การให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดช่วยเพิ่มอัตราการอยู่รอดหรือคุณภาพชีวิตสำหรับสตรีที่มีโรคมะเร็งรังไขชนิด่เยื่อบุผิวระยะลุกลามหรือไม่

เรื่องนี้มีปัญหาอย่างไร
มะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิว เกิดจากชั้นผิวของรังไข่หรือเยื่อบุของท่อนำไข่ เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับเจ็ดในสตรีทั่วโลก และเป็นชนิดที่พบมากที่สุดของโรคมะเร็งรังไข่ (ประมาณร้อยละ 90 ของมะเร็งรังไข่) เป็นที่น่าเสียดายว่าสตรีส่วนใหญ่ที่เป็นโรคมะเร็งรังไข่มักพบเมื่อตัวโรคอยู่ในระยะท้ายแล้ว เมื่อโรคแพร่กระจายไปทั่วช่องท้อง เนื่องจากมะเร็งรังไข่มักจะเกิดขึ้นจากส่วนปลายของท่อนำไข่ โดยที่เซลล์เพียงเซลล์เดียวสามารถหลุดเข้ามาในช่องท้อง ในขณะที่มะเร็งหลักยังมีขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เซลล์เหล่านี้ไหลเวียนไปรอบๆช่องท้องในของเหลวในช่องท้อง และไปฝังตัวตามพื้นผิวอื่นๆและเติบโตขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปจนกว่าจะทำให้เกิดอาการ เมื่อมีอาการ เช่น ท้องอืดและอาการผิดปกติของลำไส้ (ท้องผูกเป็นอาการที่พบได้มากที่สุด) ซึ่งอาการไม่เฉพาะเจาะจงและทำให้สับสนได้ว่าเป็นภาวะที่ไม่เป็นอันตรายมาก ในยุโรป มีเพียงหนึ่งในสามของสตรีที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งรังไข่ที่มีชีวิตอยู่ห้าปีหลังจากการวินิจฉัย

การรักษาโรคมะเร็งรังไข่โดยทั่วไปประกอบด้วยสองการรักษา คือ การผ่าตัดและการให้ยาเคมีบำบัด จุดมุ่งหมายของการผ่าตัดคือการกำหนดระยะของโรค (ประเมินว่ามะเร็งได้แพร่กระจายไปที่ใดบ้าง) และเพื่อนำเอามะเร็งที่มองเห็นออกไปให้ได้มากที่สุด (เรียกว่า debulking หรือ cytoreduction) โดยถ้าเป็นไปได้ควรผ่าตัดมะเร็งออกให้หมดจนไม่มีรอยโรคที่มองเห็นจากตาเปล่าเหลือ้ในช่องท้อง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสตรีส่วนใหญ่จะมีโรคที่แพร่กระจาย การผ่าตัดเพียงอย่างเดียวมักไม่สามารถจะรักษาโรคให้หายได้และส่วนใหญ่จะต้องใช้ยาเคมีบำบัดด้วย ยาเคมีบำบัดสำหรับมะเร็งรังไข่ใช้ยาในกลุ่มแพลทินัม เพื่อรักษาเซลล์ที่ไม่สามารถผ่าตัดออกได้ (รอยโรคที่มองเห็นด้วยตาเปล่า) หรือมีขนาดเล็กเกินไปที่จะเห็น (รอยโรคที่มองเห็นจากกล้องจุลทรรศน์). การให้ยาเคมีบำบัดแบบดั้งเดิมจะให้หลังการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม การให้ยาเคมีบำบัดสามารถนำมาใช้ก่อนการผ่าตัดได้ (เรียกว่า neoadjuvant chemotherapy (NACT) และการผ่าตัดหลังจากาารให้ยาเคมีบำบัด (IDS)) เพื่อให้โรคมะเร็งมีขนาดลดลงและช่วยให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นก่อนที่จะได้รับการผ่าตัด

เราทำอะไร
ผู้วิจัยสืบค้นฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 เรารวบรวมการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มเปรียบเทียบของ NACT และ IDS เปรียบเทียบกับการผ่าตัดและตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัด (primary debulking surgery (PDS)) ในสตรีที่ได้รับการวินิจฉัยโรคมะเร็งรังไข่ระยะลุกลามและรวมผลของการศึกษาเข้าด้วยกันหากสามารถทำได้

เราค้นพบอะไร
เราพบ 1952 การศึกษาที่อาจเกี่ยวข้อง จากการศึกษาทั้งหมดนี้ เราพบห้าการศึกษาที่ตรงกับเกณฑ์การคัดเข้า รวมสตรีที่เข้าร่วมการศึกษาทั้งสิ้น 1713 คนที่เป็นโรคมะเร็งรังไข่ระยะลุกลาม เราสามารถที่จะรวมข้อมูลจากการศึกษาสี่การศึกษา การศึกษาเหล่านี้เปรียบเทียบสตรีที่ได้รับยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด (NACT) กับสตรีที่ผ่าตัดก่อน (PDS) แล้วค่อยให้ยาเคมีบำบัด เราพบความแตกต่างเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีความแตกต่างระหว่างการรักษาสองแบบนี้ ในแง่ของเวลาที่จะเสียชีวิตหรือเวลาที่โรคจะดำเนินไปข้างหน้า เราพบว่าการให้ NACT อาจจะลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนบางอย่างของการผ่าตัด แต่ข้อมูลเหล่านี้มีรายงานน้อยในการศึกษาที่รวบรวมมา ดังนั้นเราให้ความเชื่อมั่นต่ำเกี่ยวกับผลเหล่านี้ การศึกษาทำเฉพาะในสตรีที่มีระยะของโรคมะเร็งรังไข่อยู่ที่ระยะ IIIc/IV เช่น โรคระยะลุกลาม; สตรีส่วนใหญ่ในการทบทวนวรรณกรรมนี้มีก้อนเนื้องอกขนาดใหญ่มาก ขณะนี้เรากำลังรอผลการศึกษาที่กำลังทำการศึกษาอยู่อีกสองการศึกษา และอีกหนึ่งการศึกษาที่ยังไม่ได้เผยแพร่ ซึ่งหวังว่าจะทำให้มีหลักฐานเชิงประจักษ์มากขึ้นในการนำมาใช้ในการปฏิบัติทางคลินิกในอนาคต

หลักฐานนี้หมายความว่าอย่างไร
โดยรวมแล้ว หลักฐานนี้มีความน่าเชื่อถือในระดับปานกลาง. อาจจะมีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีความแตกต่างในการมีชีพในระยะยาวของสตรีที่เป็นโรคมะเร็งรังไข่ระยะลุกลาม หากพวกเขาได้รับยาเคมีบำบัดหรือการผ่าตัดก่อน เมื่อการรักษาทั้งสองมีการวางแผนไว้อยู่แล้ว NACT อาจลดความเสี่ยงบางอย่างของการผ่าตัด และอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ลดความเสี่ยงของการที่จะต้องมีการตัดลำไส้และ/หรือการเปิดลำไส้ผ่านผนังหน้าท้องเพื่อให้มีการขับถ่าย (ถุงที่แนบมากับผนังท้องเพื่อเก็บรวบรวมสารอาหารในลำไส้). NACT/IDS เป็นทางเลือกหนึ่งนอกจากการทำ PDS และตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัดในสตรีที่มีรอยโรคขนาดใหญในโรคระยะ IIIc/IV การตัดสินใจในการรักษาในครั้งแรกขึ้นกับบุคคล ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของสตรีแต่ละคน, สุขภาพของสตรีขณะที่ได้รับการวินิจฉัย, ความเสี่ยงของการผ่าตัดและการกระจายของโรค

ข้อสรุปของผู้วิจัย: 

หลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือปานกลางแสดงให้เห็นว่ามีความแตกต่างน้อยมากหรือไม่มีความแตกต่างในผลของการมีชีพ ระหว่าง PDS และ NACT. NACT อาจลดความเสี่ยงของเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์อย่างรุนแรง, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาของการผ่าตัด, และความจําเป็นในการผ่าตัดลําไส้และการมีรูเปิดทางหน้าท้อง (stoma formation) ข้อมูลเหล่านี้เป็นตัวบอกสตรีและแพทย์เพื่อพิจารณาเรื่องการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลโดยคํานึงถึงการผ่าตัดที่จะทำได้สำเร็จ, อาย,ุ ผลชิ้นเนื้อ และสภาวะปัจจุบันของผู้ป่วย ยังรอข้อมูลจากการศึกษาที่ไม่ได้เผยแพร่และการศึกษาที่กำลังดำเนินการอยู่เพิ่มเติมในอนาคต

อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
บทนำ: 

มะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิวมักพบเมื่อมีอาการในระยะลุกลามในสตรีส่วนใหญ่ ซึ่งต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดและการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อการรักษาที่ดีที่สุด การรักษาแบบดั้งเดิมคือได้รับการทำผ่าตัดก่อนแล้วให้ยาเคมีบำบัดตามหลัง อย่างไรก็ตามอาจมีข้อดีในการใช้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด

วัตถุประสงค์: 

เพื่อประเมินว่าในการรักษาสตรีที่เป็นโรคมะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิวระยะลุกลาม การให้ยาเคมีบำบัดก่อนที่จะผ่าตัด (neoadjuvant chemotherapy (NACT)) มีประโยชน์หรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาแบบเดิมที่ให้ยาเคมีบำบัดหลังจากการผ่าตัด (primary debulking surgery (PDS))

วิธีการสืบค้น: 

เราสืบค้นในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ดังต่อไปนี้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 : CENTRAL, Embase ผ่าน Ovid, MEDLINE (Silver/Platter/Ovid), PDQ และ MetaRegister นอกจากนี้เรายังตรวจสอบรายการอ้างอิงของเอกสารที่เกี่ยวข้องที่ได้ระบุไว้เพื่อค้นหาการศึกษาอื่นต่อไป ผู้วิจัยหลักของการศึกษาที่เกี่ยวข้องได้รับการติดต่อเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม

เกณฑ์การคัดเลือก: 

การทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มเปรียบเทียบ(RCTs) ของสตรีที่เป็นมะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิวระยะลุกลาม (Federation of International Gynaecologists and Obstetricians (FIGO) stage III/IV) ซึ่งถูกสุ่มไปยังกลุ่มรักษาที่เปรียบเทียบกันระหว่างกลุ่มที่ให้ยาเคมีบำบัดในกลุ่มแพลตินั่มก่อนที่จะผ่าตัด กับกลุ่มที่ให้ยาเคมีบำบัดในกลุ่มแพลตินัมหลังการผ่าตัด

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล: 

ผู้ทบทวนสองคน ดึงข้อมูลและประเมินความเสี่ยงของการมีอคติของแต่ละการศึกษาอย่างเป็นอิสระต่อกัน

ผลการวิจัย: 

เราพบ 1952 การทดลองที่อาจเกี่ยวข้อง ด้วยวันที่ค้นหาล่าสุดของเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งห้าการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มเปรียบเทียบ ที่มีคุณภาพและขนาดที่แตกต่างกัน ตรงตามเกณฑ์การคัดเข้า การศึกษาเหล่านี้ทำในสตรีที่เป็นมะเร็งรังไข่ระยะ IIIc/IV รวม 1713 คน สุ่มเข้ากลุ่ม NACT ตามด้วยการผ่าตัด (IDS) หรือ PDS ตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัด เราได้รวมผลลัพธ์ของสามการศึกษาที่มีอยู่ พบว่าความแตกต่างน้อยหรือไม่มีความแตกต่างในเรื่องการอยู่รอดโดยรวม (overall survival; OS) (สตรี 1521 ราย; hazard ratio(HR) 1.06; 95% confidence interval (CI) 0.94 to 1.19, I2 = 0%; หลักฐานความน่าเชื่อถือปานกลาง) หรือการอยู่รอดโดยปราศจากความก้าวหน้าของโรคในสี่การทดลองที่เราสามารถที่จะรวบรวมข้อมูลได้ (สตรี 1631 ราย ; HR 1.02; 95% CI 0.92 to 1.13, I2 = 0%; หลักฐานความน่าเชื่อถือปานกลาง)

ผลการศึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์, การผ่าตัดที่ทำให้เกิดทุพพลภาพและคุณภาพชีวิต (QoL) รายงานได้ไม่สมบูรณ์ในแต่ละการศึกษา อาจจะมีความแตกต่างที่สำคัญทางคลินิกในการใช้ NACT เมื่อเทียบกับ PDS ที่เกี่ยวข้องกับผลข้างเคียงที่รุนแรง (ระดับ 3 +). ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า NACT อาจลดความเสี่ยงของการได้รับเลือด (อัตราส่วนความเสี่ยง (RR) 0.80; 95% CI 0.64 ถึง 0.99; สี่การศึกษา, สตรี 1085 ราย; หลักฐานความเชื่อมั่นต่ํา), หลอดเลือดดําอุดตัน (RR 0.28; 95% CI 0.09 ถึง 0.90; สี่การศึกษา, สตรี 1490 ราย, หลักฐานความเชื่อมั่นต่ํา), การติดเชื้อ (RR 0.30; 95% CI 0.16 ถึง 0.56; สี่การศึกษา, สตรี 1490 ราย; หลักฐานความเชื่อมั่นปานกลาง) เมื่อเทียบกับกลุ่ม PDS NACT อาจช่วยลดความจําเป็นในการสร้างรูเปิดใหม่ (stoma formation) (RR 0.43, 95% CI 0.26 ถึง 0.72; สองการศึกษา, สตรี 581 ราย ; หลักฐานความเชื่อมั่นปานกลาง) และ การตัดต่อลำใส้ (RR 0.49, 95% CI 0.26 ถึง 0.92; สามการศึกษา, สตรี 1213 ราย; หลักฐานความเชื่อมั่นปานกลาง) ลดอัตราการเสียชีวิตหลังผ่าตัด (RR 0.18; 95% CI 0.06 ถึง 0.54: ห้าการศึกษา, สตรี 1571ราย; หลักฐานความน่าเชื่อถือปานกลาง) การประเมินคุณภาพชีวิต ตามระดับของ EORTC QLQ-C30 มีในการศึกษาสองการศึกษา แต่ผลไม่มีความสอดคล้องกันและไม่แม่นยำ (MD -1.34, 95% CI -2.36 ถึง -0.32; สตรี = 307 ราย; หลักฐานความน่าเชื่อถือต่ํามาก) และการใช้ QLQC-30 และ QLQC-Ov28 ในการศึกษาอื่น (MD 7.60, 95% CI 1.89 ถึง 13.31; สตรี = 217 ราย; หลักฐานความน่าชื่อถือต่ํามาก) หมายความว่าอาจจะนำมาใช้อ้างอิงไม่ได้

บันทึกการแปล: 

แปลโดย พญ.วิลาสินี หน่อแก้ว ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Tools
Information
Share/Save