแหล่งเงินทุน เรายังประเมิน cRCT สำหรับอคติในการรับเข้าโครงการ ความไม่สมดุลของข้อมูลพื้นฐาน การสูญเสียคลัสเตอร์ การวิเคราะห์ที่ไม่ถูกต้อง และความสามารถในการเปรียบเทียบกับการศึกษาแบบสุ่มเป็นรายบุคคล เรากำหนดการศึกษาตามการตัดสินความเสี่ยงโดยรวมของอคติ (ความเสี่ยงต่ำ ความเสี่ยงสูง หรือไม่ชัดเจน)

ผลการวิจัย: 

เรารวม 18 การศึกษา (7 RCTs, 7 cRCTs, 4 การศึกษา CBA) ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลกว่า 8800 คนจากห้าประเทศ 1 การศึกษาไม่ได้มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ การศึกษาทั้งหมดใช้ IS เป็นตัวเปรียบเทียบและวัดผลและรายงานผลลัพธ์ที่จุดสิ้นสุดของการศึกษา

สำหรับความเสี่ยงของอคติ 5 RCTs มีความเสี่ยงที่จะเกิดอคติที่ไม่ชัดเจน โดยมีข้อกังวลบางประการเกี่ยวกับการสร้างลำดับการสุ่มและการปกปิดการแบ่งกลุ่ม ในขณะที่เราประเมิน 2 RCTs ว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะมีอคติโดยรวม โดยที่มีความเสี่ยงสูงอย่างน้อยหนึ่งโดเมนหรือมากกว่า จาก 7 cRCTs เราประเมินหกรายการว่ามีความเสี่ยงสูงของการมีอคติโดยรวม โดยหนึ่งโดเมนหรือมากกว่านั้นถือว่ามีความเสี่ยงสูงและหนึ่ง cRCT มีความเสี่ยงที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับอคติในการแบ่งกลุ่มและการปกปิด 4 การศึกษาแบบ CBA มีความเสี่ยงสูงหรือไม่ชัดเจนที่จะมีอคติสำหรับโดเมนส่วนใหญ่

หลักฐานจาก RCT ชี้ให้เห็นว่าเมื่อเทียบกับ IS แล้ว DFS อาจปรับปรุงความเข้มข้นของเฮโมโกลบินเล็กน้อย (ความแตกต่างเฉลี่ย (MD) 0.43 g/dL, ช่วงความเชื่อมั่น 95% (CI) 0.23 ถึง 0.63; 13 การศึกษา ผู้เข้าร่วม 4564 คน; หลักฐานความเชื่อมั่นต่ำ) แต่ DFS อาจลดความเข้มข้นของไอโอดีนในปัสสาวะเมื่อเทียบกับ IS (MD −96.86 μg/L, 95% CI −164.99 ถึง −28.73; 7 การศึกษา ผู้เข้าร่วม 1594 คน; หลักฐานความเชื่อมั่นต่ำ) แม้ว่าเกลือทั้งสองจะเพิ่มความเข้มข้นของไอโอดีนในปัสสาวะเฉลี่ยเหนือค่าที่ถือว่าขาด สำหรับการศึกษา CBA เราพบว่า DFS ไม่มีความแตกต่างในความเข้มข้นของเฮโมโกลบิน (MD 0.26 g/dL, 95% CI −0.10 ถึง 0.63; 4 การศึกษา ผู้เข้าร่วม 1397 คน) หรือความเข้มข้นของไอโอดีนในปัสสาวะ (MD −17.27 µg/L, 95% CI - 49.27 ถึง 14.73; 3 การศึกษา ผู้เข้าร่วม 1127 คน) ไม่มีการศึกษาที่วัดความดันโลหิต

สำหรับผลลัพธ์รองที่รายงานใน RCTs DFS อาจส่งผลให้เกิดความแตกต่างเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยในความเข้มข้นของ ferritin (MD −3.94 µg/L, 95% CI −20.65 ถึง 12.77; 5 การศึกษา ผู้เข้าร่วม 1419 คน หลักฐานความเชื่อมั่นต่ำ) หรือความเข้มข้นของ transferrin receptor ( MD −4.68 มก./ลิตร, 95% CI −11.67 ถึง 2.31; 5 การศึกษา ผู้เข้าร่วม 1256 คน; หลักฐานความเชื่อมั่นต่ำ) เปรียบเทียบกับ IS . อย่างไรก็ตาม DFS อาจลดความเข้มข้นของ zinc protoporphyrin (MD −27.26 µmol/mol, 95% CI −47.49 ถึง −7.03; 3 การศึกษา ผู้เข้าร่วม 921 คน หลักฐานความเชื่อมั่นต่ำ) และส่งผลให้มีการสะสมธาตุเหล็กในร่างกายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (MD 1.77 มก. /กก., 95% CI 0.79 ถึง 2.74; 4 การศึกษา ผู้เข้าร่วม 847 คน; หลักฐานความเชื่อมั่นต่ำ) ในแง่ของความชุกของโรคโลหิตจาง DFS อาจลดความเสี่ยงของโรคโลหิตจางได้ 21% (risk ratio (RR) 0.79, 95% CI 0.66 ถึง 0.94; P = 0.007; 8 การศึกษา ผู้เข้าร่วม 2593 คน; หลักฐานความเชื่อมั่นปานกลาง) ในทำนองเดียวกัน DFS อาจลดความเสี่ยงของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้ 65% (RR 0.35, 95% CI 0.24 ถึง 0.52; 5 การศึกษา ผู้เข้าร่วม 1209 คน; หลักฐานความเชื่อมั่นต่ำ)

4 การศึกษาวัดการบริโภคเกลือที่ตอนจบโครงการ แม้ว่าจะมีเพียงการศึกษาเดียวที่รายงานสิ่งนี้สำหรับทั้งสองกลุ่ม 2 การศึกษารายงานความชุกของโรคคอพอก ในขณะที่ 1 การศึกษาแบบ CBA วัดและรายงานความเข้มข้นของธาตุเหล็กในซีรัม 1 การศึกษารายงานผลข้างเคียง ไม่มีการศึกษาใดที่วัดความเข้มข้นของ hepcidin

บันทึกการแปล: 

แปลโดย ศ.นพ.ภิเศก ลุมพิกานนท์ ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 13 พฤษภาคม 2022 edit โดย ผกากรอง 27 ตุลาคม 2022

Tools
Information