การทำโยคะเพื่อรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุ

คำถามของการทบทวน

การทำโยคะช่วยปรับปรุงการทำงานแลอาการปวดของหลังในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุได้หรือไม่?

ความเป็นมา

การปวดหลังส่วนล่างเป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย สำหรับบางคนอาจเป็นนานถึงสามเดือนหรือมากกว่านั้นซึ่งจะเรียกว่า "เรื้้อรัง" บางครั้งมีการนำโยคะมาใช้รักษาอาการปวดหลังส่วนล่าง

วันที่สืบค้น

เราค้นหาฐานข้อมูลทางการแพทย์สำหรับการทดลองเปรียบเทียบโยคะกับการรักษาอื่น ๆ หรือไม่ได้รับการรักษาในผู้ใหญ่ (อายุ 18 ปีขึ้นไป) นอกจากนี้เรายังรวบรวมนำเข้าการทดลองเปรียบเทียบโยคะร่วมกับการรักษาอื่น ๆ เมื่อเทียบกับการรักษาอื่น ๆ เพียงอย่างเดียว หลักฐานที่มีอยู่เป็นปัจจุบันจนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2559

ลักษณะของการศึกษา

เรารวมรวมได้ 12 การทดลองที่มีผู้เข้าร่วมการศึกษา 1080 ราย มี 7 การศึกษาดำเนินการในประเทศสหรัฐอเมริกา 3 การศึกษาดำเนินการในประเทศอินเดีย และ 2 การศึกษาดำเนินการในสหราชอาณาจักร ทุกการศึกษาวัดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของหลังหรืออาการปวดหลัง การศึกษาจำนวนน้อยรายงานเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตหรือภาวะซึมเศร้าและเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของการศึกษารายงานเกี่ยวกับอันตราย

แหล่งเงินทุนการวิจัย

มีสามการศึกษาไม่่มีรายงานแหล่งที่มาของเงินทุน มีหนึ่งการศึกษารายงานว่าไม่ได้รับเงินทุนใด ๆ หนึ่งการศึกษาได้รับทุนจากสถาบันโยคะ และมีเจ็ดการศึกษาได้รับทุนจากมูลนิธิการกุศลมหาวิทยาลัย หรือรัฐบาล

ผลลัพธ์สำคัญ

มีเจ็ดการศึกษาเปรียบเทียบการทำโยคะกับการไม่ออกกำลังกายซึ่งรวมถึงการไม่ใช้การรักษา การรักษาโยคะล่าช้า หรือการให้ความรู้ (เช่น หนังสือและการบรรยาย) มี 3 การศึกษาเปรียบเทียบการทำโยคะกับการออกกำลังกายที่มุ่งเน้นหลังหรือโปรแกรมออกกำลังกายที่คล้ายคลึงกัน มี 2 การศึกษาที่มีการรักษาจำนวน 3 กลุ่ม และเปรียบเทียบการทำโยคะกับการไม่ออกกำลังกาย และการออกกำลังกายมุ่งเน้นหลัง มีเพียงหนึ่งการศึกษาที่เปรียบเทียบการทำโยคะกับการออกกำลังกายมุ่งเน้นที่หลัง เปรียบเทียบการทำโยคะร่วมกับการออกกำลังกายมุ่งเน้นที่หลังกับการออกกำลังกายมุ่งเน้นที่หลังอย่างเดียว

สำหรับการทำโยคะเมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ออกกำลังกาย มีหลักฐานความน่าเชื่อถือต่ำพบว่าการทำโยคะน่าจะปรับปรุงการทำงานของหลังดีขึ้นที่สามเดือน หลักฐานความน่าเชื่อถือในระดับปานกลางพบว่าการทำโยคะอาจดีกว่าที่หกเดือน และหลักฐานความเชื่อถือต่ำพบว่าการทำโยคะอาจจะดีกว่าเล็กน้อย ที่ 12 เดือน มีหลักฐานความน่าเชื่อถือต่ำมากถึงปานกลางสำหรับการลดความเจ็บปวดดีขึ้นในช่วง 3 เดือน 6 เดือน และ 12 เดือน แต่ไม่มีความสำคัญทางคลินิก

สำหรับการทำโยคะเมื่อเทียบกับการออกกำลังกายที่เน้นหลัง มีหลักฐานความเชื่อถือต่ำมากพบว่าอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยหรือไม่มีเลยระหว่างการทำโยคะกับการออกกำลังกายที่ไม่ใช่โยคะในการปรับปรุงการทำงานของหลังที่เวลาสามและหกเดือนและไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของหลังที่ 12 เดือน มีหลักฐานความเชื่อถือต่ำมากสำหรับการปรับปรุงอาการเจ็บปวดในช่วงเจ็ดเดือนและไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับอาการเจ็บปวดที่ สามเดือน หรือ 12 เดือน สำหรับการเปรียบเทียบการทำโยคะร่วมกับการออกกำลังกายมุ่งเน้นที่หลังกับการออกกำลังกายมุ่งเน้นที่หลังเพียงอย่างเดียว หลักฐานมีความน่าเชื่อถือต่ำมากจาก 1 การศึกษา (ผู้เข้าร่วมโครงการ 24 คน) และมีความไม่ชัดเจนว่าการเพิ่มการทำโยคะร่วมกับการออกกำลังกายดีกว่าการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวสำหรับการทำงานของหลังหรืออาการเจ็บปวดที่ 10 สัปดาห์ การทำงานของหลังและอาการเจ็บปวดไม่มีการวัดหลังจาก 10 สัปดาห์

อาการอันตรายที่พบบ่อยที่สุดในการทดลองคืออาการปวดหลังที่เพิ่มขึ้น มีหลักฐานความน่าเชื่อถือปานกลางที่ว่าความเสี่ยงของอันตรายในการทำโยคะสูงกว่าการไม่ออกกำลังกาย และมีหลักฐานความน่าเชื่อถือต่ำที่ว่าความเสี่ยงของอันตรายระหว่างการทำโยคะและการออกกำลังกายมุ่งเน้นที่หลังคล้ายกัน โยคะไม่มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรง

มีข้อมูลเล็กน้อยในเรื่องการปรับปรุงอาการทางคลินิก คุณภาพชีวิตและภาวะซึมเศร้า และไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับทุพพลภาพที่กี่ยวข้องกับการทำงาน

ความน่าเชื่อถือของหลักฐาน

ผู้เข้าร่วมการศึกษาทุกคนทราบว่าตนฝึกโยคะหรือไม่และอาจมีอิทธิพลต่อการรายงานข้อมูลการเปลี่ยนแปลงการทำงาน อาการปวด และตัววัดอื่น ๆ ยิีงกว่านั้น บางการศึกษามีขนาดเล็กมาก มีการศึกษาเพียงเล็กน้อยในบางการเปรียบเทียบ และการศึกษาในบางการเปรียบเทียบมีผลลัพธ์ที่ไม่สอดคล้องกัน ดังนั้นเราจึงให้คะแนนความน่าเชื่อถือของหลักฐานว่า 'ปานกลาง', 'ต่ำ' หรือ 'ต่ำมาก'

ผลสรุปของผู้แต่ง 

มีหลักฐานมที่มีความน่าเชื่อถือต่ำถึงปานกลางพบว่าการทำโยคะเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ออกกำลังกายให้ผลลัพธ์การทำงานของหลังดีขึ้นในระดับเล็กน้อยถึงปานกลางที่ 3 และ 6 เดือน การทำโยคะอาจมีประสิทธิผลดีขึ้นเล็กน้อยสำหรับอาการเจ็บปวดที่ 3 และ 6 เดือน แต่ขนาดของผลลัพธ์ยังไม่เป็นไปตามระดับคะแนนต่ำสุดที่กำหนดว่ามีความสำคัญทางคลิกนิก ไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับความแตกต่างของประสิทธิผลของการทำโยคะเปรียบเทียบกับการออกกำลังกายแบบอื่นๆในเรื่องการทำงานของหลัง หรืออาการเจ็บปวด หรือแม้แต่การทำโยคะร่วมกับการออกกำลังกายมีประสิทธิผลมากกว่าการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียหรือไม่ การทำโยคะมีความสัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์มากกว่ากลุ่มควบคุมที่ไม่ใช่การออกกำลังกาย แต่อาจมีความเสี่ยงเช่นเดียวกันกับอาการไม่พึงประสงค์เช่นการออกกำลังกายที่เน้นด้านหลังอื่น ๆ โยคะไม่มีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรง มีความจำเป็นที่จะต้องมีการวิจัยที่มีคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการประเมินผลลัพธ์ระยะยาวและเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปรียบเทียบระหว่างการทำโยคะกับการออกกำลังกายอื่น ๆ สำหรับอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุ

อ่านบทคัดย่อฉบับเต็ม
ที่มา 

อาการปวดหลังส่วนล่างที่ไม่ทราบสาเหตุเป็นอาการทีพบได้บ่อย ซึ่งอาจเป็นสาเหตของความพิการ โดยปกติจะรักษาได้ด้วยการดูแลตนเอง และไม่ต้องใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ สำหรับอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง มีคำแนะนำในปัจจุบับระบุว่าการออกกำลังกายอาจจะป็นประโยชน์ การทำโยคะเป็นการออกกำลังกายแบบใช้กายและใจ บางครั้งนำมาใช้บำบัดอาการปวดหลังส่วนล่างที่ไม่ทราบสาเหตุ

วัตถุประสงค์ 

เพื่อประเมินผลของการทำโยคะสำหรับการรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุ เปรียบเทียบกับการรักษาใดๆ การรักษาขั้นต่ำ (minimal intervention) (เช่น การให้ความรู้) หรือการรักษาอย่างอื่นที่มุ่งเน้นที่อาการปวด การทำงาน (function) และอาการไม่พึงประสงค์

กลยุทธ์การสืบค้น 

เราสืบค้นใน CENTRAL, MEDLINE, Embase, ฐานข้อมูลอื่นๆ ห้าฐาน และ 4 ระบบทะเบียนของการทดลอง ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2559 โดยไม่จำกัดภาษาหรืสถานะการตีพิมพ์ เราคัดกรองจากเอกสารอ้างอิงของรายงานการศึกษาที่สืบค้นได้และติดต่อผู้เชี่ยวชาญในสาขาเพื่อค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

หลักเกณฑ์ในการคัดเลือก 

เราได้รวบรวมนำเข้าการทดลองแบบมีกลุ่มควบคุมสำหรับการรักษาด้วยโยคะในคนที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุ เรารวบรวมนำเข้าการศึกษาที่เปรียบเทียบการทำโยคะกับการรักษาอื่นๆ หรือไม่มีการรักษา นอกจากนี้เรายังได้รวมการศึกษาที่เปรียบเทียบการทำโยคะเสริมกับการบำบัดอื่น ๆ เมื่อเทียบกับการบำบัดอื่น ๆ เพียงอย่างเดียว

การเก็บรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูล 

ผู้วิจัยสองคนได้คัดกรองและคัดเลือกการศึกษา คัดลอกข้อมูลผลลัพธ์ และประเมินความเสี่ยงของการเกิดอคติอย่างอิสระต่อกัน เราได้ติดต่อผู้เขียนงานวิจัยเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ขาดหายไปหรือข้อมูลที่ไม่ชัดเจน เราประเมินความน่าเชื่อถือของหลักฐานทั้งหมดโดยใช้วิธี GRADE

ผลลัพธ์หลัก 

เราได้รวบรวมนำเข้าการทดลอง12 การทดลอง (ในผู้เข้าร่วมจำนวน 1,080 คน) ซึ่งดำเนินการในประเทศสหรัฐอเมริกา (7 การทดลอง), อินเดีย (3 การทดลอง) และสหราชอาณาจักร (2 การทดลอง) มีการศึกษาที่ไม่ได้รับทุนวิจัย (1 การทดลอง) ได้รับทุนจากสถาบันโยคะ (1 การทดลอง) ได้รับทุนจากแหล่งทุนที่ไม่แสวงหาผลกำไรหรือรัฐบาล (7 การทดลอง) หรือไม่รายงานเกี่ยวกับการได้รับทุนสนับสนุน (3 การทดลอง) การทดลองส่วนใหญ่ใช้รูปแบบของโยคะแบบ Iyengar, Hatha หรือ Viniyoga มีการทดลองเปรียบเทียบการทำโยคะกับการไม่ได้รับวิธีการใด (no intervention) หรือวิธีการที่ไม่ใช่การออกกำลังกาย เช่น การให้ความรู้ (7 การทดลอง), การออกกำลังกาย (3 การทดลอง), หรือได้รับทั้งการออกกำลังกายและไม่ออกกำลังกาย (2 การทดลอง) การทดลองทั้งหมดมีความเสี่ยงสูงในอคติที่เกิดจากการปฏิบัติของผู้วิจัยในการรักษา และจากการประเมินผล เนื่องจากผู้เข้าร่วมโครงการและผู้วิจัยทราบวิธีการรักษาที่ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับและผู้เข้าร่วมโครงการประเมินผลลัพธ์ด้วยตนเอง ดังนั้น เราจึงลดระดับความน่าเชื่อถือของหลักฐานผลลัพธ์ทั้งหมดเป็น ระดับปานกลาง เพราะมีความเสี่ยงของการเกิดอคติ และเมื่อมีความเสี่ยงของการเกิดอคติสูงเพิ่มขึ้น ความแตกต่างกันระหว่างการศึกษา ที่อธิบายไม่ได้ หรือ การวิเคราะห์ที่ไม่ชัดเจน เราจะลดระดับความน่าเชื่อถือของหลักฐานลงอีก

สำหรับการทำโยคะเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ใช่การออกกำลังกาย (9 การทดลอง; 810 ผู้เข้าร่วมโครงการ) มีหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือต่ำพบว่าการทำโยคะช่วยให้การทำงานของหลังดีขึ้นในระดับเล็กน้อยถึงปานกลางที่ 3-4 เดือน (ค่าเฉลี่ยความแตกต่างมาตรฐาน (SMD) - 0.40, 95% ช่วงความเชื่อมั่น (CI) -0.66 ถึง -0.14; สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในแบบวัดความพิการ Roland-Morris Disability Questionnaire มี ค่าเฉลี่ยความแตกต่าง(MD) - 2.18, 95% -3.60 ถึง -0.76) หลักฐานมีความน่าเชื่อถือระดับปานกลางพบว่าการทำโยคะช่วยให้การทำงานของหลังดีขึ้นเล็กน้อยถึงปานกลางที่ 6 เดือน (SMD -0.44, 95%CI -0.66 ถึง -0.22: สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในแบบวัดความพิการ Roland-Morris Disability Questionnaire มี MD -2.15, 95% CI -3.23 ถึง -1.08) และหลักฐานมีความน่าเชื่อถือต่ำพบว่าการทำโยคะช่วยให้การทำงานของหลังดีขึ้นในระดับเล็กน้อยที่ 12 เดือน (SMD -0.26, 95%CI -0.46 ถึง -0.05; สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในแบบวัดความพิการ Roland-Morris Disability Questionnaire มี MD-1.36, 95%CI -2.41 ถึง -0.26) มีหลักฐานที่ระดับความน่าเชื่อถือต่ำถึงปานกลางบนสเกลข้อมูล0-100 พบว่าการทำโยคะทำให้อาการเจ็บปวดดีขึ้นเล็กน้อยที่ 3-4 เดือน (MD -4.55, 95% CI -7.04 ถึง -2.06) 6 เดือน (MD -7.81, 95% CI -13.37 ถึง -2.25) และ 12 เดือน (MD -5.40, 95% CI -14.50 ถึง -3.70) อย่างไรก็ตามเราได้กำหนดนัยสำคัญทางคลินิกไว้ล่วงหน้าว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงอาการเจ็บปวด 15 คะแนนหรือมากกว่านั้น และไม่พบข้อมูลตามที่กำหนดไว้ จากข้อมูล 6 การทดลอง ที่มีความน่าเชื่อถือของหลักฐานปานกลางพบว่ากลุ่มที่ทำโยคะมีความเสี่ยงของการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทีสำคัญคือมีอาการปวดหลังเพิ่มขึ้น สูงกว่าของกลุ่มควบคุมที่ไม่ออกกำลังกาย (risk difference (RD) 5%, 95%CI 2% ถึง 8%).

สำหรับการทำโยคะเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ออกกำลังกาย่แบบไม่ใช่โยคะ (4 การทดลอง, 394 ผู้เข้าร่วมโครงการ) พบมีความน่าเชื่อถือของหลักฐานต่ำมากเกี่ยวกับความไม่แตกต่างหรือแตกต่างเพียงเล็กน้อยในการทำงานของหลังที่ 3 เดือน (SMD -0.22, 95% CI-0.65 ถึง 0.20; สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในแบบวัดความพิการ Roland-Morris Disability Questionnaire ด้วยค่า MD -0.99, 95% CI-2.87 ถึง 0.90) และ 6 เดือน (SMD -0.20, 95% CI-0.59 ถึง 0.19; สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในแบบวัดความพิการ Roland-Morris Disability Questionnaire ด้วยค่า MD -0.90, 95% CI-2.61 ถึง 0.81), และไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของหลัง หลังจาก 6 เดือน พบความน่าเชื่อถือของหลักฐานต่ำมากสำหรับอาการเจ็บปวดที่ลดลงในข้อมูลสเกล 0-100 ที่ 7 เดือน (MD -20.40, 95%CI-25.48 ถึง -15.32), และไม่มีข้อมูลความเจ็บปวดที่ 3 เดือน หรือหลังจาก 7 เดือน จากข้อมูลของ 3 การทดลองพบว่ามีความน่าเชื่อถือในระดับต่ำเกี่ยวกับความไม่่แตกต่างกันในความเสี่ยงของการกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระหว่างการทำโยคะและการออกกำลังกายที่ไม่ใช่โยคะ (RD 1%, 95% CI - 4% ถึง 6%)

สำหรับการเพิ่มโยคะเข้าไปในการออกกำลังกายเปรียบเทียบกับการออกกำลังกายอย่างเดียว (1 การทดลอง; 24 ผู้เข้าร่วมโครงการ) พบหลักฐานมีความน่าเชื่อถือต่ำมากเกี่ยวกับความแตกต่างเพียงเล็กน้อยหรือไม่แตกต่างของการทำงานของหลัง ที่ 10 สัปดาห์ (SMD -0.60, 95% CI -1.42 ถึง 0.22; สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในตัวชี้วัด Oswestry Disability Index ด้วยค่า MD -17.05, 95% -22.96 ถึง 11.14)หรืออาการเจ็บปวดในข้อมูลสเกล 0-100(MD -3.20, 95% CI -13.76 to 7.36) ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์ในช่วงเวลาอื่น ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์

การศึกษาให้หลักฐานจำกัดเกี่ยวกับอาการที่ดีขึ้นทางคลินิก คุณภาพชีวิตและภาวะซึมเศร้า ไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับความพิการที่เกี่ยวกับงาน

บันทึกการแปล 

ผู้แปล นายอนุวัตน์ เพ็งพุฒ นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสงเปลือย จังหวัดกาฬสินธุ์ นางมาลินี เหล่าไพบูลย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น Cochrane Thailand วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Tools
Information
แชร์/บันทึก