วิธีการพัฒนาทักษะการสื่อสารของนักศึกษาแพทย์

วิธีใดที่ดีที่สุดในการสอนนักศึกษาแพทย์ในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย

การสอนการสร้างเสริมมนุษยสัมพันธ์

เราใช้ทักษะมนุษยสัมพันธ์ทุกวันเวลาเราพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทักษะมนุษยสัมพันธ์นั้นรวมไปถึงทักษะการสื่อสาร เช่น การฟัง การพูด และการถามคำถาม การสื่อสารที่ดีระหว่างแพทย์และผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการให้คำปรึกษาทางการแพทย์ทั้งหมด ซึ่งแพทย์จำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์, แสดงความเห็นอกเห็นใจ, รวบรวมข้อมูล, อธิบายแนวคิด และวางแผนการรักษาร่วมกับผู้ป่วย

นักศึกษาแพทย์จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตนมีความสามารถในด้านมนุษยสัมพันธ์และทักษะการสื่อสารก่อนที่จะจบการศึกษา ซึ่งแนวทางในการสอนนักศึกษาแพทย์ในทักษะเหล่านี้ ได้แก่ การสอนแบบตัวต่อตัว, หลักสูตรออนไลน์, โปรแกรมที่ให้ข้อเสนอแนะรายบุคคลหรือปรับให้เหมาะกับนักเรียนแต่ละคน และการเล่นบทบาทสมมติกับเพื่อนหรือผู้ป่วยจำลอง

ทำไมเราถึงทำการทบทวนวรรณกรรมนี้

โรงเรียนแพทย์และมหาวิทยาลัยทั่วโลกใช้แนวทางหลายวิธีในการสอนทักษะมนุษยสัมพันธ์และการสื่อสาร ผู้วิจัยต้องการค้นหาว่าโปรแกรมการสอนวิธีใดให้ผลลัพธ์ดีที่สุด

ผู้วิจัยทำการศึกษาอย่างไร

ผู้วิจัยค้นหาการศึกษาที่ประเมินโปรแกรมการสอนการสร้างเสริมทักษะมนุษยสัมพันธ์และการสื่อสารให้แก่นักศึกษาแพทย์

วันที่ค้นข้อมูล: หลักฐานที่เผยแพร่ถึง กันยายน 2020

สิ่งที่พบ

ผู้วิจัยพบการศึกษาที่เกี่ยวข้อง 90 ฉบับซึ่งมีนักเรียนรวมทั้งหมด 10,124 คน และจัดทำในสหรัฐอเมริกา และในประเทศต่างๆ ในยุโรป, ตะวันออกกลาง และเอเชียแปซิฟิก การศึกษาเหล่านี้ประเมินโปรแกรมการสอนการสร้างเสริมทักษะมนุษยสัมพันธ์และการสื่อสาร ที่มีทั้งการใช้บทบาทสมมติและให้ข้อเสนอแนะ และการสาธิตเป็นกลุ่ม ซึ่งวิธีการสอนมีทั้งสอนแบบตัวต่อตัว, ทางวิดีโอหรือทางออนไลน์ ในการศึกษาส่วนใหญ่จะประเมินผลลัพธ์ทันทีหลังจากจบโปรแกรมการสอนและอีก 12 เดือนต่อมา

ผู้วิจัยเปรียบเทียบผลการศึกษาต่างๆ เพื่อค้นหาว่าโปรแกรมการสอนแต่ละวิธีมีผลอย่างไรต่อ:

·ทักษะการสื่อสารโดยรวม

·ความเห็นอกเห็นใจ (empathy)

·การสร้างความสัมพันธ์หรือเข้าใจความรู้สึกหรือความคิดของอีกฝ่าย (rapport)

·การรวบรวมข้อมูล รวมถึงความพึงพอใจ, ความเข้าใจหรือมุมมองของผู้ป่วย และ

·การอธิบายและวางแผนการรักษา (giving of information)

ผลลัพธ์หลักของการทบทวนวรรณกรรมนี้คืออะไร

เมื่อเปรียบเทียบโปรแกรมการสอนมนุษยสัมพันธ์กับโปรแกรมการสอนตามปกติ หรือเทียบกับระหว่างรอเรียนโปรแกรมการสอนมนุษยสัมพันธ์ แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมเหล่านี้:

·อาจช่วยเพิ่มทักษะการสื่อสารโดยรวมของนักเรียนเล็กน้อย (หลักฐานจากการศึกษา 18 ฉบับ, นักเรียน 1356 คน) และความเห็นอกเห็นใจ (การศึกษา 6 ฉบับ, นักเรียน 831 คน)

·อาจช่วยเพิ่มทักษะในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับมุมมองของผู้ป่วย (การศึกษา 5 ฉบับ, นักเรียน 405 คน) แต่

·อาจมีผลเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีผลต่อทักษะการสร้างความสัมพันธ์ (การศึกษา 9 ฉบับ, นักเรียน 834 คน)

ผู้วิจัยยังไม่แน่ใจว่าโปรแกรมการสอนมนุษยสัมพันธ์ส่งผลต่อทักษะในการให้ข้อมูลหรือไม่ (การศึกษา 5 ฉบับ, นักเรียน 659 คน)

ผู้วิจัยยังไม่แน่ใจว่าโปรแกรมการสอนออนไลน์หรือการเรียนรู้ด้วยตนเองจะส่งผลต่อทักษะการสื่อสารโดยรวมของนักเรียนหรือไม่ (การศึกษา 4 ฉบับ, นักเรียน 1578 คน) หรือทักษะในการรวบรวมข้อมูล (การศึกษา 1 ฉบับ, นักเรียน 164 คน) เมื่อเทียบกับการสอนแบบตัวต่อตัว

เมื่อเปรียบเทียบโปรแกรมการสอนออนไลน์หรือการเรียนรู้ด้วยตนเองกับกับการสอนแบบตัวต่อตัว:

·อาจมีผลเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีผลต่อการสร้างความเห็นอกเห็นใจ (การศึกษา 3 ฉบับ, นักเรียน 421 คน)

·อาจมีผลเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีผลต่อทักษะการสร้างความสัมพันธ์ (การศึกษา 3 ฉบับ, นักเรียน 176 คน)

·อาจลดทักษะในการให้ข้อมูลลงเล็กน้อย (การศึกษา 1 ฉบับ, นักเรียน 122 คน)

โปรแกรมที่ให้ข้อเสนอแนะรายบุคคลหรือปรับให้เหมาะกับนักเรียนแต่ละคนเมื่อเทียบกับโปรแกรมให้ข้อเสนอแนะทั่วไปหรือไม่ให้ข้อเสนอแนะเลย พบว่า

·ช่วยเพิ่มทักษะการสื่อสารโดยรวมได้เล็กน้อย (การศึกษา 6 ฉบับ, นักเรียน 502 คน) และ

·อาจช่วยเพิ่มความเห็นอกเห็นใจได้เล็กน้อย (การศึกษา 1 ฉบับ, นักเรียน 66 คน) และทักษะในการรวบรวมข้อมูล (การศึกษา 1 ฉบับ, นักเรียน 48 คน)

ผู้วิจัยยังไม่แน่ใจว่าโปรแกรมที่ให้ข้อเสนอแนะรายบุคคลหรือปรับให้เหมาะกับนักเรียนแต่ละคนนั้น ส่งผลต่อทักษะการสร้างความสัมพันธ์หรือไม่ (การศึกษา 1 ฉบับ, นักเรียน 190 คน) ไม่มีการศึกษาใดรายงานผลต่อทักษะในการให้ข้อมูล

ผู้วิจัยยังไม่แน่ใจว่าโปรแกรมที่ใช้บทบาทสมมติกับผู้ป่วยจำลองจะช่วยเพิ่มทักษะการสื่อสารโดยรวมของนักเรียนหรือไม่ (การศึกษา 4 ฉบับ, นักเรียน 637 คน) เมื่อเทียบกับโปรแกรมที่ใช้บทบาทสมมติกับเพื่อนด้วยกัน แต่การเล่นบทบาทสมมติกับผู้ป่วยจำลองอาจช่วยเพิ่มทักษะความเห็นอกเห็นใจได้เล็กน้อย (การศึกษา 2 ฉบับ, นักเรียน 213 คน) ไม่มีการศึกษาใดรายงานผลว่าโปรแกรมที่ใช้บทบาทสมมติกับผู้ป่วยจำลองส่งผลต่อทักษะในการสร้างความสัมพันธ์หรือทักษะการรวบรวมและการให้ข้อมูลอย่างไร

ไม่มีการศึกษาใดรายงานผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์จากโปรแกรมการสอนแต่ละวิธีที่ได้รับการประเมิน

ผู้วิจัยเชื่อมั่นในผลการทบทวนนี้เท่าไร

ผู้วิจัยมั่นใจในระดับปานกลางว่าโปรแกรมการพัฒนามนุษยสัมพันธ์และโปรแกรมการสอนที่ให้ข้อเสนอแนะรายบุคคลอาจช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารโดยรวมได้

แต่ยังไม่มั่นใจในผลลัพธ์ของโปรแกรมการสอนวิธีอื่น ๆ การศึกษาบางฉบับมีข้อจำกัดในรูปแบบการออกแบบงานวิจัย เช่น การกำหนดให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกลุ่มต่างๆ การศึกษาอื่นๆ มีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างมากและบางส่วนมีเวลาติดตามผลสั้น งานวิจัยเพิ่มเติมจึงมีแนวโน้มจะเปลี่ยนข้อสรุปนี้ได้

ใจความสำคัญ

โปรแกรมการพัฒนามนุษยสัมพันธ์สำหรับนักศึกษาแพทย์มีผลในเชิงบวกต่อทักษะมนุษยสัมพันธ์ส่วนใหญ่ที่ผู้วิจัยสนใจ แม้ว่าผลเชิงบวกเหล่านี้จะมีเพียงเล็กน้อยและความมั่นใจในผลลัพธ์บางส่วนของผู้วิจัยก็ค่อนข้างน้อยก็ตาม

โปรแกรมที่ให้ข้อเสนอแนะรายบุคคลอาจช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารโดยรวมของนักศึกษาแพทย์ได้มากกว่าโปรแกรมที่ให้ข้อเสนอะแนะโดยรวมหรือไม่ให้ข้อเสนอแนะเลย

โปรแกรมการสอนออนไลน์หรือการเรียนรู้ด้วยตนเองอาจไม่ช่วยพัฒนาทักษะความเห็นอกเห็นใจหรือการสร้างความสัมพันธ์เมื่อเทียบกับการสอนตัวต่อตัว

ข้อสรุปของผู้วิจัย: 

การทบทวนนี้แสดงถึงหลักฐานจำนวนมากที่นำมาสู่ข้อสรุป แต่จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มคุณภาพของหลักฐาน, เพื่อพิจารณาผลกระทบในระยะยาวของโปรแกรมการสอนต่อพฤติกรรมของนักเรียนทั้งในขณะที่ยังฝึกอบรมอยู่และเมื่อนำไปปฏิบัติงาน, และเพื่อประเมินผลของโปรแกรมการสอนต่อผลลัพธ์ของผู้ป่วย ความพยายามในการสร้างมาตรฐานการประเมินทักษะมนุษยสัมพันธ์จะยิ่งสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้แก่งานวิจัยในอนาคต

อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
บทนำ: 

การสื่อสารเป็นทักษะพื้นฐานในการให้คำปรึกษาทางการแพทย์ ซึ่งมีผลอย่างมากต่อแพทย์และผู้ป่วย มีความต้องการมากขึ้นที่จะให้นักศึกษาแพทย์ได้รับการฝึกฝนทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และได้ถูกกำหนดให้เป็นทักษะหลักที่พึงมีก่อนจบการศึกษาในโรงเรียนแพทย์ทั่วโลก ซึ่งหลายโรงเรียนแพทย์ได้นำวิธีการสอนต่างๆ มาใช้เพื่อพัฒนาและประเมินความสามารถเหล่านี้

วัตถุประสงค์: 

เพื่อประเมินวิธีการสอนต่างๆ ในการพัฒนามนุษยสัมพันธ์ของนักศึกษาแพทย์ในการให้คำปรึกษาทางการแพทย์

วิธีการสืบค้น: 

ผู้วิจัยค้นหาในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ 5 ฐานข้อมูล: Cochrane Central Register of Controlled Trials, MEDLINE, Embase, PsycINFO และ ERIC (Educational Resource Information Center) ในเดือนกันยายน 2020 โดยไม่มีข้อจำกัดด้านภาษา, วันที่ หรือสถานะการตีพิมพ์ นอกจากนี้ ยังค้นหาจากรายการอ้างอิงของบทความที่เกี่ยวข้องและติดต่อเจ้าของการศึกษาที่ถูกรวบรวมไว้

เกณฑ์การคัดเลือก: 

ผู้วิจัยจะรวบรวมการทดลองแบบ randomised controlled trials (RCTs), cluster-RCTs (C-RCTs) และ non-randomised controlled trials (quasi-RCTs) ที่ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมการสอนในนักศึกษาแพทย์ระดับก่อนปริญญาตรีหรือระดับบัณฑิตศึกษา ซึ่งโปรแกรมการสอนนั้นเน้นพัฒนาทักษะมนุษยสัมพันธ์ระหว่างการให้คำปรึกษาทางการแพทย์ ซึ่งทักษะเหล่านี้ ได้แก่ การสร้างความเห็นอกเห็นใจ, การสร้างความสัมพันธ์, การรวบรวมข้อมูล, การให้คำอธิบายและการวางแผนการรักษา ตลอดจน ทักษะการฟัง, รูปแบบและโครงสร้างของคำถามที่เหมาะสม

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล: 

ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยตามมาตรฐานที่ Cochrane กำหนดไว้ โดยผู้วิจัยสองคนทำงานอย่างเป็นอิสระต่อกัน ในการตรวจสอบผลการค้นหาทั้งหมด, แยกข้อมูล, ประเมินความเสี่ยงของการมีอคติของการศึกษาที่รวมไว้ และให้คะแนนคุณภาพของหลักฐานโดยใช้ GRADE

ผลการวิจัย: 

ผู้วิจัยค้นพบงานตีพิมพ์ 91 ฉบับที่มาจากการศึกษา 76 ฉบับ (นักเรียน 10,124 คน): RCT 55 ฉบับ, quasi-RCT 9 ฉบับ, C-RCT 7 ฉบับ และ quasi-C-RCT 5 ฉบับ ผู้วิจัยจะทำการวิเคราะห์เมตต้าตามการเปรียบเทียบและผลลัพธ์ที่ได้ ในการวิเคราะห์ประสิทธิผลและประสิทธิผลเชิงเปรียบเทียบ ผู้วิจัยได้จำแนกหัวข้อการประเมินออกเป็น ทักษะการสื่อสารโดยรวม, การสร้างความเห็นอกเห็นใจ, การสร้างความสัมพันธ์, การรับรู้มุมมองและความพึงพอใจของผู้ป่วย, การรวบรวมข้อมูล, และการอธิบายและการวางแผนการรักษา ซึ่งทักษะการสื่อสารโดยรวมและการสร้างความเห็นอกเห็นใจได้ถูกแบ่งออกเป็นผลที่ประเมินโดยผู้สอนหรือที่ประเมินโดยผู้ป่วยจำลอง คุณภาพโดยรวมของหลักฐานอยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำมาก และมีความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสูงที่ไม่สามารถอธิบายได้

โดยรวมแล้วโปรแกรมการสอนวิธีต่างๆ มีผลในเชิงบวกต่อผลลัพธ์ส่วนใหญ่ แต่ด้วยขนาดผลบวกที่เล็กน้อยร่วมกับคุณภาพของหลักฐานจึงค่อนข้างมีข้อจำกัดในการสรุปผล โปรแกรมการพัฒนาทักษะการสื่อสารเมื่อเทียบกับหลักสูตรปกติหรือกลุ่มควบคุมอาจช่วยเพิ่มทั้งทักษะการสื่อสารโดยรวม (standardised mean difference (SMD) 0.92, 95% confidence interval (CI) 0.53 ถึง 1.31; การศึกษา 18 ฉบับ, ผู้เข้าร่วม 1356 คน, I² = 90%, หลักฐานคุณภาพต่ำ) และการสร้างความเห็นอกเห็นใจ (SMD 0.64, 95% CI 0.23 ถึง 1.05; การศึกษา 6 ฉบับ, ผู้เข้าร่วม 831 คน; I² = 86%; หลักฐานคุณภาพต่ำ) เมื่อประเมินโดยผู้สอน แต่ไม่ใช่โดยผู้ป่วยจำลอง นอกจากนี้ ทักษะของนักเรียนในการรวบรวมข้อมูลอาจดีขึ้นด้วยโปรแกรมการสอน (SMD 1.07, 95% CI 0.61 ถึง 1.54; การศึกษา 5 ฉบับ, ผู้เข้าร่วม 405 คน, I² = 78%, หลักฐานคุณภาพปานกลาง) แต่อาจไม่ส่งผลต่อทักษะการสร้างความสัมพันธ์ (SMD 0.18, 95% CI -0.15 ถึง 0.51; การศึกษา 9 ฉบับ, ผู้เข้าร่วม 834 คน, I² = 81%, หลักฐานคุณภาพต่ำ) และผลต่อทักษะการให้ข้อมูลยังไม่แน่นอน (หลักฐานคุณภาพต่ำมาก)

ผู้วิจัยยังไม่แน่ใจว่าโปรแกรมการสอนเชิงประสบการณ์จะช่วยเพิ่มทักษะการสื่อสารโดยรวมได้หรือไม่ เมื่อเทียบกับวิธีการสอนแบบบรรยาย (SMD 0.08, 95% CI -0.02 ถึง 0.19; การศึกษา 4 ฉบับ, ผู้เข้าร่วม 1578 คน; I² = 4%; หลักฐานคุณภาพต่ำมาก) นอกจากนี้ โปรแกรมการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์อาจไม่มีผลต่อคะแนนการสร้างความเห็นอกเห็นใจของนักเรียน (SMD -0.13, 95% CI -0.68 ถึง 0.43; การศึกษา 3 ฉบับ, ผู้เข้าร่วม 421 คน; I² = 82%; หลักฐานคุณภาพต่ำ) หรือต่อการสร้างความสัมพันธ์ (SMD 0.02, 95% CI -0.33 ถึง 0.38; การศึกษา 3 ฉบับ, ผู้เข้าร่วม 176 คน; I² = 19%; หลักฐานคุณภาพปานกลาง) เมื่อเทียบกับวิธีการสอนแบบตัวต่อตัว แต่อาจจะมีผลเชิงลบเล็กน้อยจากโปรแกรมการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับทักษะการให้ข้อมูล (หลักฐานคุณภาพต่ำ) และผลต่อทักษะการรวบรวมข้อมูลยังไม่แน่นอน (หลักฐานคุณภาพต่ำมาก)

การให้ข้อเสนอแนะรายบุคคลหรือที่เฉพาะเจาะจงอาจช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารโดยรวมได้เล็กน้อยเมื่อเทียบกับการให้ข้อเสนอแนะโดยรวมหรือไม่มีเลย (SMD 0.58, 95% CI 0.29 ถึง 0.87; การศึกษา 6 ฉบับ, ผู้เข้าร่วม 502 คน, I² = 56%; หลักฐานคุณภาพปานกลาง) นอกจากนี้ยังอาจมีผลเชิงบวกเล็กน้อยต่อทักษะการสร้างความเห็นอกเห็นใจ่และการรวบรวมข้อมูล (หลักฐานคุณภาพต่ำ) แต่ผลกระทบต่อการสร้างความสัมพันธ์ยังไม่แน่นอน (หลักฐานคุณภาพต่ำมาก) และผู้วิจัยไม่พบหลักฐานที่เกี่ยวกับทักษะการให้ข้อมูล

ผู้วิจัยยังไม่แน่ใจว่าการเล่นบทบาทสมมติกับผู้ป่วยจำลองมีประสิทธิภาพดีกว่าการเล่นบทบาทสมมติกับเพื่อนนักเรียนหรือไม่ (SMD 0.17, 95% CI -0.33 ถึง 0.67; การศึกษา 4 ฉบับ, ผู้เข้าร่วม 637 คน, I² = 87%; หลักฐานคุณภาพต่ำมาก) และอาจไม่มีผลต่อการสร้างความเห็นอกเห็นใจของนักเรียน (หลักฐานคุณภาพต่ำ) นอกจากนี้แล้วไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับผลลัพธ์ด้านอื่นๆ สำหรับการเปรียบเทียบนี้

การสังเคราะห์ผลลัพธ์เชิงพรรณนาถูกนำมาใช้กับข้อมูลที่ไม่สามารถรวมอยู่ในการวิเคราะห์เมตต้าได้ ซึ่งมีทั้งผลลัพธ์และการเปรียบเทียบแบบอื่นๆ เช่นเดียวกับ ผลของโปรแกรมการสอนและการเปรียบเทียบที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทักษะการสื่อสารที่ถูกประเมินเฉพาะในการทดลองนั้นๆ คุณภาพของหลักฐานถูกลดระดับลงเนื่องจากข้อจำกัดของระเบียบวิธีวิจัยในหลายหมวดของความเสี่ยงของการเกิดอคติ, ความไม่เป็นเนื้อเดียวกันสูงที่ไม่สามารถอธิบายได้ และความไม่แม่นยำของผลลัพธ์

โดยรวมแล้ว ผลลัพธ์หลายอย่างยังคงสอดคล้องกันในการวิเคราะห์ sensitivity analysis โดยพิจารณาจากความเสี่ยงของการเกิดอคติ และการแก้ไขในแต่ละกลุ่ม ไม่มีรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ใดๆ

บันทึกการแปล: 

ผู้แปล นพ.จักรพงศ์ รู้ปิติวิริยะ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2021

Tools
Information
Share/Save